Accomtour’s Weblog

December 8, 2008

ราชอาณาจักรกัมพูชา

ราชอาณาจักรกัมพูชา

Kingdom of Cambodia800px-flag_of_cambodiasvg

King Sihamoniking-sihamoni

Map of Cambodiamap_of_cambodia

ภูมิศาสตร์ กัมพูชา มีพื้นที่ ประมาณ ๑๘๑,๐๓๕ ตารางกิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุด จากทิศตะวันออก ไปทิศ ตะวันตก ๕๘๐ กิโลเมตร จากเหนือจรดใต้ ๔๕๐ กิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดกับประเทศลาว และประเทศไทย ทิศใต้ ติดกับทะเลอ่าวไทย ทิศตะวันออก ติดกับ ประเทศเวียดนาม ทิศตะวันตก ติดกับ ทะเลอ่าวไทย และประเทศไทย

กัมพูชา มีทะเลสาบน้ำจืด ที่เกิดจากแม่น้ำโขง มีขนาดใหญ่ที่สุด ในเอเซีย ชื่อว่า “โตนเลสาบ” มีแม่น้ำโขงไหล ผ่านยาว ๕๐๐ กิโลเมตร จากนั้นไหลเข้าสู่เวียดนามลงสู่ทะเลจีนใต้ นับว่าเป็นแม่น้ำนานาชาติเชื่อกันว่าปลาบึก ซึ่งเป็น ปลาน้ำจืด ที่ใหญ่ที่สุด ในโลก ว่ายทวน น้ำ จากโตนเลสาบ ขึ้นสู่ประเทศไทย-ลาว ก่อนไปผสมพันธ ที่จีนซึ่ง เป็นต้นแม่น้ำโขง โตนเลสาบ อยู่ห่าง จากกรุงพนมเปญ ประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ฤดูน้ำหลากน้ำท่วมถึง ๗,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร ลึกถึง ๑๐ เมตร โตนเลสาบครอบคลุมพื้นที่ ๕ จังหวัด คือ กำปงธม กำปงชะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ ในโตนเลสาบมีปลาชุกชุมกว่า ๓๐๐ ชนิด

dsc01542-tolesap

ภูเขา ยอดเขาสูงสุด ของกัมพูชา คือ พนมอาออรัล สูงจากระดับน้ำทะเล ปานกลาง ๑,๘๑๓เมตร ทิศเหนือของ กัมพูชา มีเขตแดน ติดต่อกับ ประเทศไทย ระยะทาง ยาวไกลถึง ๗๕๐ กิโลเมตร ติดกับ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด โดยมีเทือกเขาพนมดงรัก และเทือกเขาบรรทัดกั้น ป่าไม้ กัมพูชา เป็นประเทศ ที่มีป่าไม้ อุดมสมบูรณ์ มากที่สุด หากเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้าน ในปี พ.ศ๒๕๐๓ เคยมีป่าไม้มากถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ ปีพ.ศ. ๒๕๓๖ ลดเหลือ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน ป่าไม้ลดลง อย่างมากหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้สัมปทานป่าไม้กับบริษัทเอกชนจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น

ภูมิอากาศ เป็นแบบร้อนชื้น แถบมรสุมฤดูฝน เริ่มจาก เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม ฤดูแล้งเริ่มจาก เดือนพฤศจิกายน ถึง เมษายน เดือนเมษายน มีอุณหภูมิสูงที่สุด เดือนมกราคมมีอุณหภูมิต่ำที่สุด เดือนตุลาคมมีฝนตกชุกมากที่สุด ประชากร

ีประชากร ประมาณ ๑๑ ล้านคน เป็นหญิง ๕๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นชาย ๔๘ เปอร์เซ็นต์ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ครึ่งหนึ่ง ของประชากร ทั้งประเทศ อายุต่ำกว่า ๑๗ ปี เนื่องมาจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์ ประชากร ๙๖ เปอร์เซ็นต์ เชื้อสายเขมร นอกนั้น เป็นเชื้อสาย เวียดนาม จีน จาม (นับถือศาสนาอิสราม) และชาวเผ่าต่าง ๆ ศาสนา ฮินดูเป็นศาสนาที่เข้ามาจากอินเดียผ่านทางชวาเมื่อกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมามีพุทธศาสนา นิกายมหายาน เข้ามาเมื่อ ๘๐๐ ปีก่อน ส่วนนิกาย หินยาน เข้ามาภายหลัง ในรัชสมัยของนักองค์จันทร์ (พ.ศ. ๒๐๕๙) ปัจจุบัน ศาสนาพุทธ นิกายหินยาน เป็น ศาสนาประจำชาติ

ภาษา กล่าวกันว่า ภาษาและสำเนียงเขมรนั้น ประดุจเครื่องดนตรีจากสรวงสวรรค์ มีความไพเราะและท่วงทำนองเสนาะ และยังเป็น ภาษาที่เก่าแก่ ที่สุด ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีรากฐาน มาจากอักษรพราหมณ์ ทางภาคใต้ของ อินเดีย และมีอิทธิพลของภาษาบาลี และสันสกฤตที่มากับพุทธศาสนา เมื่อฝรั่งเศสเข้าปกครองกัมพูชา จึงมีประชากรไม่น้อย ที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้ ปัจจุบัน ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่ ๒ และ มีชาวกัมพูชา รุ่นใหม่ไม่น้อยที่พูด ได้ทั้งภาษาฝรั่งเศส แล ะภาษาอังกฤษ ไทย ฯลฯ ซึ่งมี โรงเรียนเปิดสอน หลายแห่ง โดยเฉพาะ ในจังหวัด เสียมเรียบ และพนมเปญ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก ของกัมพูชา

สกุลเงิน ของประเทศกัมพูชา คือ เรียล (Riel) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราคื่อ ๑ US$ เท่ากับประมาณ ๓,๔๐๐ เรียล เงิน ๑๐๐ บาท ไทย จะแลกเงินเรียล ได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ เรียล (๑ บาทไทยเท่ากับประมาณ ๑๐๐ เรียล) สำหรับ ที่มี ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในประเทศ กัมพูชา ส่วนใหญ่ จะแบ่งออกเป็น ธนบัตรใบละ ๑๐๐, ๕๐๐, ๑,๐๐๐, ๕,๐๐๐ และ ๑๐,๐๐๐ เรียล ในเมืองเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณ ไพลิน และที่กรุงพนเปญสามารถใช้เงินไทยได้ยกเว้น เงินไทย ที่เป็นเหรียญ แต่ถ้าเป็น ธนบัตรใบละ ๒๐ บาท และ ๕๐ บาท จึงจะใช้ได ้เพราะในประเทศกัมพูชา แต่ทางที่ดีแล้ว ควรแลก เปลี่ยนเป็น เงินเรียล ของกัมพูชา จะสะดวกกว่า เพราะจะได้ ไม่เสียเปรียบ ในการจับจ่าย และซื้อสินค้า เพราะป้าย ราคาสินค้า ในประเทศกัมพูชา จะแสดงราคาเป็น เงินเรียล และเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเท่านั้น สำหรับสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา ก็มีความสำคัญในประเทศกัมพูชา นักท่องเที่ยวนิยมจะนำไปใช้จ่ายใน การชำระ ค่าบัตร เข้าชม โบราณสถาน ต่าง ๆ และชำระ เป็นค่าโรงแรมที่พัก ร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งจะ แสดงราคาเป็นเงิน เหรียญ US$ ดีกว่า จะชำระ เป็น เงินบาทไทย และเงินเรียล ของกัมพูชา ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่จะให้ชาวกัมพูชา ใช้เงิน US$ อย่างแพร่หลาย พอ ๆ กับ เงินเรียล สกุลเงินของตัวเอง สำหรับนักท่องเ ที่ยที่มีความประสงค์จะแลก เปลี่ยนเงิน สามารถ แลกเปลี่ยนได ้ตามตู้รับแลกเปลี่ยนเงิน ของธนาคารต่าง ๆ ภายในเมืองเสียมเรียบ และที่ด่าน ปอยเปต ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนไทย ด้านอำเภออรัญประเทศ ซึ่งจะ สะดวกสบาย และไม่เสียเปรียบ ในการซื้อสินค้า ดีกว่าใช้เงินไทย

20000_riel_currency_sihamoni-746907

November 30, 2008

5 มหาบูชาสถาน

5 มหาบูชาสถาน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่า

5 มหาบูชาสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ของประเทศพม่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องไปสักการะ นมัสการให้ครบ ชาวพม่าได ้ชื่อว่า เป็นชนชาติ ที่ยังยึดมั่น คำสอนในพระพุทธศาสนา อย่างเหนียวแน่น ที่สุดชาติหนึ่งในโลก มีการสร้างเจดีย์ พระธาตุ ศาสนสถาน ทั่วทั้งประเทศ ดังนั้น จึงมีปูชนียสถาน อันเป็นที่สักการบูชา ของชาวพม่า และชาวมอญ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่นับถือ เป็น มหาบูชาสถาน สำคัญ สูงสุดม ีเพียง 5 แห่ง ที่เป็นความใฝ่ฝัน ของชาวพุทธพม่า ว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ควรได้เดินทางไป สักการบูชา ให้ครบ ทั้ง 5 แห่ง จึงจะนอนตายตาหลับ หรือ ได้ขึ้นสวรรค์ มหาบูชาสถานทั้ง 5 แห่งนี้ได้แก่

1. มหาเจดีย์ชเวดากอง กรุงย่างกุ้ง

no_end_in_sight1137435900coolshwed1 เป็นมหาเจดีย์ ที่บรรจุพระเกศาธาตุ รวม 8 เส้น ของพระพุทธเจ้า มีประวัติ ตำนานเก่าแก่ กว่า 2,000 ปี ตั้งแต่ครั้งที่ ย่างกุ้ง ยังเป็น ดินแดนของมอญ มีชื่อเดิม ว่า “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” ก่อนจะถูก พม่ายึดครองไป แล้วเปลี่ยนชื่อ เป็น “ย่างกุ้ง” “ชเวดากอง” แปลว่า “เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง” มหาเจดีย์แห่งนี้ มีการบูรณปฏิสังขรณ์ มาด้วยกันหลายครั้ง โดยเฉพาะ มีโบราณราชประเพณี ที่กษัตริย์ ของมอญ และพม่า ที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จะต้อง ถวายทองคำหนัก เท่ากับน้ำหนักของพระองค์เอง เพื่อนำมา ห้อหุ้ม องค์พระเจดีย์ ซึ่งถือกันว่า เป็นศูนย์กลาง แห่งจิตวิญญาณ ของชาวพุทธ แห่งลุ่มน้ำ อิระวดีที่สำคัญที่สุด มาจนถึงปัจจุบัน

2. เจดีย์ชเวซิกอง เมืองพุกาม

shwezigon06เป็นมหาเจดีย์ ที่บรรจุ พระทันตธาตุ ของพระพุทธเจ้า สร้างโดย พระเจ้าอโรรธามหาราช พระองค์แรก ผู้รวบรวม ชนชาติพม่า เป็น ปึกแผ่น ได้เป็นครั้งแรก ในอาณาจักรพุกาม เมื่อ 900 ปีเศษ มาแล้ว ภายหลัง ทรงยกทัพไปตีมอญ ที่อาณา จักรสุธรรมวดี ได้แล้ว ทรงกวาดต้อน ชาวมอญ ตลอดจนช่างฝีมือ นักปราชญ์ และ ราชบัณฑิต มาที่เมืองพุกาม ทำให้พม่า ได้รับอิทธิพล ศิลปวัฒนธรรม จากมอญ มาโดยไม่รู้ตัว ดังเช่น รูปร่างของเจดีย์ชเวซิกอง ก็มีรูปทรงระฆังคว่ำแบบมอญ ก่อนที่จะมีพุทธศิลป์ สกุลช่างพุกามเกิดขึ้น “ชเวซิกอง” แปลว่า “เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทราย”

3. เจดีย์ชเวมอดอร์ เมืองหงสาวดี

56200542bagoimg_7536 หรือที่เราเรียกกันว่า พระธาตุมุเตา เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุรวม 2 เส้น มีอายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี เป็นที่เคารพ สักการะ ของทั้งกษัตริย์ มอญ พม่า และไทย เช่น พระเจ้าราชาธิราชของมอญ พระเจ้าบุเรงนอง ของพม่า และ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของไทย

4. พระมหามัยมุนี แห่งมัณฑะเลย์

c45

เป็นพระพุทธรูปสำริด ทรงเครื่องแบบกษัตริย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 เมตร เป็นที่ยอมรับกันว่า มีพุทธลักษณะ งดงามที่สุด องค์หนึ่ง “มหามุนี” แปลว่า “มหาปราชญ์” หล่อขึ้น ในราว พ.ศ. 688 โดย ชาวยะไข่ ชนกลุ่มน้อย ในรัฐอาระกัน ทางทิศ ตะวันตกสุด ของพม่า ติดกับ ประเทศอินเดีย ต่อมา เมื่อพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า ยกทัพไปต ีเมืองยะไข่ได้ จึงโปรดให้ ชะลอ พระพุทธรูปองค์นี้ มาประดิษฐาน ที่เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อ 200 ปีมาแล้ว มีตำนาน เล่ากันว่า พระพุทธเจ้า ทรงประทาน ลมหายใจ ให้พระมหามุนี เป็นตัวแทน สืบทอดพระศาสนา จึงเชื่อกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ องค์นี้มีลมหายใจจริง จึงต้องมี พิธีล้างพระพักตร์ ให้ทุกเช้า ซึ่งพิธีนึ้ ก็ยังคงดำรงอยู่ มาตราบจนถึงปัจจุบัน

