Accomtour’s Weblog

November 25, 2008

เสียมเรียบ

SIEM REAP

เสียมเรียบ

ประวัติของแต่ละปราสาท

ปราสาทนครวัด

ชม สิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก นั่นคือ ปราสาทนครวัด ซึ่งถือว่า เป็นสถานที่สุดยอด ในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งสร้างขึ้น ในสมัย พระเจ้าสุริยวรมัน ที่ 2 พุทธศักราช 1650-1720 ชม รูปสลักนางอัปสร นับหมื่นองค์ ชมภาพแกะสลักนูนต่ำ การกวนเกษียรสมุทร ซึ่งเป็น พิธีกรรมโบราณ อันศักดิ์สิทธิ์ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านจะได้ ชมภาพการยกกองทัพ ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โดยมี ภาพของ กองทัพเสียมกุก ซึ่งเป็น บรรพบุรุษของ พวกเราชาวไทย ปรากฎอยู่ด้วย เราจะใช้เวลา ในการชื่นชม ความมหัศจรรย์ ของคนโบราณ ที่สร้างสรรค์ สถาปัตยกรรมอันวิจิตร

เมืองนครธม

นครธม มีความหมายว่า เมืองใหญ่ นครแห่งรัชสมัย ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ใครก็ตาม ที่ได้มาเยี่ยมชม เมืองนครหลวง จะต้องเดินผ่าน ช่องประตู ทางเข้า ด้านทิศใต้ เป็นต้องตื่นตะลึง กับความโอฬาร ของหินทราย ที่สลักเป็นรูป พระพักตร์ ของพระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร ซึ่งสลักไว้ ทั้ง 4 ทิศ ด้วยสายตา ที่ทอดลงมายังที่ต่ำ และรอยยิ้ม ที่เป็นสุข หรือ ยิ้มแบบบายน ที่เปี่ยมด้วยเมตตา กรุณา ส่วนด้านข้าง ของกรอบประตู พบกับ ปติมากรรมลอยตัว พระอินทร์ทรงช้างเอรวัณ 3 เศียร สะพานนาคราช สองข้างทาง ของสะพาน ที่ทอด ข้ามคูเมือง ด้านซ้าย เป็นศิลาทราย สลักลอยตัว ของเหล่าเทวดาฉุดตัวนาค ส่วนด้านขวา เป็น บรรดายักษ ์กำลังฉุดดึง ลำตัวพญานาค อยู่เช่นกัน เมืองพระนครหลวง มีคูเมือง ล้อมรอบ กว้างประมาณ 80 เมตร แต่ละด้าน มีความยาว 3 กม. กำแพง ล้อมทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้าน ก่อด้วย ศิลาแลง สูง 7 เมตร

ปราสาทบันทายสรี

ปราสาทบันทายสรี สร้างในสมัย พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 และ พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ในปีพ.ส. 1510 ในศานาฮินดู ไศวนิกาย ปราสาทแห่งนี้ แม้จะเล็ก แต่น่าประทับใจ สร้างด้วย หินทรายสีชมพู ดูสดใส ไมีมีปราสาทใดเสมือน จนหลายคน ขนานนามว่า เป็น ปราสาทแห่งความรัก ชาวฝรั่งเศส ให้ฉายาปราสาทแห่งนี้ ว่า รัตนชาติ แห่งศิลปะขอม เพราะการก่อสร้าง ทำด้วย หินทรายสีชมพู เนื้อละเอียด การสลักลวดลายจึงดูอ่อนช้อย ลายคมชัด มีชีวิตชีวา ภาพทับหลัง และ หน้าบัน ส่วนใหญ ่จะเป็นเรื่องราว ในมหากาพย์รามายาณะ หรือ รามเกียนติ์ ไม่ว่า จะมองมุมใด ปราสาทบันทายสรี ก็มีความงดงาม เป็นปราสาท ที่มีทับหลัง และหน้าบัน สมบูรณ์ที่สุด แม้กระทั่ง เรือนแก้ว ยังมีความงดงาม

ปราสาทพระขรรค์

ปราสาทพระขรรค์ ซึ่งเป็น ปราสาทขนาดใหญ ่ทางพุทธศาสนา พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับว่า เป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ นอกจาก จะทรง สร้างปราสาท ต่างๆ ขึ้นมากมาย เพื่อใช้เป็น ที่ประกอบ พิธีกรรมทางพุทธศาสนา ด้วยการสร้าง อโรคยศาลา ถึง 102 แห่ง ในบรรดา ปราสาทต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น ในสมัย ของพระองค ์ต้องยกให้ ปราสาทพระขรรค ์เป็นโครงการ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สร้างเพื่อ ถวายเป็น พระราชกุศล แด่พระราชบิดา สะพาน ข้ามคูเมือง หน้าโคปุระ ปราสาท มีประติมากรรมลอยตัว รูปเทวดา และยักษ ฉุดนาค ทั้งสองด้าน ของสะพาน ลักษณะคล้าย ประตูเมืองนครธม ความสำคัญ ของปราสาทพระขรรค์ อีกอย่างหนึ่ง คือ บริเวณ ปราสาท ใช้เป็น ที่ประทับ ชั่วคราว ของพระเจ้าชัยวรมัน ที่ 7 ระหว่าง การก่อสร้า งเมืองหลวง ที่ถูกกองทัพจามยึด และทำลาย ในปี พ.ศ. 1720 ภาพสลัก นารายณ์บรรทมสินธุ์ อยู่ที่ ระเบีบงด้านเหนือ ของตัวปราสาท โคปุระ ตัวปราสาท ชั้นนอก ด้านทิศตะวันออก มีต้น สะปง สูงใหญ่ ขึ้นเกาะกุม ระเบียงคตปราสาท ไขว้กันเป็นมุมหนึ่ง ที่สวยงาม ในศิลปะธรรมชาติ นักท่องเที่ยว นิยมมาบันทึกภาพ เสานางเรียง หน้าโคปุระ ของกำแพง ปราสาท ด้านทิศตะวันออก ยังคง เหลือภาพสลัก พระพุทธรูป เพียงภาพเดียว นอนนั้น ถูกสกัดทิ้งไป ในสมัย พระเจ้าชัยวรมัน ที่ 8 ที่ทรง นับถือ ศาสนาฮินดู

กลุ่มปราสาทหริหราลัย

นำท่าน ออกเดินทาง ตามเส้นทางหมายเลข 6 สู่ กลุ่มปราสาท หริหราลัย ประกอบด้วย ปราสาทโลเลย ปราสาทพระโค และ ปราสาทบากอง