5. พระธาตุอินทร์แขวน “ไจก์ทิโย” เมืองไจก์โถ่ รัฐมอญ

3-cc-hartfried-schmid

เชื่อกันว่า พระอินทร ์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำเอา พระธาตุมาแขวนไว้ให้ ผู้มีบุญมากราบไหว้ ใครได้มาสักการะ ก็เท่ากับ ได้ไหว้ พระธาตุเกศแก้ว จุฬามณี บนสวรรค์ และจะได้สั่งสมอานิสงส์ ให้ไปเกิด ร่วมยุค กับพระศรีอาริยเมตตรัย และผู้ที่มีบุญ ก็จะสามารถ มองเป็นองค์พระธาตุลอย อยู่อย่างชัดเจน พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ บนหน้าผา สูงกว่า 1,200 เมตร สร้าง ตั้งไว ้บนก้อนหิน สูงถึง 5.5 เมตร เส้นรอบวง ของก้อนหิน ราว 17 เมตร มองดูคล้าย ก้อนหินตั้งอยู่ หมิ่นเหม่ใกล้จะตก ลงมาเต็มที

เนปีดอ เมืองใหม่ของพม่า

Naypyidaw

เนปีดอ

เนปีดอ (Naypyidaw) (ภาษาพม่า: ) หรือบางครั้งสะกดเป็น เนปีตอ (Nay Pyi Taw) (มีความหมายว่า มหาราชธานี) เป็นเมือง ศูนย์กลางการบริหาร ของสหภาพพม่า ตั้งอยู่ ในหมู่บ้าน จัตปแว (Kyatpyae) ทางทิศตะวันตก ของตัวเมือง เปียนมานา (Pyinmana) ในเขต มัณฑะเลย์ สภาพภูมิประเทศ เป็นภูเขาโดยรอบ เมืองน ี้เป็นเมืองเดียวของประเทศพม่า ที่สามารถ ใช้ไฟฟ้า ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในขณะท เมืองหลวงเก่า ย่างกุ้ง จะไฟฟ้าดับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เมืองน ี้อยู่ห่างย่างกุ้ง ไปทางเหนือ ประมาณ 320 กิโลเมตร ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งทางการพม่า นั้นต้องการ เมืองน ี้เริ่มมีการสร้างสิ่งต่าง ๆ บ้างแล้ว เช่น อพาร์ตเมนท์ ซึ่งคนพอมีเงินที่จะมาซื้ออยู่อาศัย เริ่มมีประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่หลายหมื่นคน แต่เมืองหลวงแห่งนี้ ยังไม่มีโรงเรียน โรงพยาบาล เปรียบเสมือนเมืองทหาร ซึ่งกำลังก่อสร้างต่อไป

e0b980e0b899e0b89be0b8b5e0b894e0b8ad ทหารพม่าสวนสนาม ผ่านพระบรมราชานุสาวรีย์ 3 กษัตริย์พม่าผู้ยิ่งใหญ่ ที่เนปิดอ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2550 ภาพนี้ได้มาจากทางการพม่าที่เปิดโอกาสให้นักข่าวต่างประเทศ 10 คนเข้าไปทำข่าวและถ่ายรูปได้

(ข้อมูล จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

สหภาพเมียนมาร์

MYANMAR

ประวัติศาสตร์ประเทศพม่า

ประวัติศาสตร์ของพม่า นั้นมีความยาวนาน และซับซ้อน มีประชาชน หลายเผ่าพันธุ์ เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เผ่าพันธุ์ เก่าแก่ ที่สุด ที่ปรากฏได้แก่ มอญ ต่อมา ราวพุทธศตวรรษที่ 13ชาวพม่าได้อพยพ ลงมาจาก บริเวณพรมแดน ระหว่าง จีน และทิเบต เข้าสู่ ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดี และได้กลายเป็น ชนเผ่าส่วนใหญ่ ที่ปกครองประเทศ ในเวลาต่อมา ความซับซ้อน ของประวัติศาสตร์พม่า มิได้ เกิดขึ้น จากกลุ่มชน ที่อาศัยอยู่ ในดินแดนพม่าเท่านั้น แต่เกิดจาก ความสัมพันธ์ กับเพื่อนบ้าน อันได้แก่ จีน อินเดีย บังกลาเทศ ลาว และ ไทยอีกด้วย

220px-burma_en-e0b981e0b89ce0b899e0b897e0b8b5e0b988มอญ

มนุษย์ ได้เข้ามาอาศัยอย ู่ในดินแดนของ ประเทศพม่า ราว 11,000 ปีมาแล้ว แต่ชนเผ่าแรก ที่สามารถ สร้างอารยธรรมขึ้น เป็น เอกลักษณ์ ของตนได ้ก็คือ ชาวมอญ ชาวมอญ ได้อพยพ เข้ามาอาศัยอยู่ ในดินแดนแห่งนี้ เมื่อราว 2,400 ปี ก่อนพุทธกาล และ ได้สถาปนา อาณาจักรสุวรรณภูมิ อันเป็น อาณาจักรแห่งแรกขึ้น ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 2 ณ บริเวณ ใกล้เมือง ท่าตอน (THATON) ชาวมอญ ได้รับอิทธิพล ของศาสนาพุทธ ผ่านทางอินเดีย ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 2 ซึ่งเชื่อว่า มาจากการเผยแพ พระพุทธศาสนา ในรัชสมัย ของพระเจ้าอโศกมหาราช บันทึก ของชาวมอญ ส่วนใหญ่ ถูกทำลาย ในระหว่างสงคราม วัฒนธรรม ของชาวมอญ เกิดขึ้นจาก การผสม เอาวัฒนธรรม จากอินเดีย จึงเป็น เอกลักษณ์ของตนเอง จนกลายเป็น วัฒนธรรม ลักษณะลูกผสม ในราว พุทธศตวรรษที่ 14 ชาวมอญ ได้เข้าครอบครอง และมีอิทธิพล ในดินแดนตอนใต้ ของพม่า และได้เกิด อาณาจักใหม่ขึ้น เรียกว่า อาณาจักร สุธรรมวดี ที่ เมืองพะโค (หงสาวดี)

ปยุ : พยู : เพียว

ชาวปยุ หรือ พยู หรือ เพียว คือกลุ่มที่ เข้ามาอาศัย อยู่ในดินแดน ประเทศพม่า ตั้งแต่ ราวพุทธศตวรรษ ที่ 4 และได้ สถาปนา นครรัฐ ขึ้นหลายแห่ง เช่นที่ พินนาคา (BINNAKA) มองกะโม้ (MONGAMO) ศรีเกษตร (SRI KSETRA) เปียทะโนมโย (PEIKTHANOMYO) และ หะลินยี (HAINGYI) ในช่วงเวลาดังกล่าว ดินแดนพม่า เป็นส่วนหนึ่ง ของเส้นทางการค้า ระหว่าง จีน และอินเดีย จากเอกสาร ของจีนพบว่า มีเมืองอยู่ ภายใต้อำนาจปกครอง ของ ชาวพยู 18 เมือง และ ชาวพย ุเป็นชนเผ่า ที่รักสงบ ไม่ปรากฏว่า มีสงครามเกิดขึ้น ระหว่าง ชนเผ่าพยู ข้อขัดแย้ง มักยุติ ด้วยการคัดเลือก ตัวแทน ให้เข้าประลอง ความสามารถกัน ชาวพยู สวมใส่เครื่องแต่งกาย ที่ทำจากฝ้าย อาชญากร มักถูกลงโทษ ด้วยการ โบย หรือ จำขัง เว้นแต่ ได้กระทำ ความผิด อันร้ายแรง จึงต้องโทษ ประหารชีวิต ชาวพยู นับถือ พระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท เด็ก ๆ ได้รับการศึกษา ที่วัด ตั้งแต่ อายุ 7 ขวบ จนถึง 20 ปี นครรัฐ ของ ชาวปยุ ไม่เคย รวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่นครรัฐ ขนาดใหญ่ มักมีอิทธิพล เหนือนครรัฐ ขนาดเล็ก ซึ่งแสดงออกโดย การส่งเครื่องบรรณาการให้ นครรัฐ ที่มีอิทธิพล มากที่สุด ได้แก่ ศรีเกษตร ซึ่งมีหลักฐาน เชื่อได้ว่า เป็นเมืองโบราณ ที่มีขนาด ใหญ่ที่สุด ในประเทศพม่า ไม่ปรากฏ หลักฐานว่า อาณาจักรศรีเกษตร ถูกสถาปนาขึ้นเมื่อใด แต่ มีการกล่าวถึง ใน พงศาวดาร ว่ามีการเปลี่ยน ราชวงศ์เกิดขึ้น ในปีพุทธศักราช 637 ซึ่งแสดง ให้เห็นว่า อาณาจักรศรีเกษตร ต้องได้รับ การสถาปนา ขึ้นก่อนหน้านั้น มีความชัดเจนว่า อาณาจักรศรีเกษตร ถูกละทิ้งไป ในปีพุทธศักราช 1199 เพื่ออพยพ ย้ายขึ้นไป สถาปนา เมืองหลวงใหม่ ทางตอนเหนือ แต่ยัง ไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่า เมืองดังกล่าว คือเมืองใด นักประวัติศาสตร์ บางท่านเชื่อว่า เมืองดังกล่าว คือ เมืองหะลินคยี อย่างไรก็ตาม เมืองดังกล่าว ถูกรุกราน จากอาณาจักร น่านเจ้า ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 15 จากนั้น ก็ไม่ปรากฏ หลักฐาน กล่าวถึง ชาวพยูอีก

อาณาจักรพุกาม

ชาวพม่า เป็นชนเผ่า จากทางตอนเหนือ ที่ค่อยๆ อพยพ แทรกซึม เข้ามา สั่งสมอิทธิพล ในดินแดน ประเทศพม่า ทีละน้อย กระทั่ง ปีพุทธศักราช 1392 จึงม ีหลักฐาน ถึงอาณาจักร อันทรงอำนาจ ซึ่งมีศูนย์กลาง อยู่ที่เมือง ” พุกาม ” (BAGAN) โดยได้ เข้ามา แทนที่ ภาวะสุญญากาศ ทางอำนาจ ภายหลัง จากการเสื่อมสลายไป ของ อาณาจักร ชาวพยู อาณาจักร ของ ชาวพุกาม แต่แรกนั้น มิได้เติบโตขึ้น อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กระทั่ง ในรัชสมัยของ พระเจ้าอโนรธา (พ.ศ. 1587–1620) พระองค์ จึงสามารถ รวบรวม แผ่นดินพม่า ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สำเร็จ และเมื่อ พระองค์ ทรงตีเมือง ท่าตอน ขอ งชาวมอญได้ ในปี พุทธศักราช 1600 อาณาจักร พุกาม ก็กลายเป็น อาณาจักร ที่เข้มแข็ง ที่สุด ในดินแดนพม่า อาณาจักร พุกาม มีความเข้มแข็ง เพิ่มมากขึ้น ในรัชสมัย ของพระเจ้ากยันสิทธา (พ.ศ. 1624–1655) และ พระเจ้าอลองสิทธู (พ.ศ. 1655–1710) ทำให ้ในช่วง ปลายพุทธศตวรรษ ที่ 17 ดินแดน ในคาบสมุทร สุวรรณภู มิเกือบทั้งหมด ถูกครอบครอง โดยอาณาจักร เพียงสองแห่ง คือ เขมร(เมืองพระนคร) และพุกาม
อำนาจ ของอาณาจักรพุกาม ค่อยๆ เสื่อมลง ด้วยเหตุผลหลัก สองประการ ส่วนหนึ่ง จากการ ถูกเข้าครอบงำโดย ของคณะสงฆ์ ผู้มีอำนาจ และอีกส่วนหนึ่ง จากการรุกราน ของจักรวรรดิ มองโกล ที่เข้ามา ทางตอนเหนือ พระเจ้านราธิหบดี (ครองราชย์ พ.ศ. 1779–1830) ได้ทรง นำทัพ สู่ยูนนาน เพื่อยับยั้ง การขยายอำนาจ ของ มองโกล แต่เมื่อ พระองค์แพ้สงคราม ในปี พุทธศักราช 1820 ทัพของ อาณาจักรพุกาม ก็ระส่ำระสาย เกือบทั้งหมด พระเจ้านราธิหบดี ถูกพระราชโอรส ปลงพระชนม ์ในปี พุทธศักราช 1830 กลายเป็น ตัวเร่ง ที่ทำให้ อาณาจักรมองโกล ตัดสินใจ รุกราน อาณาจักรพุกาม ในปีเดียวกันนั้น ภายหลัง สงครามครั้งนี้ อาณาจักร มองโกล ก็สามารถ เข้าครอบครองดินแดน ของอาณาจักรพุกาม ได้ทั้งหมด ราชวงศ์พุกาม สิ้นสุดลง เมื่อมองโกล ได้แต่งตั้ง รัฐบาลหุ่นขึ้น บริหารดินแดนพม่า ในปี พุทธศักราช 1832

อังวะและหงสาวดี

หลังจาก การล่มสลาย ของอาณาจักรพุกาม พม่าได้แตกแยก ออกจากกันอีกครั้ง ราชวงศ ์อังวะ ซึ่ง ได้รับอิทธิพล ทางวัฒนธรรม จากอาณาจักร พุกาม ได้ถูกสถาปนาขึ้น ที่เมือง อังวะ ในปี พุทธศักราช 1907 ศิลปะ และวรรณกรรม ของพุกาม ได้ถูกฟื้นฟู จนยุคนี้ กลายเป็น ยุคทอง แห่งวรรณกรรม ของพม่า แต่เนื่องด้วย อาณาเขต ที่ยากต่อการป้องกัน การรุกราน จากศัตรู เมืองอังวะ จึงถูก ชาวไทใหญ่ เข้าครอบครองได้ ในปี พุทธศักราช 2070สำหรับ ดินแดนทางใต้ ชาวมอญ ได้สถาปนา อาณาจักร ของพวกตน ขึ้นใหม่อีกครั้ง ที่หงสาวดี โดยกษัตริย์ ธรรมเจดีย์ (ครองราชย์ พ.ศ. 1970 – 2035) เป็นจุดเริ่มต้น ยุคทองของมอญ ซึ่งเป็น ศูนย์กลาง ของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท และศูนย์กลาง ทางการค้าขนาดใหญ่ ในเวลาต่อมา

อาณาจักรตองอู

หลังจากอาณาจักรพุกามถูกรุกรานจากไทใหญ่ ชาวอังวะได้อพยพลงมาสถาปนาอาณาจักรแห่งใหม่ โดยมีศูนย์กลางที่เมืองตองอูภายใต้การนำของพระเจ้ามิงคยินโย ในปีพุทธศักราช 2074 พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ (ครองราชย์ พ.ศ. 2074 –2093) ซึ่งสามารถรวบรวมพม่าเกือบทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกครั้ง
ในช่วงระยะเวลานี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาค ชาวไทใหญ่มีกำลังเข้มแข็งเป็นอย่างมากทางตอนเหนือ การเมืองภายในอาณาจักรอยุธยาเกิดความไม่มั่นคง ในขณะที่โปรตุเกสได้เริ่มมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสามารถเข้าครอบครองมะละกาได้ เกี่ยวกับการเข้ามาของบรรดาพ่อค้าชาวยุโรป พม่ากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง การที่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองหงสาวดี เหตุผลส่วนหนึ่งก็เนื่องด้วยทำเลทางการค้า พระเจ้าบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ. 2094–2124) ซึ่งเป็นพระเทวัน (พี่เขย)ของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ และสามารถเข้าครอบครองอาณาจักรต่าง ๆ รายรอบได้ อาทิ มณีปุระ (พ.ศ. 2103) อยุธยา (พ.ศ. 2112) ราชการสงครามของพระองค์ทำให้พม่ามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด อย่างไรก็ตาม ทั้งมณีปุระและอยุธยา ต่างก็สามารถประกาศตนเป็นอิสระได้ภายในเวลาต่อมาไม่นาน
เมื่อต้องเผชิญกับการก่อกบฏ จากเมืองขึ้นหลายแห่ง ประกอบกับการรุกรานของโปรตุเกส กษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอูจำเป็นต้องถอนตัวจากการครอบครองดินแดนทางตอนใต้ โดยย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองอังวะ พระเจ้าอะนอกะเพตลุน (ANAUKPETLUN) พระนัดดาของพระเจ้าบุเรงนอง สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งในพุทธศักราช 2156 พระองค์ตัดสินใจที่จะใช้กำลังเข้าต่อต้านการรุกรานของโปรตุเกส พระเจ้าธารุน (THALUN) ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ได้ฟื้นฟูหลักธรรมศาสตร์ของอาณาจักรพุกามเก่า แต่พระองค์ทรงใช้เวลากับเรื่องศาสนามากเกินไป จนละเลยที่จะใส่ใจต่ออาณาเขตทางตอนใต้ ท้ายที่สุด หงสาวดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสซึ่งตั้งมั่นอยู่ในอินเดีย ก็ได้ทำการประกาศเอกราชจากอังวะ จากนั้นอาณาจักรของชาวพม่าก็ค่อย ๆ อ่อนแอลงและล่มสลายไปในปีพุทธศักราช 2295 จากการรุกรานของชาวมอญ

ราชวงศ์อลองพญา

ราชวงศ์อลองพญา ได้รับการสถาปนาขึ้นและสร้างความเข้มแข็งจนถึงขีดสุดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว อลองพญาซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมจากชาวพม่า ได้ขับไล่ชาวมอญที่เข้ามาครอบครองดินแดนของชาวพม่าได้ในปี พ.ศ. 2296 จากนั้นก็สามารถเข้ายึดครองอาณาจักรมอญได้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2302 ทั้งยังสามารถกลับเข้ายึดครองกรุงมณีปุระได้ในช่วงเวลาเดียวกัน พระองค์สถาปนาให้เมืองย่างกุ้งเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 2303 หลังจากเข้ายึดครองตะนาวศรี (TENASSERIM) พระองค์ได้ยาตราทัพเข้ารุกรานอยุธยา แต่ต้องประสบความล้มเหลวเมื่อพระองค์ทรงสวรรคตในระหว่างสงคราม พระเจ้าสินบูหชิน (HSINBYUSHIN, ครองราชย์ พ.ศ. 2306 – 2319) พระราชโอรส ได้นำทัพเข้ารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2309 และประสบความสำเร็จในปีถัดมา ในรัชสมัยนี้ แม้จีนจะพยายามขยายอำนาจเข้าสู่ดินแดนพม่า แต่พระองค์ก็สามารถยับยั้งการรุกรานของจีนได้ทั้งสี่ครั้ง (ในช่วงปี พ.ศ. 2309–2312) ทำการขยายพรมแดนของจีนทางด้านนี้ถูกยุติลง ในรัชสมัยของพระเจ้าโบดอพญา (BODAWPAYA, ครองราชย์ พ.ศ. 2324–2362) พระโอรสอีกพระองค์ของพระเจ้าอลองพญา พม่าต้องสูญเสียอำนาจที่มีเหนืออยุธยาไป แต่ก็สามารถผนวกดินแดนยะไข่ (ARAKAN) และตะนาวศรี (TENASSERIM) เข้ามาไว้ได้ในปี พ.ศ. 2327 และ 2336 ตามลำดับ ในช่วงเดือนมกราคมของปี พ.ศ. 2366 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าบาคยีดอว์ (BAGYIDAW) ครองราชย์ พ.ศ. 2362–2380) ขุนนางชื่อมหาพันธุละ (MAHA BANDULA) เข้ารุกรานแคว้นอัสสัมได้สำเร็จ ทำให้พม่าต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับอังกฤษที่ครอบครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น

สงครามกับอังกฤษและการล่มสลายของราชอาณาจักรพม่า

สงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2367–2369) ยุติลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำสนธิสัญญายันดาโบ (YANDABOO) กับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม มณีปุระ ยะข่าย และตะนาวศรีไป ซึ่งอังกฤษเริ่มก็ต้นตักตวงทรัพยากรต่างๆ ของพม่านับแต่นั้น เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ สร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมาก กษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษ ทั้งต่อบุคคลและเรือ เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่สอง ซึ่งก็จบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษอีกครั้ง หลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้ อังกฤษได้ผนวกหงสาวดีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าไว้กับตน โดยได้เรียกดินแดนดังกล่าวเสียใหม่ว่าพม่าตอนใต้ สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจโดยพระเจ้ามินดง (MINDON MIN ) ครองราชย์ พ.ศ. 2396–2421 จากพระเจ้าปะกัน (PAGIN MIN, ครองราชย์ พ.ศ. 2389–2396) ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระชนนี พระเจ้ามินดงพยายามพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์ได้สถาปนากรุงมัณฑะเลย์ ซึ่งยากต่อการรุกรานจากภายนอก ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้
รัชสมัยต่อมา พระเจ้าธีบอ (THIBOW, ครองราชย์ พ.ศ. 2421–2428) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดง ทรงมีบารมีไม่พอที่จะควบคุมพระราชอาณาจักรได้ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปทั่วในบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปีพุทธศักราช 2428 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้าครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้