ปราสาทพระโค

ปราสาทพระโค สร้างในสมัย พระเจ้าอินทรวรมัน ที่ 1 ในปี พ.ศ. 1442 ในศาสนา ฮินดู ไศวนิกาย มีปราสาท 6 หลังตั้งอยู่ บนฐานเดียวกัน เป็นปราสาทอิฐ 5 หลัง แต ่กรอบประต ูและกรอบหน้าต่าง สร้างด้วยหินทราย มีรูป วัวนนทิ หันหน้าเข้าหาปราสาท ซึ่งประดิษฐาน ศิวลึงค์ อยู่ในเขต เมืองหริหราลัย เบริเวณผนังปราสาท มีลายปูนปั้น ประกอบด้วย การสลักทับหลัง ศิลาทราย แบบนูนสูง รูปเทวรักษ์ หรือ ทวารบาล ที่ผนัง ปราสาทพระโค ทั้งสี่ด้านไม่ว่าจะเป็น หญิง หรือ ชาย มักยืนอยู่ ในซุ้มเรือนแก้ว ผู้ชาย มักใส่เครื่อง ศิราภรณ์ ประดับศรีษะ มือขวา ถือ หอก มือซ้าย เท้าสะเอว นุ่งผ้าจีบหน้า คาดเข็มขัดสวยงาม โดยเฉพาะ มือที่ถือหอก กำไม่สู้แน่นนัก ทำให ดูนุ่มนวน เหมือนท่า นาฎลักษณ์ ประติมากรรมลอยตัว รูปโคนนทิ ที่เรียกว่า ปราสาทพระโค เชื่อว่า เป็นเพราะ มีรูป โคนนทิ 3 รูป ตั้งอย ู่ด้านหน้าปราสาท

ปราสาทโลเลย

ปราสาทโลเลย เป็นปราสาทที่อยู่ในกลุ่มเทวสถานเมืองหริหราลัย สันนิษฐานว่า โลเลย มาจาก ราลัย อันเป็นชื่อท้ายของเมืองนั่นเอง
(หราลัย) ปราสาทโลเลยสร้างอยู่กลาง บารายอินทรตฎากะ หรือ สระน้ำของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ปัจจุบันได้ตื้นเขินไปหมดแล้ว พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 สร้างบารายเพื่อให้เป็นด่านป้องกันศัตรู อีกพระประสงค์หนึ่ง แต่พระองค์ก็ย้ายนครหลวงแห่งนี้ไปที่เมืองพระนคร เนื่องจากไม่สามารถที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์ที่เมืองหริหราลัยไปได้มากกว่านี้ นามของเมืองหริหราลัยจึงถูลบเลือนไป ปราสาทโลเลย สร้างอยู่บนฐานที่มีความกว้าง 80 เมตร ยาว 90 เมตร ก่อสร้างด้วยอิฐทั้งหมด มีโคปุระทางด้านทิศตะวันออกเพียงแห่งเดียว ปราสาทนี้เป็นกลุ่มปราสาทที่มีทั้งหมด 4 หลัง 2 หลัง อยู่ในแนวทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก อีก 2 หลังอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ การวางผังของปราสาทคล้ายกับปราสาทพระโค ต่างกันที่จำนวนปราสาทเท่านั้น ภาพสลักปราสาทโลเลย แม้จะทรุดโทรมมากแต่ยังมีภาพสลักอยู่ตรงกรอบประตู และภาพสลักหินทรายบนทับหลังพอที่จะสันนิษฐานได้ว่าปราสาทที่อยู่ทางทิศตะวันออกมีหน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ด้านซ้ายและขวาของเศียรช้างเอราวัณมีพวงอุบะ (พวงมาลัย) ด้านล่างและด้านบนของพวงอุบะมีลายก้านขด และลายดอกไม้ ที่หน้าบันเหนือทับหลังเป็นภาพสลักนูนต่ำของฤาษีทั้งหมดที่มีอยู่ 8 ตน กำลังนั่งบำเพ็ญตบะ ส่วนภาพที่กรอบประตูซึ่งทำจากหินทรายเป็นภาพของสิงห์คาบพวงอุบะออกมาจากปาก

ปราสาทบากอง

ปราสาทบากอง สร้างในสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ในปี พ.ศ. 1424 ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย เป็นปราสาทหินทรายตั้งอยู่บนฐาน 5 ชั้น สูงประมาณ 20 เมตร มีปราสาทเล็กหลายหลังตั้งอยู่บนฐาน มีปราสาทใหญ่ตั้งอยู่บนส่วนยอด ปราสาทบากองอยู่กลางเมืองหริหราลัย เป็นศูนย์กลางจักรวาลและเป็นปราสาทหินหลังแรกของอนาจักรขอม สร้างหลังปราสาทพระโคประมาณ 2-3 ปี เป็นปราสาทหลวง เป็นสัญาลักษณ์แห่งแรกในการสร้างปราสาทที่มีลักษณะเป็นปิรามิด ตัวปราสาทมีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นถูกสร้างขึ้นจากหินทราย ยกเว้นปรางค์ประธานที่อยู่ชั้นบนสุดยังสร้างขึ้นจากอิฐ สันนิษฐานว่าพังไปหมดแล้ว ชั้นที่ 1 ประกอบด้วยวิหารขนาดเล็กอยู่ที่มุมของทิศทั้ง 8 แต่ละชั้นของปิรามิดจะมีบันไดขึ้น ความกว้างยาวของฐานเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัส โดยรอบฐานแต่ละชั้นมีประติมากรรมลอยตัวรูปนาค และครุฑ ภาพสลักนางอัปสร ด้านข้างของบันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานของแต่ละชั้นมีภาพสลักนางอัปสร ขนาดสูงถึง 1.5 เมตร ชั้นสองภาพสลักยักษ์ สันนิษฐานว่าเป็นภาพในเรื่องรามเกียรติ์ ท่านสามารถรอชมพระอาทิตย์ตกดิน ที่ยอดปราสาทบากอง