ธงชาติ พม่า125px-flag_of_myanmarsvg

ประวัติศาสตร์และเหตุการสำคัญในประเทศพม่า

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในเมียนมาร์

พ.ศ. 1043 มีการจารึกเกิดขึ้นครั้งแรกในพม่าของพุทธศาสนาลัทธิอารี ในตำบลมะยิงยาน
พ.ศ. 1297 อาณาจักรน่านเจ้ามีอำนาจปกครองพม่าตอนเหนือ
พุทธศตวรรษที่ 13 ราชวงศ์วิกรมากำเนิดขึ้นที่เมืองแปร
พ.ศ. 1343-1345 ชนเผ่าพยูส่งทูตมายังราชสำนักกรุงจีนพุทธศตวรรษที่ 14เมืองแปรล่มสลาย
กลางพุทธศตวรรษี่ 14 พ่อค้าชาวอาหรับเดินเรือมาถึงพม่าเป็นชาติแรก
พ.ศ. 1392 อาณาจักรพุกามก่อตั้งขึ้นริมแม่น้ำอิระวดี
พ.ศ. 1587 ยุคทองของพุกาม พระเจ้าอโนรธาพิชิตดินแดนต่างๆเข้าไว้เป็นปึกแผ่น รวมทั้งอาณาจักรสุ ธรรมวดี (สะเทิม) ของชาวมอญ และทรงนำพุทธศาสนาลัทธิหินยานเข้ามาสู่พม่าตอนเหนือ ลัทธิอารีจึงสูญสิ้นไป
พ.ศ. 1601 มีการจารึกเป็นภาษาพม่าเกิดขึ้นครั้งแรก
พ.ศ. 1602 พระเจ้าอโนรธาเริ่มสร้างพระเจดีย์ชเวดากอง ลดอำนาจของยะไข่เหนือ เสด็จเยือนเมือง
ยูนนาน ขุดคลองชื่อกะโยคเซ
พ.ศ. 1627 กองทัพชาวเมืองบุกโจมตีเมืองพุกาม
พ.ศ. 1633 พระเจ้าจันสิทธะสร้างวัดอานันดา ส่งสมณทูตพม่าไปพุทธคยา
พ.ศ. 1646 ทูตพม่าไปเยือนเมืองยูนนาน
พ.ศ. 1649 ทูตพม่าไปเยือนราชสำนักพระเจ้ากรุงจีน
พ.ศ. 1655 จารึกมยาเจดีย์
พ.ศ. 1658 ชินอรหันต์มรณภาพ ทูตพม่าไปยูนนาน
พ.ศ. 1661 เลตะยะมินนันฟื้นฟูอาณาจักรยะไข่เหนือ ซ่อมแซมพุทธคยา
พ.ศ. 1687 พระเจ้าอลองสิทธูสร้างวิหารธาตุพยินยูหรือวิหารสัพพัญญู
พ.ศ. 1753 สร้างเขื่อนกะโยคเซ
พ.ศ. 1816 พระเจ้านราธิหะปติสั่งฆ่าคณะทูตจากพระเจ้ากุบไลข่าน
พ.ศ. 1820 สงครามงาซางงาม
พ.ศ. 1823 สถาปนาอาณาจักรตองอู
พ.ศ. 1824 พระเจ้าวเรรุ(พระเจ้าฟ้ารั่ว) ฟื้นฟูอาณาจักรมอญขึ้นใหม่ ตั้งราชธานีที่เมืองเมาะตะมะ
พ.ศ. 1830 กองทัพชาวมองโกลของพระเจ้ากุบไลข่านตีกรุงพุกามแตกในสมัยพระเจ้านราธิหะปติ เป็นอัน สิ้นสุดอาณาจักร พุกามซึ่งเจริญรุ่งเรืองมาถึง 438 ปี
พ.ศ. 1912 มอญย้ายเมืองหลวงมี่เมืองหงสาวดี โดยมีเมืองท่าคือ “ดากอง” หรือ “ตะเกิง”
พ.ศ. 2029-2395 อาณาจักรราชวงศ์ตองอูเจริญรุ่งเรือง
พ.ศ. 2086 พระเจ้าตะเบงชเวตี้ยกทัพมาตีไทย ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ สมเด็จพระศรีสุริโยทัยออกรบถูก พระเจ้าแปรฟันขาดคอช้างสิ้นพระชนม์
พ.ศ. 2094 “ บายิ่นเนาน์ ” หรือพระเจ้าบุเรงนอง (ผู้ชนะสิบทิศ) ยึดครองหงสาวดีของมอญ ล้มราชวงศ์ มอญแล้วครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งหงสาวดี รวบรวมชาวพม่าเป็นปึกแผ่นเป็นสมัยที่2
พ.ศ. 2112 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่1
พ.ศ. 2127 สมเด็จพระนเรศวรแห่งกรุงศรีอยุธยา ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับพม่า
พ.ศ. 2143 กองทัพยะไข่จากแคว้นอาระกัน ตีกรุงหงสาวดีแตกในสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง
พ.ศ. 2295 พระเจ้าอลองพญา ต้นราชวงศ์คองบอง รบชนะมอญรวบรวมพม่าเป็นปึกแผ่นสมัยที่3และตั้งราชธานี ที่ชเวโบ
พ.ศ. 2298 พระเจ้าอลองพญามีชัยชนะเหนือมอญเบ็ดเสร็จ เปลี่ยนชื่อเมือง “ ตะเกิง ” หรือ “ ดากอง ” เมืองท่าของ มอญ เป็น “ ย่างกุ้ง ” หรือ “ ยางกอน ” ซึ่งแปลว่า “ สิ้นสุดสงคราม ” หรือ “ สิ้นสุดศัตรู ”
พ.ศ. 2303 พระเจ้าฉินบูชิน (มังระ) ขึ้นครองราชย์หลังจากพระเจ้าอลองพญาสวรรคต ย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ
พ.ศ. 2310 พระเจ้ามังระตีกรุงศรีอยุธยาแตกเป็นครั้งที่2
พ.ศ. 2367 อังกฤษยึดครองอินเดียได้แล้วก็รุกคืบสู่ลุ่มน้ำอิระวดี เกิดสงครามระหว่างอังกฤษ-พม่า ครั้งที่1 จากนั้น อังกฤษก็ยึดดินแดนของพม่าได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสงครามอังกฤษ-พม่า ครั้งี่2และครั้งที่3
พ.ศ. 2396-2428ราชวงศ์คองบองหรืออลองพญา พระเจ้ามินดงขึ้นครองราชย์แล้วย้ายราชธานีจากอมรปุระ
มายังมัณฑะเลย์
พ.ศ. 2428 พม่าเสียเมืองให้แก่อังกฤษในสมัยพระเจ้าสีป่อแห่งกรุงมัณฑะเลย์ แล้วได้ย้ายเมืองหลวงมายัง
กรุงย่างกุ้ง
พ.ศ. 2444 นักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ก่อตั้ง “ ยุวพุทธสมาคม ” เป็นจุดกำเนิดของขบวนการกู้ชาติพม่า
(YONG MEN BUDDHIST ASSCOIATION-YMBA)
พ.ศ. 2460 เกิดกรณี “ ห้ามสวมเกือก ” (NO FOOTWEAR) ยุวพุทธ-สมาคมประท้วงชาวอังกฤษที่สวมรองเท้าเข้า วัด เพราะชาวพม่าถือว่าเป็นการกระทำที่ลบหลู่ดูหมิ่นพระศาสนามาก และพระสงฆ์ชื่อ “อูวิสาร” ได้ ทำการอดอาหารประท้วงอังกฤษจนมรณภาพ
พ.ศ. 2473 เกิดกบฏ “ ซายาซาน ” หรือ “ กบฏผู้มีบุญ ” เป็นการลุกฮือของชาวไร่ชาวนาทั่วประเทศ โดยบารมี อาจารย์ซายาซาน อดีตหมอยาแผนโบราณผู้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ สุดท้ายอังกฤษปราบได้ ซายาซานถูก แขวนคอและได้ประกาศก่อนตายอย่างอาจหาญว่า “เกิดชาติหน้าฉันใดขอให้ข้าพิชิตอังกฤษได้ตลอดไป”
พ.ศ. 2478 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จเยือนพม่าทรงนิพนธ์หนังสือที่มีคุณค่ามากคือ “ เที่ยวเมืองพม่า ”
พ.ศ. 2484 30 สหาย หรือตรีทศมิตร (30 COMRADES) ภายใต้การนำของอองซานร่วมกับกองทัพญี่ปุ่น ปลดปล่อย พม่าจากอังกฤษ
พ.ศ. 2485 ญี่ปุ่นปกครองพม่าและรัฐฉาน อองซานได้เป็นนายพล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม อายุเพียง28ปี เท่านั้น
พ.ศ. 2486 ญี่ปุ่นให้เอกราชแก่พม่า
พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ญี่ปุ่นที่ฮิโรชิมา และนางาซากิยุติสงครามโลกครั้งที่2อังกฤษกลับมายึด ครองพม่าอีกครั้ง อองซานตั้งสันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์ ตัดความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น
พ.ศ. 2490 อังกฤษลงนามคืนเอกราชให้พม่าในสนธิสัญญา “แอตลี่อองซาน” โดยมีอองซานเป็นนายกรัฐมนตรีคน แรกของ “ สหภาพพม่า ” ในเดือนมกราคม ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์อองซานลงนามข้อตกลงที่เวียงปินหล่ง ยอมให้ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในพม่า แยกตัวเป็นอิศระได้ภายหลังรวมกับพม่าครบ 10 ปี
กรกฎาคม 2490อองซานถูกบุกยิงที่อาคารรัฐสภา เสียชีวิตพร้อมกับรัฐมนตรีและทหารรักษาการณ์รวม8คน จากฝีมือของ อูซอ (อดีต30สหาย) และพรรคพวกที่ไม่พอใจที่อองซานขึ้นตำแหน่งสูงสุดอย่างรวดเร็ว ต่อมาอองซาน ได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งเอกราชของพม่า”
4 มกราคม 2491 พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษอย่างเป็นทางการ หลังถูกปกครองอยู่ถึง63ปี โดยมีอูนุ ( อดีต30สหาย ) เป็นนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2500 อูนุประกาศปฏิเสธที่จะใช้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวเป็นอิสระตามข้อตกลงที่เวียงปินหล่ง เกิดกบฏชนกลุ่มน้อย เผ่าต่างๆตามแนวชายแดน
พ.ศ. 2505 นายพลเนวินก่อรัฐประหาร ประกาศปกครองพม่าแบบเผด็จการสังคมนิยม ปิดประเทศเป็น “ ฤาษีแห่ง เอเชีย ” ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก
พ.ศ. 2531 นางอองซานซูจี บุตรสาวนายพลอองซาน ทำงานในองค์การสหประชาชาติที่นิวยอร์คและภูฏานเดินทาง กลับพม่าเพื่อรักษาแม่ที่กำลังป่วยหนัก
8 สิงหาคม 2531 เกิดกรณี “ 8.8.88 ” (วันที่ 8 เดือน8 ค.ศ.1988) เมื่อทหารพม่าปราบปรามฆ่าประชาชนที่เรียกร้อง ประชาธิปไตยจนเกิดกลียุค มีผู้บาดเจ็บ ตาย และถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก
กันยายน 2531 ทหารพม่าของนายพลเนวินประกาศจัดตั้ง “ สภาฟื้นฟูกฎระเบียบของชาติหรือสลอร์ค ” (STATE LAW AND ORDER RESTORATION COUNCIL-SLORC) โดยสัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งตามระบบ ประชาธิปไตย ขณะที่นางอองซานซูจีจัดตั้งพรรคสันนิบาตประชาธิปไตย
พ.ศ. 2533 มีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 30ปี พรรคของนางอองซานซูจีได้รับชัยชนะท่วมท้น แต่สภาสลอร์ค ไม่ยอมรับและไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน ซ้ำยังสั่งกักบริเวณนางอองซานซูจีในบ้านของนางเอง
กันยายน 2534 นางอองซานซูจีได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรับรางวัล
พ.ศ. 2535 สลอร์คประกาศเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจจากพุทธสังคมนิยมมาเป็นกึ่งเสรีตามแนวทุนนิยม เปิดประเทศ ต้อนรับนักลงทุน นักท่องเที่ยว และเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “ พม่า ” (BURMA) เป็น “ เมียนมาร์ ” (MYANMAR)
พ.ศ. 2538 สลอร์คให้อิสรภาพแก่นางอองซานซูจี หลังจากกักบริเวณมาเป็นเวลาถึง 6 ปี
พ.ศ. 2539 สลอร์คประกาศให้เป็นปีท่องเที่ยวพม่าถึงปี 2540 และเข้าเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียนพร้อมประเทศลาว
พ.ศ. 2540 สลอร์คเปลี่ยนชื่อเป็น “ สภาแห่งสันติภาพและการพัฒนาประเทศ ” (STATE OF PEACE AND DEVELOPMENT COUNCIL = SPDC) มีพลเอกตานฉ่วยเป็นประธานสภาฯ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนายกรัฐมนตรีพลโทขิ่น ยุ้นต์ เป็นเลขาธิการสภาฯพลโทหม่อง เอย์ คุมกำลังทหารในส่วนภูมิภาค ทั้งหมด

5 มหาบูชาสถาน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่า

5 มหาบูชาสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ของประเทศพม่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องไปสักการะ นมัสการให้ครบ ชาวพม่าได ้ชื่อว่า เป็นชนชาติ ที่ยังยึดมั่น คำสอนในพระพุทธศาสนา อย่างเหนียวแน่น ที่สุดชาติหนึ่งในโลก มีการสร้างเจดีย์ พระธาตุ ศาสนสถาน ทั่วทั้งประเทศ ดังนั้น จึงมีปูชนียสถาน อันเป็นที่สักการบูชา ของชาวพม่า และชาวมอญ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่นับถือ เป็น มหาบูชาสถาน สำคัญ สูงสุดม ีเพียง 5 แห่ง ที่เป็นความใฝ่ฝัน ของชาวพุทธพม่า ว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ควรได้เดินทางไป สักการบูชา ให้ครบ ทั้ง 5 แห่ง จึงจะนอนตายตาหลับ หรือ ได้ขึ้นสวรรค์ มหาบูชาสถานทั้ง 5 แห่งนี้ได้แก่

1. มหาเจดีย์ชเวดากอง กรุงย่างกุ้ง

no_end_in_sight1137435900coolshwed1 เป็นมหาเจดีย์ ที่บรรจุพระเกศาธาตุ รวม 8 เส้น ของพระพุทธเจ้า มีประวัติ ตำนานเก่าแก่ กว่า 2,000 ปี ตั้งแต่ครั้งที่ ย่างกุ้ง ยังเป็น ดินแดนของมอญ มีชื่อเดิม ว่า “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” ก่อนจะถูก พม่ายึดครองไป แล้วเปลี่ยนชื่อ เป็น “ย่างกุ้ง” “ชเวดากอง” แปลว่า “เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง” มหาเจดีย์แห่งนี้ มีการบูรณปฏิสังขรณ์ มาด้วยกันหลายครั้ง โดยเฉพาะ มีโบราณราชประเพณี ที่กษัตริย์ ของมอญ และพม่า ที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จะต้อง ถวายทองคำหนัก เท่ากับน้ำหนักของพระองค์เอง เพื่อนำมา ห้อหุ้ม องค์พระเจดีย์ ซึ่งถือกันว่า เป็นศูนย์กลาง แห่งจิตวิญญาณ ของชาวพุทธ แห่งลุ่มน้ำ อิระวดีที่สำคัญที่สุด มาจนถึงปัจจุบัน

2. เจดีย์ชเวซิกอง เมืองพุกาม

shwezigon06เป็นมหาเจดีย์ ที่บรรจุ พระทันตธาตุ ของพระพุทธเจ้า สร้างโดย พระเจ้าอโรรธามหาราช พระองค์แรก ผู้รวบรวม ชนชาติพม่า เป็น ปึกแผ่น ได้เป็นครั้งแรก ในอาณาจักรพุกาม เมื่อ 900 ปีเศษ มาแล้ว ภายหลัง ทรงยกทัพไปตีมอญ ที่อาณา จักรสุธรรมวดี ได้แล้ว ทรงกวาดต้อน ชาวมอญ ตลอดจนช่างฝีมือ นักปราชญ์ และ ราชบัณฑิต มาที่เมืองพุกาม ทำให้พม่า ได้รับอิทธิพล ศิลปวัฒนธรรม จากมอญ มาโดยไม่รู้ตัว ดังเช่น รูปร่างของเจดีย์ชเวซิกอง ก็มีรูปทรงระฆังคว่ำแบบมอญ ก่อนที่จะมีพุทธศิลป์ สกุลช่างพุกามเกิดขึ้น “ชเวซิกอง” แปลว่า “เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทราย”

3. เจดีย์ชเวมอดอร์ เมืองหงสาวดี

56200542bagoimg_7536 หรือที่เราเรียกกันว่า พระธาตุมุเตา เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุรวม 2 เส้น มีอายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี เป็นที่เคารพสักการะของทั้งกษัตริย์ มอญ พม่า และไทย เช่น พระเจ้าราชาธิราชของมอญ พระเจ้าบุเรงนองของพม่า และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของไทย

4. พระมหามัยมุนี แห่งมัณฑะเลย์

c45

เป็นพระพุทธรูปสำริด ทรงเครื่องแบบกษัตริย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 เมตร เป็นที่ยอมรับกันว่า มีพุทธลักษณะ งดงามที่สุด องค์หนึ่ง “มหามุนี” แปลว่า “มหาปราชญ์” หล่อขึ้น ในราว พ.ศ. 688 โดย ชาวยะไข่ ชนกลุ่มน้อย ในรัฐอาระกัน ทางทิศ ตะวันตกสุด ของพม่า ติดกับ ประเทศอินเดีย ต่อมา เมื่อพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า ยกทัพไปต ีเมืองยะไข่ได้ จึงโปรดให้ ชะลอ พระพุทธรูปองค์นี้ มาประดิษฐาน ที่เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อ 200 ปีมาแล้ว มีตำนาน เล่ากันว่า พระพุทธเจ้า ทรงประทาน ลมหายใจ ให้พระมหามุนี เป็นตัวแทน สืบทอดพระศาสนา จึงเชื่อกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ องค์นี้มีลมหายใจจริง จึงต้องมี พิธีล้างพระพักตร์ ให้ทุกเช้า ซึ่งพิธีนึ้ ก็ยังคงดำรงอยู่ มาตราบจนถึงปัจจุบัน