กบาลสะเปียน

หลังจากนั้นพาท่านเดินทางต่อไปยังกบาลสะเปียน ระยะทาง 12 กม. จากปราสาทบันทายสรี และต้องเดินเท้าต่ออีก 2 กม. ไต่ระดับไปเรื่อยๆ แต่ไม่สูงชันนัก ตลอดทางมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมได้บรรยากาศร่มรื่นพอสมควร ก่อนถึงทางไปสู่ต้นน้ำและสายธารแห่งศิวลึงค์พันองค์ กบาลสะเปียน ถูกขนานนามจากแนวก้อนหินที่เกิดขึ้นตามะรรมชาติ โดยมีลักษณะคล้ายสะพานทอดข้ามสายน้ำเล็กๆ ซึ่งมีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาพนมกุเลน ทั้งพนมกุเลนและกบาลสะเปียนแม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละที่ แต่ก็มีสองสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้ผืนน้ำของท้องธารทั้งสองที่เหมือนกันคือ รูปศิวะสลัก หรือศิวลึงคองค์ย่อมๆ ไปถึงขนาดใหญ่นับพันองค์ และรูปโยนีสลักอีกจำนวนไม่น้อย แผ่ขนานไปตามความยาวของลำธารตื้นๆ เป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตรเลยที่เดียว กบาลสะเปียนสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีพระประสงค์ให้พราหมณ์ประกอบพิธีเสกน้ำให้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำน้ำไปประกอบพิธีหลวงในพระราชวังและเพื่อให้เหล่าประชาราษฎร์ นำไปบูชารักษาโรคภัยไข้เจ็บ นำไปใช้กับเรือกสวนไร่นาของตนได้ รูปสลักศิวลึงใต้น้ำ และรูปสลักทางศาสนาฮินดู ความน่าตื่นตะลึงของกบาลสะเปียนมีได้มีเพียงรูปสลักศิวลึงนับพันองค์คู่กับฐานโยนีใต้ท้องน้ำที่มีหินทรายทอดตัวขนานไปกับสายธารนั้น ยังมีภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ภาพพระพรหมสี่หน้า ภาพตรีมูรติมีพระศิวะ พระพรหม และพระวิษณุประทับทรงอยู่ในปรางค์ปราสาท การสลักภาพมีทั้งแบบนูนสูงและต่ำ โดยเฉพาะภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนศิลาทรายทั้งที่ใต้ท้องน้ำ ตามโขดหิน และก้อนหินขนาดใหญ่มีให้ชมมากกว่า 5 แห่ง จุดเด่นที่สุดของกบาบสะเปียน คือบริเวณเหนือสะพานหินธรรมชาติขึ้นไปเล็กน้อยจะมีน้ำตกเล็กๆ หลังไหลผ่านภาพสลักศิวลึงค์และโยนีที่ท้องธารกบาลสะเปียนแล้วยังไหลผ่านภาพจำหลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ นับเป็นอุบายเสกน้ำให้ศักดิ์สิทธิ์ของกษัติย์ขอมในอดีต น้ำตกกบาลสะเปีนย หลังจากไหลผ่านภาพสลักต่างๆ แล้วน้ำจะไหลตกลงมา ณ ผาแห่งนี้ ผู้คนชาวกัมพูชานิยมมาอาบน้ำ และนำภาชนะมารองรับไปฝากญาติมิตร สะพานหินที่ทอดยาวในป่า แม้น้ำจะสูงอย่างไรก็ไม่สามารถท่วมสะพานหินนี้ได้ แลเชื่อนี้ก็กลายมาเป็นกบาลสะเปียนอันมีความหมายตรงตัวว่า “สะพานหิน” ที่เกิดจากธรรมชาติ

ปราสาทบันทายสำเหร่

ปราสาทบันทายสำเหร่ สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในศาสนาฮินดูไศวนิกาย
และถือว่าเป็นต้นแบบของการสร้างมหาปราสาทนครวัดด้วย โดยจะมีขนาดเล็กย่อส่วนลงมา ปราสาทแห่งนี้มีรูปร่างคล้ายคลึงกับปราสาทหินพิมายของไทย จุดเด่นของปราสาทแห่งนี้อยู่ที่ภาพสลักที่หน้าบันและทับหลัง ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาเรื่องราวในมหากาพย์รามายาณะ ชมภาพหลักเรื่องเทพเจ้าที่เป็นที่นับถือของศาสนาฮินดู ชมรัศมีบนเศียรนาคที่มีเครื่องประดับที่มีความงดงามยิ่ง บริเวณที่สร้างปราสาทแห่งนี้ เคยเป็นที่อยู่ของชาวสำเหร่ (ชนกลุ่มน้อยของกัมพูชา) มาก่อน จึงเรียกปราสาทแห่งนี้ตามชาวสำเหร่ ที่ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากปราสาทในกลุ่มเมืองพระนคร อยู่ทางทิศตะวันออกของบารายตะวันออก ช่องทางเดินในปราสาทแต่ละหลังค่อนข้างจะแคบ ปรางค์ประธานตั้งอยู่ปรางค์เดียวไม่มีปรางค์บริวาร มีแต่เพียงบรรณาลัย อยู่ข้างปรางค์ประธาน
มีระเบียงคตอยู่โดยรอบปรางค์ประธาน

ปราสาทแม่บุญตะวันออก

หลังจากนั้นพาท่านชม ปราสาทแม่บุญตะวันออก ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 1495 ในศาสนาฮินดู ในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ย้ายเมืองหลวงกลับมาที่เมืองพระนคร โดย 16 ปีก่อนหน้านี้พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองพระนครไปตั้งที่เกาะแกร์ ปราสาทนี้สร้างขึ้นอยู่บนเกาะกลางบารายตะวันออก มีน้ำล้อมรอบเกาะอันเป็นที่ตั้งของปราสาทอยู่ แต่ในปัจจุบันน้ำในบารายแห้งไปหมดแล้ว

ปราสาทแปรรูป

ปราสาทแปรรูป สร้างในสมัยพระเจ้าเชนทรวรมันที่ 2 ในปีพ.ศ. 1504 ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย ปราสาทแปรรูปใช้วัสดุหลายชนิดในการก่อสร้าง ทั้งศิลาแลง หินทราย และอิฐ จุดประสงค์ในการสร้างเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ตามศิลาจารึกกล่าวไว้ว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงสร้างศิวลึงค์ ชื่อ ราเชนทรศวร เพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาในปราสาทนี้ ตามตำนานของชาวบ้านเล่าว่า บริเวณปราสาทเคยใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพ หลังจากถวายพระเพลิงพระศพแล้วนำพระอัฐิมาเรียงใหม่ก่อนการเก็บ หรือที่เรียกอย่างไทยว่า แปรอัฐิ
ปรางค์ประทานถูกสร้างอยู่เหนือฐานอิฐ 3 ชั้น แต่ละชั้นมีบันไดขึ้นไป 12 ชั้น รูปทรงลักษณะคล้ายปิรามิด ส่วนปรางค์บริวารทั้ง 4 อยู่บนฐานเดียวกัน ภาพสลักพระอินทร์ ที่ทับหลังของปรางค์ประธาน มีภาพสลักพระอินทร์เป็นเทพประจำทิศตะวันออก พวงอุบะ(พวงมาลัย) และเหล่าพรรณพฤกษาถือเป็นต้นแบบของศิลปะยุคแปรรูป ด้านข้างของเสากรอบประตูมีภาพสลักของเทพธิดา บันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานค่อนข้างชันและแคบ ปรางค์บริวารด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีภาพสลักของเทพธิดาที่งดงามบนอิฐ และปูนปั้นโบราณของพระนางลักษมี และพระวิษณุ
ภาพสลักพระนางอุมาเทวี และพระศิวะ ส่านปรางค์ประธานที่อยู่ตรงกลง มีถาพสลักพระพรหม 4 หน้า 4 กร

พนมบาเค็ง

ปราสาทพนมบาเค็ง สร้างในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 กลางพุทธศตวรรษที่ 15 ประมาณ พ.ศ.1450 ปราสาทพนมบาเค็งตั้งอยู่บนเขาลูกเล็กที่มีความสูงประมาณ 70 เมตร มีชื่อในสมัยก่อนว่า ปราสาทพนมกันดาล (พนม แปลว่า ภูเขา กันดาล แปลว่า กลาง) ตั้งอยู่กลางระหว่าง ปราสามพนมกรอบ กับปราสาทพนมบก ซึ่งอยู่บนภูเขาขนาดใกล้เคียงกัน ต่อมาเรียกปราสาทนี้ว่า ปราสาทพนมบาเค็ง ตามลักษณะของต้นบาเค็ง (คล้ายต้นมะขาม)ที่มีอยู่มาก ตัวปราสาทอยู่ใจกลางยอดเขาจำลองลัษณะมาจากปราสาทบากอง มีสถาปัตยกรรมคล้ายกัน รูปทรงแบบปิรามิด ที่ตัวระเบียงแต่ละชั้นมีปราสาทเล็กๆ 4 มุม ภายในปรางค์ประธานมีศิวลึงค์ตั้งอยู่ตั้งแต่ ค.ศ.907 ในปีที่เริ่มสร้างปราสาท พระพุทธรูปที่เห็นภายในปรางค์ประธานนั้น มีการอัญเชิญพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไปประดิษฐานบนแท่นหินทรายแทนศิวลึงค์เมื่อ พ.ศ. 2509 ปราสาทพนมบาเค็งเป็นศาสนสถานแห่งแรกของเมืองพระนคร ทางขึ้นอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นเขาสูงชัน บันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานมีอยู่ 5 ชั้น แต่ละชั้นมีปรางค์เล็ก 12 ปราสาท รวม 5 ชั้น
60 ปราสาท ส่วนบนยอดมีปรางค์บริวารล้อมรอบปรางค์ประธานอีก 4 ปราสาท เสมือนเป็นการจำลองยอดเขาพระสุเมรุรวมทั้งหมดมี 89 ยอด ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเขาจึงเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม โดยเฉพาะเห็นยอดปราสาทนครวัดผุดขึ้นกลางป่า นอกจากนั้นยังเห็นวิว 360 องศา เห็นบารายทิศตะวันตก ซึ่งกลางบารายจะมีเกาะเล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทแม่บุญตะวันตก ยังเห็นตัวเมืองเสียมเรียบ เห็นยอดเขาพนมบกที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 14 กม. ยอดเขาพนมกรอมที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 24 กม. และเทือกเขาพนมกุเลนทอดยาว

ปราสาทปักษีจำกรง

ปราสาทปักษีจำกรง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 ปลายพุทธศตวรรษที่ 15 พ.ศ. 1471 และบูรณะ
ในรัชสมัยพระเจ้าเชนทรวรมันที่ 2 ปราสาทปักษีจำกรงมีรูปทรงปิรามิด มีนิทานพื้นบ้านเล่าขานกันว่า พญานกได้นำเอาโอรสของพระราชา ซึ่งตกอยู่ในอันตรายระหว่างการแย่งชิงราชสมบัติมาเลี้ยงจนเติบใหญ่ จึงกลับมาชิงราชบัลลังก์คืนได้ และเมื่อปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัติย์ จึงได้ทรงสร้างปราสาทนี้ขึ้นเป็นการทดแทนบุญคุณของพญานก ตัวปราสาทสูงจากพื้น 27 เมตร มีฐาน 4 ชั้น ชั้นแรกสูง 15 เมตร มีบันไดทางขึ้นปราสาทได้ 4 ทิศ ค่อนข้างสูงชัน ตัวปราสาทมีทางเข้าทางเดียว คือ ทิศตะวันออก อีก 3 ประตูเป็นประตูหรอก มีฐานเป็นศิลาแลงสี่เหลี่ยมย่อมุม ศิลาแลงมีลักษณะดีไม่มีรูพรุน เสาประดับกรอบประตูและทับหลังทั้ง 4 ด้าน ทำด้วยหินทรายสลักลวดลายสวยงามมาก

ปราสาทธรรมานนท์

ปราสาทธรรมานนท์ สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกนอกประตูเมืองนครธม ตัวปราสาทหันหน้าเข้ากำแพงประตูเมือง นครธมจะอยู่ทางขวามือ ตรงข้ามกับปราสาทเจ้าสายเทวดา แต่มีขนาดเล็กกว่าตัวปรางค์ประธานของปราสาทยังสภาพดีอยู่ ในขณะที่กำแพงล้อมรอบพังทลายไปหมดแล้ว คงเหลือโคปุระซึ่งมีสัดส่วนกะทัดรัดสวยงาม เป็นปราสาทขนาดเล็ก ล้อมรอบด้วยคูน้ำที่ขอมโบราณเชื่อว่าเป็นน้ำที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ปราสาทนี้ต่างจากปราสาทเจ้าสายเทวดาตรงที่มีบรรณาลัยแห่งเดียวอยู่ท่างด้านขวามือ หรือทิศใต้ของปราสาทส่วนคูน้ำปัจจุบันแห้งไปหมดแล้ว ภาพสลักที่ประตูด้านหน้า ลายก้ามปูและนางอัปสรมีความงดงามเช่นเดียวกับปราสาทนครวัด ที่น่าสังเกตคือ มีรูปนางอัปสร รวมอยู่กับภาพทวารบาล ทับหลังด้านใน เป็นภาพสลักพระนารายณ์ทรงครุฑ ลักษณะพระนารายณ์แบะพระบาทอยู่บนไหล่ครุฑ มีอาวุธครบมือ ส่วนครุฑนั้นเอาหัวแหวกนาคออกมาอยู่กึ่งกลาง จึงมีหัวนาคข้างละ 2 หัว นับว่าแปลกและไม่มีในภาพสลักของ
ปราสามใดๆ ตัวปรางค์ปราสาท ลายก้านขดประกอบด้วยรูปคนและสัตว์ชนิดต่างๆ มาก สลักเป็นภาพนูนต่ำเสียมาก ประดับอยู่ตามส่วนต่างๆ และบรรณาลัย เช่น ผนังด้านหน้าปราสาท ที่โคปุระหลังย่อมๆ หน้าปราสาทภาพสลักครุฑยืนบิดกายอยู่บนมุมหลังคาของโคปุระอย่างสง่างาม