5. พระธาตุอินทร์แขวน “ไจก์ทิโย” เมืองไจก์โถ่ รัฐมอญ

3-cc-hartfried-schmid

เชื่อกันว่า พระอินทร ์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำเอา พระธาตุมาแขวนไว้ให้ ผู้มีบุญมากราบไหว้ ใครได้มาสักการะ ก็เท่ากับ ได้ไหว้ พระธาตุเกศแก้ว จุฬามณี บนสวรรค์ และจะได้สั่งสมอานิสงส์ ให้ไปเกิด ร่วมยุค กับพระศรีอาริยเมตตรัย และผู้ที่มีบุญ ก็จะสามารถ มองเป็นองค์พระธาตุลอย อยู่อย่างชัดเจน พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ บนหน้าผา สูงกว่า 1,200 เมตร สร้าง ตั้งไว ้บนก้อนหิน สูงถึง 5.5 เมตร เส้นรอบวง ของก้อนหิน ราว 17 เมตร มองดูคล้าย ก้อนหินตั้งอยู่ หมิ่นเหม่ใกล้จะตก ลงมาเต็มที

ข้อควรปฏิบัติในการเที่ยวเมียนมาร์

ในปี พ.ศ.2535 รัฐบาลพม่าได้เปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ โดยต้องทำวีซ่าที่สถานทูตพม่าก่อนเข้าประเทศ และประกาศในปี พ.ศ.2539-2540 เป็นปีท่องเที่ยวพม่า (VISIT MYANMAR YEAR)

โดยแบ่งเป็น 3 เมืองวัฒนธรรม คือ

ชั้นใน ได้แก่ ย่างกุ้ง หงสาวดี สิเรียม พุกาม มัณฑะเลย์ ตองยี ทะเลสาบอินเล สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ สะดวก มีความพร้อมทั้งในเรื่องที่พัก อาหาร และยานพาหนะ

ชั้นนอก ได้แก่ เชียงตุง ปูเตา อาระกัน มะริด มะละแหม่ง พระธาตุอินทร์แขวนไจก์ทิโย เดินทางไปเที่ยวได้ แต่ สิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่พร้อมเท่าที่ควร

ชายแดน ได้แก่ ท่าขี้เหล็กตรงข้ามแม่สาย จ.เชียงราย เมียวดีตรงข้ามแม่สอด จ.ตาก พญาต่องซูตรงข้ามด่านเจดีย์ สามองค์ จ.กาญจนบุรี เกาะสองตรงข้ามท่าเรือ จ.ระนอง มอร์ด่องตรงข้ามด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถเดินทางได้สะดวกจากฝั่งเขตแดนไทย แต่ยังไม่สามารถเดินทางต่อไปยัง ย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์ได้เพราะถนนยังไม่ดี และความปลอดภัยยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์นัก เพราะยังมี ชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่

ลักษณะของการท่องเที่ยวในพม่า เป็นการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม พาชมวัด นมัสการพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระนอน ชมพระราชวังและพิพิธภัณฑ์ สัมผัสงานศิลปะ ดูงานประเพณีและวิถีชีวิตของผู้คน จึงไม่ค่อยเน้นความสนุกบันเทิง เที่ยวสถานรื่นรมย์ที่มีแสงสีทันสมัย

ข้อควรปฏิบัติในการท่องเที่ยวพม่า มีดังนี้คือ

1. เครื่องแต่งกาย ศาสนสถานในพม่าทุกแห่ง ห้ามสวมกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้นเข้าไป สุภาพสตรีสวมกางเกงขายาวได้ บางแห่งจะมีบริการเช่าผ้าถุงหรือโสร่ง สวมทับกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้น รวมทั้งยังต้องถอดหมวก ถอดแว่นดำก่อนที่จะเข้าไปด้วย

2. รองเท้า ทุกคนต้องถอดรองเท้าทุกชนิดก่อนเข้าเขตศาสนสถาน ตั้งแต่รั้วด้านนอก ถุงเท้า ถุงน่องก็ห้ามใส่เข้าไป ต้องเดินเท้าเปล่า และเป็นธรรมเนียมที่เคร่งครัดมากแต่สมัยโบราณ หากฝ่าฝืนชาวพม่าจะเข้ามาตักเตือนด้วยความไม่พอใจครับ

3. การถ่ายรูป วีดีโอ บางแห่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียม บางแห่งห้ามถ่าย เช่น พิพิธภัณฑ์ย่างกุ้ง ต้องฝากกล้องเอาไว้กับเจ้าหน้าที่ก่อนจะเข้าไป

4. ศาสนสถานบางแห่งอาจห้ามสุภาพสตรีเข้าไปในเขตหวงห้าม เช่น ห้ามขึ้นไปปิดทองที่องค์พระมหามุนี มัณฑะเลย์ หรือที่องค์พระธาตุอินทร์แขวน(ไจก์ทิโย) หรือที่เขตห้ามเข้าองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองและองค์พระเจดีย์ชเวซิกอง

5. เงินสด โดยทั่วไปจะไม่รับเงินบาทไทย ให้แลกกับไกด์ท้องถิ่นหรือบริษัททัวร์ได้ และถ้าแลกกับธนาคารจะได้อัตราทางการ แพงกว่าที่แลกกับบริษัททัวร์ หรือร้านค้าใหญ่มากหลายเท่าตัว ข้อควรระวัง อย่าแลกเงินกับชาวบ้านที่เข้ามาขอแลก เพราะอาจจะได้รับเงินปลอม เงินที่ยกเลิกไปแล้ว และถูกตำรวจจับอีก

6. เครื่องประดับ ของมีค่าต่างๆควรติดตัวไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพราะจะเกิดความยุ่งยากในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรเวลาเข้าเมือง และต้องแสดงว่าอยู่ครบเวลาจะเดินทางกลับจากพม่า หากอยู่ไม่ครบต้องเสียภาษีทันที เพราะศุลกากรพม่าจะถือว่านำไปขายต่อให้กับคนพม่า นอกจากนี้ยังเป็นภาระในการดูแลรักษา ล่อตาล่อใจมิจฉาชีพอีกด้วย

7. ยารักษาโรค ควรนำไปให้พร้อมและเพียงพอตามระยะเวลาเดินทาง เพราะในพม่า การแพทย์ สุขอนามัย และยารักษาโรค ยังขาดแคลนและไม่ทันสมัย

8. วัตถุโบราณ (AMTIQUE) บางประเภทเป็นสิ่งต้องห้ามจำหน่ายและนำออกนอกประเทศ ควรตรวจสอบให้ดีก่อนซื้อ และถ้าซื้อต้องมีใบเสร็จและใบอนุญาตนำออกอย่างถูกต้องจากทางร้านค้า รวมทั้งสินค้าอัญมณีบางชนิดด้วย หากไม่แน่ใจ ไม่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญ ควรงดเว้นการซื้อ

9. ระบบการจราจรในพม่ากำหนดให้ขับรถชิดเลนขวาตรงข้ามกับไทย เพราะฉะนั้นเวลาข้ามถนนต้องดูให้ดีและรอบคอบ

10.หญิงบริการ พม่าเป็นประเทศสังคมนิยมปกครองโดยรัฐบาลทหาร ทั้งยังมั่งคั่งไปด้วยศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของชาวบ้านผู้รักสงบและสันโดษ จึงเป็นการไม่เหมาะที่จะถามหาหญิงบริการ เพราะกฎหมายพม่ารุนแรงจับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

November 29, 2008

หนองคาย สู่หลวงพระบาง ตอนที่ 2

หนองคาย สู่หลวงพระบาง ตอนที่ 2

วันแรก…ใน นครเวียงจันทน์

แล้วเราก็มาถึง นครเวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในปัจจุบัน

สถานที่แรก ที่เราได้มีโอกาสไป คือ วัดศรีเมือง ที่วัดนี้ เป็นที่ตั้งของ ศาลหลักเมือง อันเป็นที่สถิตของ พระเสื้อเมือง และพระทรงเมือง มีประชานลาว มาสักการะบูชา เป็นจำนวนมาก

พระอุโบสถ หรือ ที่ชาวลาว เรียกว่า สิม วัดศรีเมือง dscn0770-e0b8a7e0b8b1e0b894e0b8a8e0b8a3e0b8b5e0b980e0b8a1e0b8b7e0b8ade0b887-3

ทางด้านซ้ายมือ บริเวณทางเดินเข้าไปยังตัวอุโบสถ

จะมีซุ้มขายดอกไม้ ธูป เทียน เหมือนกับวัดในเมืองไทย ทั่วๆ ไปdscn0755-e0b8a7e0b8b1e0b894e0b8a8e0b8a3e0b8b5e0b980e0b8a1e0b8b7e0b8ade0b887

ทุกท่าน เข้าไปด้านใน สิม หรือ อุโบสถ เพื่อสักการะบูชา ศาลหลักเมือง

เพื่อเป็นศิริมงคล สำหรับ การเดินทาง ที่เพิ่งจะเริ่มต้น…

dscn0766-e0b8a7e0b8b1e0b894e0b8a8e0b8a3e0b8b5e0b980e0b8a1e0b8b7e0b8ade0b887-21

สถานที่ต่อไป ในเวียงจันทน์ คือ หอพระแก้ว นักท่องเที่ยว ชาวไทย นิยมมาสักการะ บูชาเป็น จำนวนมาก เดิมเคยเป็น วัดหลวง ประจำราชวงศ์ลาว มาก่อน พระเชษฐาธิราช ให้สร้างขึ้นเพื่อ ประดิษฐาน พระแก้วมรกต ที่ได้ อัญเชิญมาจากล้านนา ต่อมา นคร เวียงจันทน์ ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยามบุกเข้าทำลายและ ช่วงชิง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองของ นครเวียงจันทน์ หอพระแก้ว ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นของที่ถูก บูรณะขึ้นมาใหม่

หอพระแก้วdscn0772-e0b8abe0b8ade0b89ee0b8a3e0b8b0e0b981e0b881e0b989e0b8a7

ไกด์หนุ่มน้อย น่าตาน่ารัก ชื่อว่า ท้าวสมศักดิ์ ถูกใจลูกทัวร์ กำลังตั้งใจ เล่าประวัติหอพระแก้ว ให้คณะเราฟังอย่างตั้งใจ

คนลาว ถ้าเป็นผุ้ชาย มักจะมีคำนำหน้าชื่อ ว่า ท้าว

dscn0779-e0b8abe0b8ade0b89ee0b8a3e0b8b0e0b981e0b881e0b989e0b8a73

จริงๆ แล้ว ตามรายการ เราจะต้องข้ามฝั่งไป เพื่อเที่ยวชม วัดสีสะเกด แต่ไม่ทราบ ว่าเพราะเหตุใด อยู่ๆ ไกด์ ก็บอกให้ ทุกคนขึ้นรถ เพื่อเดินทางต่อ ไปชม เราก็เลย มีปากเสียกับไกด์ และเจ้าหน้าที่ ที่มาจาก บริษัทฯ เล็กน้อย แต่ดูว่า จะไม่มีใครสนใจ รักษา ผลประโยชน์ ของลูกทัวร์เลย เราชักจะไม่พอใจมากๆ แล้ว เพราะเราไม่เคยทำทัวร์ แบบนี้มาก่อน หน้าที่เรา จะต้อง รักษา ผลประโยชน์ ของลูกทัวร์เป็นหลัก และทำให้ทุกท่าน ได้เที่ยวชมตามรายการ ให้มากที่สุด แต่ดูเหมือนอุดมการณ์ ในการทำงาน จะไม่ ตรงกันเสียแล้ว ทริปนี้ สงสัยจะไม่ค่อยสนุกเสียแล้ว….เรามีความรู้สึกได้…. แต่ก็ต้องท่องเอาไว้ว่า อดทน  (ลืมบอกไปว่า..เราเป็นหัวหน้าทัวร์ สำหรับทริปนี้ แต่ดูเหมือน จะถูกโดดเดี่ยวเสียแล้ว…แย่จัง )

เสร็จแล้ว คนขับรถก็พาพวกเรามุ่งหน้าสู่ พระธาตุหลวง เป็นสัญญาลักษณ์ ประจำชาติของ ประเทศลาว มีความหมาย ต่อจิตใจ ของประชาชนชาวลาว อย่างใหญ่หลวง เป็นสัญญาลักษณ์แทน ความเป็นเอกราช และอำนาจอธิปไตยของ ประเทศลาว

รถจอดให้เราลง ด้านหน้า ประตูทางเข้า พวกเราต้องเดินเข้าไป ไกลอยู่เหมือนกัน แดดก็ร้อนมากๆ ด้วยdscn0809-e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b898e0b8b2e0b895e0b8b8e0b8abe0b8a5e0b8a7e0b887-11