ปราสาทเจ้าสายเทวดา

ปราสาทเจ้าสายเทวดา สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นศิลปะแบบนครวัด ปราสาทเจ้าสายเทวดา ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนนจากปราสาทธรรมานนท์ เป็นปราสาทขนาดย่อม สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีลวดลายลักษณะสวยงามไม่ผิดจากปราสาทนครวัด เป็นปราสาทคู่กับปราสาทธรรมานนท์
ที่อยู่ใกล้กัน ถนนที่ตัดผ่านปราสาทนั้นอยู่ทางทิศเหนือ นักท่องเที่ยวจึงมักจะเดินเข้าสู่ปราสาททางด้านทิศเหนือ แต่ทางเข้าในสมัยโบราณนั้นอยู่ทางทิศตะวันออก ปราสาทเจ้าสายเทวดาทรุดโทรมลงมาก และกำลังได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง การเที่ยวชมอาจไม่สะดวกนัก ทางเข้าจะมีโคปุระมีสะพานซึ่งมีเสากลมๆ รองรับตัวสะพานอยู่รายเรียงกันอย่างสวงงาม ในสมัยโบราณปราสาทนี้มีการทำพิธีสักการะศิวลึงค์ การล้างบาปและพิธีกรรมต่างๆ เนื่องจากอยุ่ใกล้กับแม่น้ำเสียมเรียบ ซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนแม่น้ำคงคาในอินเดีย สะดวกในการทำพิธีกรรม

ปราสาทตาแก้ว

ปราสาทตาแก้ว สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 พุมธศตวรรษที่ 16 แม้ว่าจุดประสงค์ของการสร้างปราสาทตาแก้วเพื่ออุทิศแด่ พระศิวะในศาสนาฮินดู ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ทรงนับถือ แต่พระองค์ก็ทรงให้ความอุปถัมภ์
แก่พระพุทธศาสนา นิกายมหายานอย่างเปิดเผย ปราสาทตาแก้วเป็นปราสาทแรก ที่ทดลองนำหินทรายมาสร้าง ลักษณะเป็นปราสาท 5 หลัง ก่อด้วยหินเป็นชั้น 5 ชั้น สูง 20 เมตร ในชั้นที่ 2 มีระเบียงคตยาวติดต่อล้อมรอบ
เป็นปราสาทที่ยังสร้างไม่เสร็จดี พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 ผู้มีศักดิ์เป็นพระนัดดาขึ้นครองราชย์ต่อมา จารึกไม่ได้ระบุว่าพระองค์ทรงสร้างปราสาทต่อหรือไม่ เพราะเป็นการขึ้นครองราชย์ช่วงสั้นๆ จวบจนพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ขึ้นครองราชย์ จึงทรงสร้างปราสาทตาแก้วต่อจนสิ้นรัชกาลก็ยังไม่สำเร็จ ระเบียงคต ฐานแต่ละชั้นเริ่มมีระเบียงคต และมุงหลังคาด้วยอิฐ เสาในระเบียงคต สลักลวดลายไว้ แต่เสาภายนอกไม่มีการสลักภาพใดๆ เป็นปราสาทแรกที่ช่างขอมสามารถสร้างปราสาทด้วยหินทราย มีปราสาท 5 หลัง อยู่บนฐานเดียวกันได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
จากเดิมที่ใช้อิฐสร้างตัวปราสาท ลวดลายที่ฐานบัวสวยงาม ชมวิวจากยอดสูงสุดของปราสาทมองเห็นราวไพรร่มรื่น

ปราสาทตาเนย

ปราสาทตาเนย ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทตาแก้วประมาณ 600 เมตร เป็นปราสาทที่อยู่ในป่าไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ปราสาทนี้มีความสวยงามน่าชม ทางเข้าปราสาทอยู่ทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก เป็นปราสาทหินทรายที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ปัจจุบันได้ชำรุดทรุดโทรมลง มีต้นไม้ใหญ่เข้าชอนไชคล้ายกับปราสาทตาพรม ภาพหน้าบัน รูปเจ้าชายสิทธัตถะทรงม้า เพื่อออกบวช ด้านล่างเป็นรูปเทวดานั่งพนมมือ เป็นที่น่าสังเกตว่า
ภาพด้านล่างถูกทำลายโดยการสกัดภาพออก เมื่อพุทธศตวรรษที่ 19 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 นับถือศาสนาฮินดู

ปราสาทนาคพัน

ปราสาทนาคพัน สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พุทธศตวรรษที่ 18 ในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ตั้งอยู่ใจกลางบารายชัยตฏากะ แสดงถึงการชลประทานในสมัยอดีต ปราสาทมีลักษณะแปลก แต่จัดเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ที่สุด ภาพสลักส่วนใหญ่บนหน้าบันปราสาทองค์กลาง และศาลาหินที่อยู่รอบทั้งสี่ทิศเกี่ยวกับคติธรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่ถูกดัดแปลงหรือทำลายไปในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ที่ทรงนับถือศาสนาฮินดู ผู้ที่ได้มาอาบ หรือดื่มกินน้ำจากสระแห่งนี้โดยผ่านจากปากของราชสีห์ ช้าง ม้า และ มนุษย์ ที่อยู่ในศาลาทั้ง 4 ทิศ เชื่อว่าจะรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

ปราสาทตาสม

ปราสาทตาสม เป็นปราสาทขนาดเล็กหากเทียบกับปราสาทตาพรม หรือปราสาทบันทายกเดย ปราสาทแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนเล็กๆ คือ โคปุระด้านนอก และกำแพงล้อมรอบ โคปุระด้านใน และปรางค์ประธาน พร้อมกับระเบียงคตทั้งสี่ด้าน มีบรรณาลัยอยู่ภายในระเบียงคต กำแพงด้านนอก กว้าง 200 เมตร ยาว 240 เมตร ทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก เข้าสูโคปุระด้านในจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ระเบียงคตรอบปรางค์ประธานมีความยาว 30 เมตร กว้าง 20 เมตร บรรณาลัยอยู่ทางทิศเหนือ และใต้ด้านหลัง เนื่องจากถนนตัดผ่านด้านหลังปราสาท