พระุธาตุหลวง สีทองเหลืองอร่าม สะท้อนกับแสงแดด สวยมากๆdscn0815-e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b898e0b8b2e0b895e0b8b8e0b8abe0b8a5e0b8a7e0b887-3

ทางเดินรอบๆ องค์ พระธาตุ มีพระพุทธรูปหิน ที่ไม่สมบูรณ์ แล้ว บางส่วนแตกหักเสียหาย เรียงรายอยู่ รอบๆdscn0821-e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b898e0b8b2e0b895e0b8b8e0b8abe0b8a5e0b8a7e0b8871

หลังจากนั้น รถก็พาเรา มุ่งหน้าสู่ ประตูชัย เราดูเวลาใกล้เที่ยงแล้ว และแดดเจ้ากำก็ร้อนมากๆ ด้วย ทุกคนไม่ค่อยอยากจะลงไปดู ซักเท่าไหร่ เพราะหลายคน บอกว่าเคยมาแล้ว แต่มีบางคนที่ยังไม่เคยมา และอยากลงไปเที่ยวชม เราจึงตามใจลูกทัวร์ ใครอยากลง ก็ลงไป ใครไม่อยากลงไป ก็นั่งรอบนรถ แต่โดยหน้าที่เราก็ต้องไป กับลูกทัวร์ ทั้งๆ ที่เราก็เคยมาแล้ว และแดดก็ร้อยมาก ไม่อยากลงไปซักเท่าไหร่ แต่ก็ตัดสินใจเดินนำทุกท่านไป ที่ประตูชัย ให้ถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย มีคุณป้าท่านหนึ่ง อายุ 60 กว่าแล้วแต่ต้องการเดินขึ้นบันไดวน เพื่อขึ้นไป ดูจุดชมวิว โอย … เราให้ท้าวสมศักดิ์ เป็นคนพาไป แล้วทุกคน ก็ยินดีรออยู่บนรถ

ประตูชัย dscn0839-e0b89be0b8a3e0b8b0e0b895e0b8b9e0b88ae0b8b1e0b8a21

หนองคาย สู่หลวงพระบาง ตอนที่ 1

หนองคาย สู่…หลวงพระบาง ตอนที่ 1

เส้นทางแห่งความประทับใจ…มิรู้ลืม

เริ่มต้น 6.30 น. เราก็มาถึง หนองคาย ระหว่างทาง เราก็หลับสนิท มารู้สึกตัวอีกที ก็ถึง หนองคายแล้ว รถทัวร์ แวะพักให้พวกเรา ล้างหน้าล้างตา ที่ปั๊ม ก่อนถึงร้านอาหาร ที่เราจะไป ทานกันสำหรับมื้อเช้านี้ เมณู ไข่กะทะ อาหารขึ้นชื่อ ของหนองคาย เขาบอกกันว่า มาหนองคาย ต้องมากินไข่กะทะ …ให้ได้ ถึงร้านอาหาร ประมาณ 07.00 น. เช้า ร้านอยู่ในเมือง ทางเข้าอยู่ หลังวัดหลวงพ่อพระใส

หน้าตา เมนู ไข่กะทะ ….. ที่หนองคายnongkhai_e0b984e0b882e0b988e0b881e0b8b0e0b897e0b8b0

อาหารรับอรุณ มื้อเช้า ที่หนองคาย เมณูไข่กะทะ มีไข่ดาวทอดร้อนๆ ที่ใส่มา ในกะทะใบเล็ก เคียงด้วย ขนมปังฮ็อทด็อก ร้อน ๆ รสเค็มๆ ของหมูสับ ใส่ซีอิ๊ว กับรสหวาน อมเปรี้ยว ของซ้อสมะเขือเทศ ผสมผสานเข้ากันได้ดี อร่อยดี

กินอาหารเช้าเสร็จแล้ว มีเวลาให้เดินเล่นอิสระนิดหน่อย เพื่อรอเวลา ด่านเปิดตอน 8.00 น. เพราะจากร้าน ที่เรากินข้าว ไปด่าน มิตรภาพไทย ลาว ใช้เวลา 5 นาทีก็ถึง เจ้าหน้าที่ ของบริษัทฯ ที่มากับเราด้วย พยายามติดต่อไกด์ ฝั่งลาว ที่จะมารับเรา ที่ด่าน แต่ปรากฏว่า ยังมาไม่ถึง ปกติต้องมารอรับเรา ที่ด่าน แล้วจัดการเรื่องผ่านด่าน ให้เรียบร้อยแล้ว ชักผิดปกติ เรารู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ ทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะเรา ไม่อยากให้ลูกทัวร์ไปรอที่ด่านนานๆ ไม่ดีเลย ……. .แล้วก็ เป็นดังที่เราคาดหมายไว้ ไม่ผิดเลย รถทัวร์ พาเราถึงด่าน ก่อนแปดโมงเช้าเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่พบไกด์ฝั่งลาวมารับเราอยู่ดี และเรา ก็ผ่านเข้าไปไม่ได้ เพราะรถ ไม่ได้ ขออนุญาต ผ่านด่าน ไว้ก่อน ก็ต้องรออย่างเดียว ชักนานเข้า ลูกทัวร์เริ่มไม่พอใจ ว่าทำไมเราต้องรอนาน เพราะเค้าเห็น รถคันอื่น มาที่หลังเรา แต่เห็น ก็เอารถผ่านด่าน ไปได้ คันแล้ว คันเล่า เราได้แต่แก้ตัว ว่าต้องรอไกด์ฝั่งลาวมารับก่อน จึงจะผ่านไปได้

ด่านฝั่งไทย ยามเช้า มารอตั้งแต่ยังไม่มีคนเลย …. กว่าจะได้ข้าม ก็รอกันจนเหนื่อย04_nong_khai_-_thai_border_side

dscn0748-e0b894e0b988e0b8b2e0b899e0b89de0b8b1e0b988e0b887e0b984e0b897e0b8a21

ด่านฝั่งลาว ตรวจหนังสือเดินทาง11_laos_-_passport_control

สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว 1friendshipbridge06

สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งแรก (อังกฤษ: 1st Thai-Lao Friendship Bridge; ลาว: ຂົວມິດຕະພາບ ລາວ-ໄທ I ) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงขนาดใหญ่แห่งแรก โดยเชื่อมต่อเทศบาลเมืองหนองคายเข้ากับนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว หรือ ท่านาแล้ง-หนองคาย นอกจากนี้ยังมีสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 2 ด้วย
สะพานแห่งนี้ได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2537 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย และนายหนูฮัก พูมสะหวัน ประธานประเทศแห่งสปป ลาว

00-thai-laos-bridge1 ปัจจุบัน สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 1 ด่านหนองคาย-ท่านาแล้ง กำลังก่อสร้างทางรถไฟ ระยะทาง 3-5 กิโลเมตร จากสะพานมิตรภาพไทย ลาว-ดงโพสี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศ จะก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถเปิดทำการได้ประมาณเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2551 นี้ เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า และผู้โดยสารจะที่จะเดินทางเข้าออก ไทย-ลาว โดยจะเปิดให้รถไฟเดินทางวันละ 2 เที่ยวก่อน ต่อจากนั้นจึงจะหารือข้อตกลงการเดินรถไฟระหว่างประเทศใหม่ ตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ลงนามสัญญาในการประชุมสุดยอด ผู้นำประเทศกลุ่มลุ่นน้ำโขง GMS ครั้งที่ 3 ที่เวียงจันทน์ เมื่อต้นเดือนเมษายนนี้

(ขอบคุณข้อมูลจาก จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

November 28, 2008

เวียงจันทน์

VIENT TIANE

เวียงจันทน์

Phrathat Luang

พระูธาตุหลวง

พระธาตุหลวง dscn0831-phrathat-luang

พระธาตุหลวง ตั้งอยู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของประตูชัย พระธาตุหลวงแห่งน ถือเป็น ศาสนสถาน ที่สำคัญที่สุด ของประเทศลาว เป็นสัญญาลักษณ์ประจำชาติ และยัง แทนความเป็นเอกราช และอำนาจอธิปไตย ของประเทศลาวอีกด้วย พระธาตุนี้ สร้างขึ้น ในศตวรรษ ที่ 16 พระธาตุองค์นี้ มีรูปทรงที่ไม่เหมือนกับองค์อื่นๆ เพราะเป็นการ ผสมผสาน ระหว่างสถาปัตยกรรม ในพระพุทธศาสนา กับสถาปัตยกรรม ของอาณาจักร ตามตำนาน เล่าว่า พระธาตุองค์นี้ได้สร้างในสมัย พุทธศักราช ที่ 236 โดยม ีพระภิกษุลาว จำนวน 5 รูป เดินทางไป ศึกษาพระพุทธศาสนา ในประเทศอินเดีย และได้อันเชิญ พระอุรังคธาตุ ของพระพุทธเจ้า มายังนครเวียงจันทน์ด้วย ต่อมา กราบทูล พระยาจันทบุรีประสิทธิ์ศักดิ์ เจ้านครเวียงจันทน์ ในสมัยนั้น ให้สร้างพระธาตุหลวงขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเพื่อให้ชาวลาวได้กราบไหว้ กล่าวไว้ว่า พระธาตุองค์เดิมนั้น สร้างด้วยหิน เป็นทรงโอคว่ำ มีการก่อกำแพงล้อมรอบเอาไว้ทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีความกว้าง 10 เมตร หนา 4 เมตร และสูง 9 เมตร เชื่อกันว่า พระธาตุที่เห็นในปัจจุบัน สร้างครอบองค์เดิม ซึ่งต่อ มาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองหลวง ของราชอาณาจักร ล้านช้าง จากหลวงพระบางมาอยู่ที่ เวียงจันทน์ ตามดำริของพระราชบิดา คือพระเจ้าโพธิสาร จากนั้น ทรงมีพระบัญชา ให้ทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ ณ บริเวณที่เคยเป็น เทวสถานเก่า ของขอม โดยเริ่ม ก่อสร้างในปี พ.ศ.2109 และหลังจาก สร้างพระธาตุหลวง ได้โปรดฯ ให้สร้างวัด ขึ้นล้อมรอบ พระธาตุไว้ ทั้งสี่ทิศด้วย แต่ปัจจุบัน เหลืออยู่ เพียงสองแห่งด้วยกัน คือ วัดพระธาตุหลวงเหนือ และ วัดพระธาตุหลวงใต้
ในปัจจุบัน พระธาตุหลวง มีลักษณะคล้ายป้อมปราการ เพราะมีการสร้างระเบียงสูงใหญ่ขึ้นโอบล้อมรอบองค์พระธาตุไว้ พร้อมกับทำช่องหน้าต่างเล็กๆ เอาไว้โดยตลอด สำหรับประตูทางเข้านั้น เป็นประตูไม้บานใหญ่ ลงรักสีแดงไว้ทั้งหมด นอกจากนี้รอบๆ องค์พระธาตุใหญ่ ยังมีเจดีย์บริวารล้อมรอบอยู่โดยรอบอีหลายองค์ เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะเห็น สัญลักษณ์หนึ่ง แสดงถึง ความศักดิ์สิทธ ของพระพุทธศาสนา แห่งนี้ปรากฏอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น รูปแกะสลักพญานาค พระพุทธรูปปิดทอง ลายกลีบบัว ประดับอย ู่บนฐานปักษ์ และถัดจาก ประตูทางเข้า ใหญ่ประมาณ 100 เมตร จะแลเห็น พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ตั้งอยู่บนฐานสูง พระหัตถ์ทรงถือพระแสงดาบ วางพาดไว้บนพระเพลา เล่ากันว่า พระแสงดาบเล่มนี้ ทำหน้าที่ ปกป้องพระธาตุหลวง ซึ่งได้ถือว่า เป็นศูนย์รวมจิตใจ ของประชาชนชาวลาวทุกคน สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงประเทศลาว
ค่าเข้าชม คนละ 5,000 กีบ
เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.


Pratuchai

ประตูชัย

ประตูชัยdscn0839-pratuchai

ประตูชัย ตั้งอยู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของเมืองเวียงจันทน์ บนถนนล้านช้าง ไปสิ้นสุดที่ บริเวณประตูชัย สร้างเสร็จใน ปี พ.ศ. 2512 เป็น อนุสรณ์สถาน เพื่อระลึกถึง ประชาชนชาวลาว ผู้เสียสละชีวิต ในสงคราม ก่อนหน้าการปฏิวัติ ของพรรคคอมมิวนิสต์ ประตูชัย แห่งน ี้มีชื่อเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า “ รันเวย์แนวตั้ง ” เพราะการก่อสร้าง ประตูชัยแห่งนี้ ใช้ปูน ที่อเมริกา ซื้อเพื่อ นำมาสร้าง สนามบินใหม ในนครเวียงจันทน์ ในระหว่าง สงครามอินโดจีน แต่ไม่ทันได้สร้าง เพราะอเมริกา แพ้สงคราม ในอินโดจีนเสียก่อน จึงนำ ปูนซีเมนต์ มาสร้างประตูชัยแทน ลักษณะสถาปัตยกรรม ได้รับอิทธิพล ของประตูชัย ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคม ในสมัยนั้น แต่ลักษณะ สถาปัตยกรรม ก็ยังมีเอกลักษณ์ ของลาว ปรากฏให้เห็น อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธรูปศิลปะลาว ภาพเรื่องราว มหากาพย์รามายณะ แบบปูนปั้น ใต้ซุ้มประตู โค้งของประตูชัย บันไดวน ให้ขึ้นไปชม ทิวทัศน์ของนครเวียงจันทน์ บนยอด ของประตูชัยอีกด้วย ตลอดบันไดวน ของประตูชัย จะแบ่งออกเป็นชั้น ๆ ซึ่งแต่ละชั้น จะมีร้าน จำหน่ายของที่ระลึก เปิดให้ นักท่องเที่ยว ได้ขึ้นชมวิวทิวทัศน์ทุกวัน

สถานที่ตั้ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเวียงจันทน์
ค่าเข้าชม ผ่านประตูคนละ 2,000 กีบ
เปิดเวลาเปิดเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

Wat Si Muang

วัดศรีเมือง

วัดศรีเมืองdscn0770-wat-sri-muang

วัดศรีเมือง ตั้งอยู่ บนถนนเชษฐาธิราช ทางทิศตะวันออก ของสถานทูตฝรั่งเศส เป็นวัดแห่งหนึ่ง ในนครเวียงจันทน์ ที่มีประชาชนลาว เดินทางไปสักการะบูชา เป็นจำนวนมาก ในแต่ละวัน

ภายในวัดศรีเมือง เป็นที่ตั้งของ เสาหลักเมือง ประจำนครเวียงจันทน์ วัดศรีเมืองสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2106 โดยเหล่าเสนาอำมาตย์ ของพระเจ้าไชยเชษฐาธราช ได้ลงความเห็น ให้สร้างวัดศรีเมือง ณ ที่แห่งนี้ ต่อมา ถูกกองทัพสยามทำลายลงในปี พ.ศ. 2371 และสร้างวัดศรีเมือง ขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2458 ภายในวัดศรีเมือง มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมาย โดยเฉพาะ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ และเก่าแก่ พระพุทธรูปองค์นี้ ได้ชำรุดไปบางส่วน ซึ่งชาวลาว เชื่อกันว่า พระพุทธรูปองค์นี้ ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ด้านหน้า บริเวณตรงข้าม ประตูทางเข้าวัดศรีเมือง มีร้านจำหน่ายดอกไม้ ธูป เทียน และร้าน จำหน่ายผลไม้ ให้บริการทางด้านตะวันออก ของวัดศรีเมือง มีสวนสาธารณะเล็กๆ มีพระบรมรูปของ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ตั้งอยู่ บนแท่นสูง กลางสวนสาธารณะ พระหัตถ์ทรงถือสมุดใบลาน ที่จารึกประมวลกฏหมาย ฉบับแรกของลาวไว้ พระบรมรูป เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ นี้เป็นของขวัญ ที่ทางสหภาพโซเวียต มอบให้มา ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังจากนั้น แผ่นป้ายโลหะจารึก พระนาม ถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์ รื้อทิ้งออกไป ภายหลัง ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ประสบชัยชนะในปี พ.ศ.2518

ค่าเข้าชม ผ่านประตูคนละ 5,000 กีบ

เปิดเวลาเปิดเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

Ho Phra Kseo

หอพระแก้ว

หอพระแก้วdscn0772-ho-phra-kaew

หอพระแก้ว ตั้งอยู่บนถนน เชษฐาธิราช ติดกับทำเนียบประธานประเทศ แต่เดิมเป็น วัดหลวงประจำราชวงศ ของลาว พระเชษฐาธิราช มีพระราชประสงค์ให ้สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2108 เพื่อใช้เป็น ที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต ที่ได้อัญเชิญ มาจากล้านนา เมื่อต้อง เสด็จกลับ มาครองราชบัลลังก์ล้านช้าง หลังจากท ี่พระราชบิดา คือ พระเจ้าโพธิสาร สิ้นพระชนม์ลงในการทำศึกสงคราม กับประเทศสยาม เมื่อ ปี พ.ศ. 2322 นครเวียงจันทน์ ถูกกองทัพสยามตีแตก กองทัพสยาม ได้อัญเชิญพระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมือง ของนครเวียงจันทน์ไป พร้อมทั้ง กวาดต้อนราชวงศ์ชาวลาว กลับไปยังกรุงเทพฯ มากมาย สำหรับหอพระแก้ว ที่นักท่องเที่ยวเห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นของที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด ใน ปี พ.ศ. 2480 – พ.ศ. 2483 ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของ เจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี หลังจากได้รับเอกราชอีกด้วย แม้หอพระแก้ปัจจุบันจะไม่ใช่วัดอีกต่อไป แต่ นักท่องเที่ยวชาวไทย ที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังนครเวียงจันทน์ก็ยังเดินทางมาสักการะบูชา กันเป็นจำนวนมาก สำหรับส่วนใน ของพิพิธภัณฑ์นั้น จัดแสดง พระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฏก ภาษาขอม และ กลองสำริดประจำราชวงศ์ลาว สำหรับ ประตูใหญ่ ทั้งสองเป็นของเก่า ที่หลงเหลือมาแต่เดิม บานประตูจำหลักเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริเวณโดยรอบ ของหอพระแก้วเงียบสงบ ร่มเย็น มีไหขนาดกลางจากทุ่งไหหิน ในเชียงขวางวางตั้งอยู่ 1 ใบ อาณาบริเวณรอบๆ หอพระแก้ว เคยถูกใช้เป็น ศูนย์กลางของหน่วยงานปกครองของฝรั่งเศส สมัยอาณานิคมมาก่อน
( หมายเหตุ ภายในหอพระแก้ว ห้ามการถ่ายรูปทุกชนิด )

สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงประเทศลาว
ค่าเข้าชม คนละ 5,000 กีบ
เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น., 13.00 น. – 16.00 น.

Wat Si Saket

วัดสีสะเกด


วัดสีสะเกด ที่ตั้ง ตั้งอยู่ บนถนนเชษฐาธิราช ตรงข้ามกับ หอพระแก้ว เจ้าอนุวงศ์ ทรงสร้างขึ้นไป ปี พ.ศ. 2361 เนื่องจาก ในสมัยนั้น ประเทศลาวตกเป็นเมืองขึ้น ของประเทศสยาม สถาปัตยกรรม ของวัดสีสะเกดแห่งนี้ สร้างตามแบบอย่า งสถาปัตยกรรมของไทย ในสมัยรัตนโกสินตอนต้น ซึ่งเป็น สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้กอบทัพสยาม ไม่ทำลายวัดแห่งนี้ หลังจาก กีฑาทัพ เข้าบุกยึด นครเวียงจันทน์ ได้ ในปี พ.ศ. 2371 จึงนับได้ว่า วัดสีสะเกด อาจเป็นวัดเก่าแก่ที่สุด ในนครเวียงจันทน์ เพราะวัด อื่นๆ ที่เหลือ ทั้งหมดล้วนเป็น วัดที่ถูกบูรณะ ขึ้นมาใหม่ หลังจาก นครเวียงจันทน์แตก ในครั้งนั้นทั้งสิ้น
ผนังด้านใน ของระเบียง ที่ล้อมรอบพระอุโบสถเอาไว้นั้น มีการเจาะเป็น ซุ้มเล็กๆ สำหรับ ประดิษฐาน พระพุทธรูปเงิน และพระพุทธรูปดินเผามากกว่า 2,000 องค์ ส่วนใหญ่เป็นพระที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 – 19 ที่นครเวียงจันทน์
ระเบียงด้านตะวันตก เป็นสถานที่เก็บรวมเศษชิ้นส่วนของพระพุทธรูปที่ถูกกองทัพสยามทำลายลงในสงครามเมื่อปี พ.ศ. 2371
ด้านหลังพระอุโบสถ มีรางไม้รูปทรงคล้ายพญานาค ใช้เป็นรางสำหรับสรงน้ำพระในเทศกาลสงกรานต์
ด้านซ้ายมือ เป็นหอไตร สร้างตามแบบอย่างศิลปะพม่า สำหรับคัมภีย์พระไตรปิฎก ทางพระพุทธศาสนาต่างๆ ถูกกองทัพสยามเชิญมาไว้ที่กรุงเทพฯ หมดแล้ว
ปัจจุบัน วัดสีสะเกดใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชของลาว
เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน 08.00 – 17.00
อัตราค่าเข้าชม 2,000 กีบ

November 25, 2008

เสียมเรียบ

SIEM REAP

เสียมเรียบ

ประวัติของแต่ละปราสาท

ปราสาทนครวัด

ชม สิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก นั่นคือ ปราสาทนครวัด ซึ่งถือว่า เป็นสถานที่สุดยอด ในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งสร้างขึ้น ในสมัย พระเจ้าสุริยวรมัน ที่ 2 พุทธศักราช 1650-1720 ชม รูปสลักนางอัปสร นับหมื่นองค์ ชมภาพแกะสลักนูนต่ำ การกวนเกษียรสมุทร ซึ่งเป็น พิธีกรรมโบราณ อันศักดิ์สิทธิ์ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านจะได้ ชมภาพการยกกองทัพ ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โดยมี ภาพของ กองทัพเสียมกุก ซึ่งเป็น บรรพบุรุษของ พวกเราชาวไทย ปรากฎอยู่ด้วย เราจะใช้เวลา ในการชื่นชม ความมหัศจรรย์ ของคนโบราณ ที่สร้างสรรค์ สถาปัตยกรรมอันวิจิตร

เมืองนครธม

นครธม มีความหมายว่า เมืองใหญ่ นครแห่งรัชสมัย ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ใครก็ตาม ที่ได้มาเยี่ยมชม เมืองนครหลวง จะต้องเดินผ่าน ช่องประตู ทางเข้า ด้านทิศใต้ เป็นต้องตื่นตะลึง กับความโอฬาร ของหินทราย ที่สลักเป็นรูป พระพักตร์ ของพระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร ซึ่งสลักไว้ ทั้ง 4 ทิศ ด้วยสายตา ที่ทอดลงมายังที่ต่ำ และรอยยิ้ม ที่เป็นสุข หรือ ยิ้มแบบบายน ที่เปี่ยมด้วยเมตตา กรุณา ส่วนด้านข้าง ของกรอบประตู พบกับ ปติมากรรมลอยตัว พระอินทร์ทรงช้างเอรวัณ 3 เศียร สะพานนาคราช สองข้างทาง ของสะพาน ที่ทอด ข้ามคูเมือง ด้านซ้าย เป็นศิลาทราย สลักลอยตัว ของเหล่าเทวดาฉุดตัวนาค ส่วนด้านขวา เป็น บรรดายักษ ์กำลังฉุดดึง ลำตัวพญานาค อยู่เช่นกัน เมืองพระนครหลวง มีคูเมือง ล้อมรอบ กว้างประมาณ 80 เมตร แต่ละด้าน มีความยาว 3 กม. กำแพง ล้อมทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้าน ก่อด้วย ศิลาแลง สูง 7 เมตร

ปราสาทบันทายสรี

ปราสาทบันทายสรี สร้างในสมัย พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 และ พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ในปีพ.ส. 1510 ในศานาฮินดู ไศวนิกาย ปราสาทแห่งนี้ แม้จะเล็ก แต่น่าประทับใจ สร้างด้วย หินทรายสีชมพู ดูสดใส ไมีมีปราสาทใดเสมือน จนหลายคน ขนานนามว่า เป็น ปราสาทแห่งความรัก ชาวฝรั่งเศส ให้ฉายาปราสาทแห่งนี้ ว่า รัตนชาติ แห่งศิลปะขอม เพราะการก่อสร้าง ทำด้วย หินทรายสีชมพู เนื้อละเอียด การสลักลวดลายจึงดูอ่อนช้อย ลายคมชัด มีชีวิตชีวา ภาพทับหลัง และ หน้าบัน ส่วนใหญ ่จะเป็นเรื่องราว ในมหากาพย์รามายาณะ หรือ รามเกียนติ์ ไม่ว่า จะมองมุมใด ปราสาทบันทายสรี ก็มีความงดงาม เป็นปราสาท ที่มีทับหลัง และหน้าบัน สมบูรณ์ที่สุด แม้กระทั่ง เรือนแก้ว ยังมีความงดงาม