ปราสาทแม่บุญตะวันตก

ปราสาทแม่บุญตะวันตก ปราสาทนี้ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ตรงกลางของบารายตะวันตก ถูกสร้างขึ้นโดย
พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 เพื่อเก็บกักน้ำสำหรับเมืองพระนคร มีความลึก 7 เมตร กักน้ำได้ถึง 123 ล้านลูกบาศก์ลิตร
ปัจจุบันปริมาณน้ำที่บารายแห่งนี้ใกล้เคียงกับยุคโบราณที่สร้างขึ้นมา จึงเป็นประโยชน์สำหรับการเกษตรและการประมง ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ถึง 17 พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 มีพระบัญชาให้สร้างปราสาทแม่บุญตะวันตกขึ้นกลางเกาะในยุคสมัยเดียวกัน ต้องเดินทางด้วยการนั่งเรือข้ามไปยังเกาะกลางบาราย จึงไม่เป็นที่นิยม ประกอบกับตัวปราสาทพังหมดแล้ว หากเราขึ้นเขาพนมบาเค็ง จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว้างไกล และมองเห็นดวงอาทิตย์ตกที่บารายแห่งนี้

ปราสามแม่บุญตะวันออก

ปราสามแม่บุญตะวันออก สร้างในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ในปีพ.ศ.1495 ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย
ก่อนการก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ทรงสร้าง บาราย ยโศธรตฎากะ จุดประสงค์เพื่อให้มีน้ำใช้กันทั้งเมือง ต่อมาภายหลังพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 จึงสร้างปราสาทแม่บุญตะวันออกขึ้นกลางบาราย ปราสาทแม่บุญตะวันออกเปรียบเสมือนวิหารอยู่บนยอดเขา มีความสูงทั้ง 3 ชั้น จากพื้นถึงยอดปรางค์สูง 28 เมตร ปัจจุบัน
บารายล้อมรอบไม่มีน้ำแล้ว

ปราสาทกระวาน

ปราสาทกระวาน ความหมายของกระวาน คือ ดอกนมแมว ซึ่งเคยมีอยู่มากโดยรอบปราสาทแห่งนี้ เป็นปราสาทขนาดเล็กสร้างบนฐานเดียวกัน 5 ปราสาท เรียงกันในแนวเหนือใต้ ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ สังเกตได้จากภาพสลักที่ปรากฎอยู่ ณ ปรางค์ประธาน จะพบภาพสลักเป็นรูปพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ตรีวิกรม
และนารายณ์ทรงครุฑ นอกจากนี้ปราสาททางด้านทิศเหนือ ยังมีภาพสลักพระนางลักษมี ชายาของพระวิษณุ

ปราสาทบันทายกเดย

ปราสาทบันทายกเดย มีลักษณะคล้ายปราสาทตาพรหม และปราสาทพระขรรค์ แต่มีขนาดเล็กกว่าโคปุระทั้ง 4 แห่ง
มีพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หันพระพักตร์ไป 4 ทิศ เช่นเดียวกับที่ปราสาทบายน โดยมีกำแพงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ปรางค์ประธานมีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่ จัดเป็นวัดทางพุทธศาสนา มีสภาพทรุดโทรมมาก

สระสรง

สระสรง เป็นสระที่มีน้ำขังนับพันปีแล้ว หลังจากเที่ยวชมปราสาทบันทายกเดยแล้วทางออกทางทิศตะวันตกจะนำท่านสู่สระสรง เดินไปเยี่ยมชมได้เลย ท่าของสระสรงสร้างด้วยหินทราย มีบันไดลงไปถึงพื้นน้ำ จุดประสงค์ของการสร้างเพื่อเป็นศาสนสถานพร้อมกับปราสาทบันทายกเดยในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เชื่อกันว่าใช้เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์

ปราสาทตาพรหม

ปราสาทตาพรหม จัดว่าเป็นวัดในพุทธศาสนา เป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1729
เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดา ปราสาทตาพรหมถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้เห็นสภาพที่แท้จริงว่าอยู่กับธรรมชาติเกือบ 500 ปีท่านจะเห็นต้นไม้เกาะกุมและชอนไชไปยังส่วนต่างๆ ของปราสาท ช่วยให้บรรยากาศดูลึกลับ และ สวยไม่เหมือนกับปราสาทใด ๆ ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุด เรียก ต้นสะปง ภายในมีภาพสลักคติธรรมทางพุทธศาสนา ตอนพระแม่ธรนีบีบมวยผม ซึ่งเป็นตอนที่มีมารมาผจญเจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า

สะเปียนทะมอ

สะเปียนทะมอ สร้างเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำเสียมเรียบ สะเปียนทะมอ อยู่ด้านซ้ายของถนน จากประตูชัยของเมืองพระนครหลวง เป็นสะพานหินดั้งเดิมของขอมโบราณวิธีการสร้างเช่นเดียวกับการสร้างปราสาทต่างๆ ซึ่งเสาหินหรือฐานเป็นวงโค้งแคบ ๆ รองน้ำหนักเนื่องจากความแคบของเสา สายน้ำจึงไหลผ่านได้ยากขึ้น ทำให้ต้องสร้างสะพานยาวเป็น 2 เท่าของความกว้างของแม่น้ำ สายน้ำพัดพาตะกอนมาทับถมที่เสาสะพานมากขึ้นจึงทำให้น้ำเปลี่ยนเส้นทางไปไหลอ้อมหัวสะพานทั้งสองข้าง ถ้าสังเกตเสาสะพานนี้จะมีหินหลายชิ้นมีภาพสลักแสดงให้เห็นว่าผู้สร้างใช้หินจากปราสาทต่างๆ มากมายหลายยุคหลายสมัยมาสร้าง

ลานพระเจ้าขี้เรื้อน

ลานพระเจ้าขี้เรื้อน สร้างขึ้นปลายพุทธศตวรรษที่ 18 โดยที่ไม่ทราบชื่อ เลยถูกขนานนามขึ้นมาใหม่เชื่อกันว่าเป็นศาลตัดสินโทษ ผนังของลานสันนิษฐานว่าถล่มลงมา และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ทั้งหมด มีความยาว 25 เมตร สูง 6 เมตร

ลานช้าง

ลานช้าง สูงจากพื้น 3 เมตร ผนังฐานพลับพลาสร้างด้วยหินสลักเป็นรูปช้าง และครุฑพ่าห์ พื้นพลับพลาเป็นหินตั้งอยู่ด้านหน้าช้าง ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองพระนคร หันหน้าสู่ลานกว้างเรียกว่า สนามหลวง ลักษณะเป็นระเบียงยาว 350 เมตรประตูพระราชวังมีมุขยื่นออกมาทั้ง 2 ด้าน คือมุขช้างเอราวัณ และมุขรูปครุฑพ่าห์ มีบันไดใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลางซึ่งเป็นทางพระราชดำเนินใช้ไปยังสนามหลวงของกษัตริย์เท่านั้น จุดประสงค์ในการสร้างเพื่อให้กษัตริย์ทอดพระเนตรการสวนสนาม การซ้อมรบ การเฉลิมฉลอง ตลอดจนต้อนรับพระราชอาคันตุกะ

ปราสาทซัวร์ปรัต

ปราสาทซัวร์ปรัต สร้างขึ้นเพื่อใช้ทำการแสดงการไต่เชือกให้กษัตริย์ทอดพระเนตร มีทั้งหมด 12 ปราสาท สร้างเรียงเป็นแถวอยู่บริเวณสนามหลวง 12 ปราสาทใช้แทน 12 นักษัตร โดยการนำเชือกเส้นใหญ่ที่ทำจากหนังวัวหนังควายมาผูกไว้ที่ยอดของปราสาทแต่ละปราสาท ตามบันทึกของจิวต้ากวน ปราสาทนี้ยังใช้เป็นที่ตัดสินนักโทษ โดยจะให้คู่กรณีเข้าไปอยู่ในปราสาทตามปีเกิดของตน ในกำหนดเวลา หากผู้ใดมีอาการเจ็บป่วย ผู้นั้นจะถูกตัดสินว่ากระทำความผิด ส่วนผู้ที่ไม่เป็นอะไรเลยแสดงว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

ปราสาทพิมานอากาศ

ปราสาทพิมานอากาศ เป็นปราสาทหลังเดียวที่ก่อสร้างด้วยหินทรายอยู่บนฐานศิลาแลงซ้อนกันเป็น 3 ชั้นคล้ายปิรามิด ทางเข้าชมต้องเดินผ่านฐานขึ้นบนพลับพลาสูงไปตามบันไดครุฑ เมื่อขึ้นสู่พลับพลาสูง จะเห็นประติมากรรมลอยตัวรูปสิงห์ ศิลปะสมัยบายน ยืนผงาดอยู่เชิงบันไดทั้งสองข้าง บนฐานสูงแห่งนี้ยังมีร่องรอยการปลูกสร้างพลับพลาในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ใช้ออกว่าราชการ ตรวจพลสวนสนาม หรือประกอบพิธีทางศาสนา ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยอีกแล้ว

ปราสาทบาปวน

ปราสาทบาปวน จัดเป็นปราสาทแรกในกลุ่มปราสาทเมืองพระนคร มีทางเดินเข้าสู่ตัวปราสาทเป็นสะพานหินยกระดับทอดยาว ทางเดินเข้าผ่านโคปุระรูปกากบาท 3 ทาง เป็นปราสาทที่มียอดสูง มีหลักฐานจากบันทึกของ
จิวต้ากวนราชทูตจากเมืองจีน ในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวว่า ยอดปราสาทบาปวนเคลือบด้วยสัมฤทธิ์แลอร่ามแต่ไกล หากยอดไม่พังเสียก่อน คาดว่าปราสาทนี้จะมีความสูงกว่าปราสาทพิมานอากาศ ปัจจุบันได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง

ปราสาทบายน

ปราสาทบายน เป็นปราสาทหลวงประจำรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นเพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นิกายมหายานอย่างยิ่ง แม้จะเป็นปราสาทไม่ใหญ่โตเท่านครวัด แต่มีความแปลก และดูลี้ลับ
ทั้งปราสาทมีแต่ใบหน้าคน ปรางค์ปราสาททั้ง 54 ปรางค์ ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หันหน้าไปทั้ง 4 ทิศ เพื่อสอดส่องดูแลทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มแบบนี้เรียกว่า
ยิ้มแบบบายน ที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ใบหน้าเหล่านั้นรวมกันได้ 216 หน้า แต่ปัจจุบันพังทลายลงไปเหลือไม่ครบแล้ว

ปราสาทเบย

ปราสาทเบย มีความหมายว่า ปราสาท 3 หลัง สร้างขึ้นจากอิฐ โดยการนำมาเรียงกัน สันนิษฐานว่าสร้างไม่เสร็จ
จนกระทั่งได้รับการบูรณะจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1960 ภายในปรางค์มีแท่นศิวลึงค์ตั้งอยู่

ปราสาททะมอ บายกะแอก

ปราสาททะมอ บายกะแอก สร้างในยุคเดียวกับปราสาทเบย ปัจจุบันมีเพียงฐานของอิฐ และมีศิวลึงค์อยู่บนฐานนั้นแทบจะไม่เหลือโครงร่างแล้ว

พนมกุเลน

พนมกุเลน อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบประมาณ 50 กม. ให้ท่านขึ้นนมัสการพระพุทธรูปปางไสยาส วัดพระองค์ธม เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากก้อนหินธรรมชาติก้อนใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนยอดพนมกุเลน ฐานของพระองค์นี้ยังคงเป็นหินธรรมชาติ แกะสลักเอาเฉพาะยอดหิน โดยมีการสร้างโบสถ์ลอยฟ้าเล็กๆ เพื่อกันแดดฝนคลุมไว้ให้กับองค์พระ ใต้ฐานพระพุทธรูปมีรูปสลักรูปเทพพนมมือ และเทพถวายของให้พระพุทธเจ้า การขึ้นไปชมนั้นต้องปีนบันไดที่สูงสิบกว่าเมตรขึ้นไปยังโบสถ์ และยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม เห็นราวป่าเขียวชะอุ่ม พระพุทธรูปนี้ถูกสร้างขึ้นในปีพุทธศักราช 1701 ในสมัยพระเจ้าศรีสุคณธบุตร และพระเจ้าองค์จันทร์ที่ 1 หลังจากนั้นพาท่านชม น้ำตำพนมกุเลน ชมความมหัศจรรย์ของศิวลึงค์พันองค์ แล้วชมสายน้ำที่ไหลลดหลั่นลงสู่ที่ต่ำ ก่อให้เกิดชั้นน้ำตกสวยงามถึงสองชั้น ชั้นแรกเป็นน้ำตกชั้นเล็ก ดูสวยงามน้ำไหลลงเป็นม่าน ส่วนชั้นล่างมีทางเดินเลาะลงไปเล็กน้อยจะพบชั้นน้ำตกสูงสวยงามมาก สายน้ำทิ้งตัวลงสู่แอ่งน้ำใหญ่เบื้องล่าง ท่านจะได้ชม ศิวลึงค์พันองค์ใต้น้ำ ศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายนั้น บูชาศิวลึงค์ว่าเป็นต้นกำเนิดของสรรพชีวิต ศิวลึงค์นั้นก็คืออวัยวะเพศของชายใช้แทน พระศิวะ และฐานโยนีแทนอวัยวะเพศของหญิง แทนพระอุมาเทวี ชาวฮินดูเชื่อว่าตราบใดที่อวัยวะทั้งสองนี้อยู่ด้วยกัน ตราบนั้นโลกจะอยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรือง สำหรับกสรบูชาศิวลึงค์นั้นพราหมณ์จะเป็นคนเอาน้ำมาราดบนศิวลึงค์และน้ำที่รดไหลไปนั้นจะไปออกที่ช่องโยนี ลงไปสู่ท่อโสมสูตรผู้คนจะมารองรับน้ำนี้ไปดื่มกิน เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้

โตนเลสาบ

อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบ ประมาณ 15 กม. ในช่วงฤดูแล้งน้ำจะแห้งขอดลงไปมาก

ต่างจากในช่วงฤดูฝนระดับน้ำจะเอ่อขึ้นมาถึงทาเรือพนมครอม สำหรับช่วงฤดูแล้งเราจำเป็นต้องขับรถ
ลงไปอีกประมาณ 4-5 กม. จึงจะถึงจุดลงเรือล่องโตนเลสาบ
Tone Sap Lake เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่กว้างใหญ่ที่สุดในเอเซีย ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่
กำปงทม กำปงชะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และ เสียมเรียบ ในฤดูฝนน้ำจะท่วมถึง 7,500 ตาราง กม.
ลึก 10 เมตร โตนเลสาบมีปรากฎการณ์พิเศษผิดธรรมชาติ นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางการกสิกรรม
และประมงของประเทศกัมพูชา ความมั่งคั่งของประเทศกัมพูชาจำเป็นจะต้องอาศัยทะเลสาบแห่งนี้
ในช่วงฤดูมรสุมจะส่งผลให้ท้องน้ำในทะเลสาบขยายกว้างขวางออกไปเหมือนอ่างเก็บน้ำธรรมชาติ
ขนาดใหญ่ และจะค่อย ๆ ระบายน้ำออกมาในช่วงฤดูแล้งที่แห้งแล้งและร้อนอบอ้าว นอกจากนี้ยังพา
ดินตะกอนอันอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงมาทับถมเป็นบริเวณกว้างทำให้พื้นที่บริเวณนี้เหมาะแก่การ
เพาะปลูก นอกจากนี้ภายในทะเลสาบยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิดมากกว่า 300 ชนิด
สายพันธุ์ นับได้ว่าภายในโตนเลสาบแห่งนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียก็ว่าได้
เราสามารถนั่งเรือชมวิธีชีวิตของชุมชนชาวประมงในโตนเลสาบ ซึ่งดำรงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย
เรือพายขายของโชว์ห่วยของชาวเวียดนามอพยพด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็ก ๆ ส่องแสงประกาย
ให้เห็นระยะไกล ๆ ชาวเรือนแพในโตนเลสาบยังใช้ตะเกียงดวงเล็ก ๆ เป็นเครื่องนำทางส่องแสงสว่าง
ไปทุก ๆ ซอกซอยที่เรือจะเข้าไปถึง ชาวเรือแพที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนาม
ที่อพยพเข้ามาอยู่ในเขมรเมื่อครั้งที่ทหารเวียดนามเข้ามาขังไล่กองกำลังทหารเขมรแดงของนายพล
พอลพต จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีท่าทีที่จะเดินทางกลับประเทศของตนอาศัยอยู่ร่วมกับชาวเขมร
ในโตนเลสาบมาจนถึงทุกวันนี้ จนดูเหมือนกับเมืองลอยน้ำ หรือ Wate World ก็ว่าได้
ช่วงเวลาเหมาะสมที่ควรจะมาชมก็คือ ช่วงใกล้ค่ำเพราะอากาศไม่ร้อนและจะได้เห็นวิถีชีวิตของ
ชาวแพพร้อมพระอาทิตย์ตกดินในโตนเลสาบอีกด้วย
สำหรับค่าเข้าชม พร้อมเรือนั่งชมโตนเลสาบ คนละ 7 USD

ปราสาทเกาะแกร์

ปราสาทเกาะแกร์ อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบ ระยะทางประมาณ 133 กม. โดยใช้เส้นทางหมาย
เลข 6 ทางไปกรุงพนมเปญเส้นทางราดยางอย่างดี จนมาถึง ตลาดดำเร็ก จากนั้นเลี้ยวซ้ายมือไปตาม
ถนนราดยางสลับกับลูกรัง ผ่านหน้าทางเข้า ปราสาทบึงมาเลีย สองข้างทางเป็นหมู่บ้านชาวเขมร
ตามต้นไม้มีป้ายหัวกระโหลกบอกให้เราทราบว่าเป็นเขตอันตรายห้ามเดินเข้าไปใกล้ อาจจะถึงตายได้
เพราะเหยียบกับระเบิด ถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียมเดินทางเข้าไปชม ปราสาทเกาะแกร์ คนละ 10 USD
เป็นค่าสร้างถนนเข้าไปยัง ปราสาทเกาะแกร์
ปราสาทเกาะแกร์ เป็นปราสาทที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมน้อยมาก เพราะห่างไกลจากตัวเมือง
และ อันตรายจากกับดักระเบิดในบางจุดที่ยังเก็บกู้ไม่หมด ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป
บริเวณด้านหน้าทางเข้าสู่ปราสาทเกาะแกร์มีร้านจำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มอยู่ หนึ่งร้านพร้อม
ตำรวจเขมรที่คอยรักษาการณ์ดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
ลักษณะปราสาทที่มองเห็นมีลักษณะคล้ายกับปราสาทสามแห่งมารวมกันเป็นปราสาทเดียวกันคือ
ปราสาทพิมานอากาศ ปราสามปักษีจำกรงผสมกับปราสาทพนมบาเค็ง บรรยากาศทางเดินเข้าไปยัง
องค์ปราสาทชั้นในสุดร่มรื่นด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่มีอายุนับพันๆ ปี องค์ปราสาทชั้นนอกชำรุดทรุดโทรม
เพราะพิษภัยของสงครามกลางเมืองครั้งที่ผ่านมา องค์ปราสาทชั้นในสุด รูปลักษณ์ขององค์ปราสาท
มีลักษณะเป็นชั้น ๆ คล้ายกับปราสาทพิมานอากาศในเมืองพระนคร มีความสูง 35 เมตร จำนวน 7 ชั้น
มีบันไดทางขึ้นไปจนถึงยอดบนสุด 90 ขั้น ด้านบนสุดขององค์ปรางค์ปราสาทเป็นที่ตั้งของศิวลึงค์
ขนาดยักษ์ ซึ่งบัดนี้ไม่ทราบว่าสูญหายไปไหนแล้ว มีแต่แท่นโยนีที่ล้มอยู่เท่านั้น ล้อมรอบด้วยกำแพง
หินสูงประมาณ 2 เมตรทั้งสี่ทิศ ปราสาทเกาะแกร์คาดว่า สร้างในราวปี พ.ศ. 1465-1490
ก่อนปราสาทนครวัด ประมาณ 200 ปี

The Rubric Theme. Create a free website or blog at WordPress.com.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.