ปราสาทพระขรรค์

ปราสาทพระขรรค์ ซึ่งเป็น ปราสาทขนาดใหญ ่ทางพุทธศาสนา พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับว่า เป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ นอกจาก จะทรง สร้างปราสาท ต่างๆ ขึ้นมากมาย เพื่อใช้เป็น ที่ประกอบ พิธีกรรมทางพุทธศาสนา ด้วยการสร้าง อโรคยศาลา ถึง 102 แห่ง ในบรรดา ปราสาทต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น ในสมัย ของพระองค ์ต้องยกให้ ปราสาทพระขรรค ์เป็นโครงการ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สร้างเพื่อ ถวายเป็น พระราชกุศล แด่พระราชบิดา สะพาน ข้ามคูเมือง หน้าโคปุระ ปราสาท มีประติมากรรมลอยตัว รูปเทวดา และยักษ ฉุดนาค ทั้งสองด้าน ของสะพาน ลักษณะคล้าย ประตูเมืองนครธม ความสำคัญ ของปราสาทพระขรรค์ อีกอย่างหนึ่ง คือ บริเวณ ปราสาท ใช้เป็น ที่ประทับ ชั่วคราว ของพระเจ้าชัยวรมัน ที่ 7 ระหว่าง การก่อสร้า งเมืองหลวง ที่ถูกกองทัพจามยึด และทำลาย ในปี พ.ศ. 1720 ภาพสลัก นารายณ์บรรทมสินธุ์ อยู่ที่ ระเบีบงด้านเหนือ ของตัวปราสาท โคปุระ ตัวปราสาท ชั้นนอก ด้านทิศตะวันออก มีต้น สะปง สูงใหญ่ ขึ้นเกาะกุม ระเบียงคตปราสาท ไขว้กันเป็นมุมหนึ่ง ที่สวยงาม ในศิลปะธรรมชาติ นักท่องเที่ยว นิยมมาบันทึกภาพ เสานางเรียง หน้าโคปุระ ของกำแพง ปราสาท ด้านทิศตะวันออก ยังคง เหลือภาพสลัก พระพุทธรูป เพียงภาพเดียว นอนนั้น ถูกสกัดทิ้งไป ในสมัย พระเจ้าชัยวรมัน ที่ 8 ที่ทรง นับถือ ศาสนาฮินดู

กลุ่มปราสาทหริหราลัย

นำท่าน ออกเดินทาง ตามเส้นทางหมายเลข 6 สู่ กลุ่มปราสาท หริหราลัย ประกอบด้วย ปราสาทโลเลย ปราสาทพระโค และ ปราสาทบากอง

ปราสาทพระโค

ปราสาทพระโค สร้างในสมัย พระเจ้าอินทรวรมัน ที่ 1 ในปี พ.ศ. 1442 ในศาสนา ฮินดู ไศวนิกาย มีปราสาท 6 หลังตั้งอยู่ บนฐานเดียวกัน เป็นปราสาทอิฐ 5 หลัง แต ่กรอบประต ูและกรอบหน้าต่าง สร้างด้วยหินทราย มีรูป วัวนนทิ หันหน้าเข้าหาปราสาท ซึ่งประดิษฐาน ศิวลึงค์ อยู่ในเขต เมืองหริหราลัย เบริเวณผนังปราสาท มีลายปูนปั้น ประกอบด้วย การสลักทับหลัง ศิลาทราย แบบนูนสูง รูปเทวรักษ์ หรือ ทวารบาล ที่ผนัง ปราสาทพระโค ทั้งสี่ด้านไม่ว่าจะเป็น หญิง หรือ ชาย มักยืนอยู่ ในซุ้มเรือนแก้ว ผู้ชาย มักใส่เครื่อง ศิราภรณ์ ประดับศรีษะ มือขวา ถือ หอก มือซ้าย เท้าสะเอว นุ่งผ้าจีบหน้า คาดเข็มขัดสวยงาม โดยเฉพาะ มือที่ถือหอก กำไม่สู้แน่นนัก ทำให ดูนุ่มนวน เหมือนท่า นาฎลักษณ์ ประติมากรรมลอยตัว รูปโคนนทิ ที่เรียกว่า ปราสาทพระโค เชื่อว่า เป็นเพราะ มีรูป โคนนทิ 3 รูป ตั้งอย ู่ด้านหน้าปราสาท

ปราสาทโลเลย

ปราสาทโลเลย เป็นปราสาทที่อยู่ในกลุ่มเทวสถานเมืองหริหราลัย สันนิษฐานว่า โลเลย มาจาก ราลัย อันเป็นชื่อท้ายของเมืองนั่นเอง
(หราลัย) ปราสาทโลเลยสร้างอยู่กลาง บารายอินทรตฎากะ หรือ สระน้ำของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ปัจจุบันได้ตื้นเขินไปหมดแล้ว พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 สร้างบารายเพื่อให้เป็นด่านป้องกันศัตรู อีกพระประสงค์หนึ่ง แต่พระองค์ก็ย้ายนครหลวงแห่งนี้ไปที่เมืองพระนคร เนื่องจากไม่สามารถที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์ที่เมืองหริหราลัยไปได้มากกว่านี้ นามของเมืองหริหราลัยจึงถูลบเลือนไป ปราสาทโลเลย สร้างอยู่บนฐานที่มีความกว้าง 80 เมตร ยาว 90 เมตร ก่อสร้างด้วยอิฐทั้งหมด มีโคปุระทางด้านทิศตะวันออกเพียงแห่งเดียว ปราสาทนี้เป็นกลุ่มปราสาทที่มีทั้งหมด 4 หลัง 2 หลัง อยู่ในแนวทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก อีก 2 หลังอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ การวางผังของปราสาทคล้ายกับปราสาทพระโค ต่างกันที่จำนวนปราสาทเท่านั้น ภาพสลักปราสาทโลเลย แม้จะทรุดโทรมมากแต่ยังมีภาพสลักอยู่ตรงกรอบประตู และภาพสลักหินทรายบนทับหลังพอที่จะสันนิษฐานได้ว่าปราสาทที่อยู่ทางทิศตะวันออกมีหน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ด้านซ้ายและขวาของเศียรช้างเอราวัณมีพวงอุบะ (พวงมาลัย) ด้านล่างและด้านบนของพวงอุบะมีลายก้านขด และลายดอกไม้ ที่หน้าบันเหนือทับหลังเป็นภาพสลักนูนต่ำของฤาษีทั้งหมดที่มีอยู่ 8 ตน กำลังนั่งบำเพ็ญตบะ ส่วนภาพที่กรอบประตูซึ่งทำจากหินทรายเป็นภาพของสิงห์คาบพวงอุบะออกมาจากปาก

ปราสาทบากอง

ปราสาทบากอง สร้างในสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ในปี พ.ศ. 1424 ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย เป็นปราสาทหินทรายตั้งอยู่บนฐาน 5 ชั้น สูงประมาณ 20 เมตร มีปราสาทเล็กหลายหลังตั้งอยู่บนฐาน มีปราสาทใหญ่ตั้งอยู่บนส่วนยอด ปราสาทบากองอยู่กลางเมืองหริหราลัย เป็นศูนย์กลางจักรวาลและเป็นปราสาทหินหลังแรกของอนาจักรขอม สร้างหลังปราสาทพระโคประมาณ 2-3 ปี เป็นปราสาทหลวง เป็นสัญาลักษณ์แห่งแรกในการสร้างปราสาทที่มีลักษณะเป็นปิรามิด ตัวปราสาทมีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นถูกสร้างขึ้นจากหินทราย ยกเว้นปรางค์ประธานที่อยู่ชั้นบนสุดยังสร้างขึ้นจากอิฐ สันนิษฐานว่าพังไปหมดแล้ว ชั้นที่ 1 ประกอบด้วยวิหารขนาดเล็กอยู่ที่มุมของทิศทั้ง 8 แต่ละชั้นของปิรามิดจะมีบันไดขึ้น ความกว้างยาวของฐานเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัส โดยรอบฐานแต่ละชั้นมีประติมากรรมลอยตัวรูปนาค และครุฑ ภาพสลักนางอัปสร ด้านข้างของบันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานของแต่ละชั้นมีภาพสลักนางอัปสร ขนาดสูงถึง 1.5 เมตร ชั้นสองภาพสลักยักษ์ สันนิษฐานว่าเป็นภาพในเรื่องรามเกียรติ์ ท่านสามารถรอชมพระอาทิตย์ตกดิน ที่ยอดปราสาทบากอง

กบาลสะเปียน

หลังจากนั้นพาท่านเดินทางต่อไปยังกบาลสะเปียน ระยะทาง 12 กม. จากปราสาทบันทายสรี และต้องเดินเท้าต่ออีก 2 กม. ไต่ระดับไปเรื่อยๆ แต่ไม่สูงชันนัก ตลอดทางมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมได้บรรยากาศร่มรื่นพอสมควร ก่อนถึงทางไปสู่ต้นน้ำและสายธารแห่งศิวลึงค์พันองค์ กบาลสะเปียน ถูกขนานนามจากแนวก้อนหินที่เกิดขึ้นตามะรรมชาติ โดยมีลักษณะคล้ายสะพานทอดข้ามสายน้ำเล็กๆ ซึ่งมีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาพนมกุเลน ทั้งพนมกุเลนและกบาลสะเปียนแม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละที่ แต่ก็มีสองสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้ผืนน้ำของท้องธารทั้งสองที่เหมือนกันคือ รูปศิวะสลัก หรือศิวลึงคองค์ย่อมๆ ไปถึงขนาดใหญ่นับพันองค์ และรูปโยนีสลักอีกจำนวนไม่น้อย แผ่ขนานไปตามความยาวของลำธารตื้นๆ เป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตรเลยที่เดียว กบาลสะเปียนสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีพระประสงค์ให้พราหมณ์ประกอบพิธีเสกน้ำให้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำน้ำไปประกอบพิธีหลวงในพระราชวังและเพื่อให้เหล่าประชาราษฎร์ นำไปบูชารักษาโรคภัยไข้เจ็บ นำไปใช้กับเรือกสวนไร่นาของตนได้ รูปสลักศิวลึงใต้น้ำ และรูปสลักทางศาสนาฮินดู ความน่าตื่นตะลึงของกบาลสะเปียนมีได้มีเพียงรูปสลักศิวลึงนับพันองค์คู่กับฐานโยนีใต้ท้องน้ำที่มีหินทรายทอดตัวขนานไปกับสายธารนั้น ยังมีภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ภาพพระพรหมสี่หน้า ภาพตรีมูรติมีพระศิวะ พระพรหม และพระวิษณุประทับทรงอยู่ในปรางค์ปราสาท การสลักภาพมีทั้งแบบนูนสูงและต่ำ โดยเฉพาะภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนศิลาทรายทั้งที่ใต้ท้องน้ำ ตามโขดหิน และก้อนหินขนาดใหญ่มีให้ชมมากกว่า 5 แห่ง จุดเด่นที่สุดของกบาบสะเปียน คือบริเวณเหนือสะพานหินธรรมชาติขึ้นไปเล็กน้อยจะมีน้ำตกเล็กๆ หลังไหลผ่านภาพสลักศิวลึงค์และโยนีที่ท้องธารกบาลสะเปียนแล้วยังไหลผ่านภาพจำหลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ นับเป็นอุบายเสกน้ำให้ศักดิ์สิทธิ์ของกษัติย์ขอมในอดีต น้ำตกกบาลสะเปีนย หลังจากไหลผ่านภาพสลักต่างๆ แล้วน้ำจะไหลตกลงมา ณ ผาแห่งนี้ ผู้คนชาวกัมพูชานิยมมาอาบน้ำ และนำภาชนะมารองรับไปฝากญาติมิตร สะพานหินที่ทอดยาวในป่า แม้น้ำจะสูงอย่างไรก็ไม่สามารถท่วมสะพานหินนี้ได้ แลเชื่อนี้ก็กลายมาเป็นกบาลสะเปียนอันมีความหมายตรงตัวว่า “สะพานหิน” ที่เกิดจากธรรมชาติ

ปราสาทบันทายสำเหร่

ปราสาทบันทายสำเหร่ สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในศาสนาฮินดูไศวนิกาย
และถือว่าเป็นต้นแบบของการสร้างมหาปราสาทนครวัดด้วย โดยจะมีขนาดเล็กย่อส่วนลงมา ปราสาทแห่งนี้มีรูปร่างคล้ายคลึงกับปราสาทหินพิมายของไทย จุดเด่นของปราสาทแห่งนี้อยู่ที่ภาพสลักที่หน้าบันและทับหลัง ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาเรื่องราวในมหากาพย์รามายาณะ ชมภาพหลักเรื่องเทพเจ้าที่เป็นที่นับถือของศาสนาฮินดู ชมรัศมีบนเศียรนาคที่มีเครื่องประดับที่มีความงดงามยิ่ง บริเวณที่สร้างปราสาทแห่งนี้ เคยเป็นที่อยู่ของชาวสำเหร่ (ชนกลุ่มน้อยของกัมพูชา) มาก่อน จึงเรียกปราสาทแห่งนี้ตามชาวสำเหร่ ที่ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากปราสาทในกลุ่มเมืองพระนคร อยู่ทางทิศตะวันออกของบารายตะวันออก ช่องทางเดินในปราสาทแต่ละหลังค่อนข้างจะแคบ ปรางค์ประธานตั้งอยู่ปรางค์เดียวไม่มีปรางค์บริวาร มีแต่เพียงบรรณาลัย อยู่ข้างปรางค์ประธาน
มีระเบียงคตอยู่โดยรอบปรางค์ประธาน

ปราสาทแม่บุญตะวันออก

หลังจากนั้นพาท่านชม ปราสาทแม่บุญตะวันออก ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 1495 ในศาสนาฮินดู ในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ย้ายเมืองหลวงกลับมาที่เมืองพระนคร โดย 16 ปีก่อนหน้านี้พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองพระนครไปตั้งที่เกาะแกร์ ปราสาทนี้สร้างขึ้นอยู่บนเกาะกลางบารายตะวันออก มีน้ำล้อมรอบเกาะอันเป็นที่ตั้งของปราสาทอยู่ แต่ในปัจจุบันน้ำในบารายแห้งไปหมดแล้ว

ปราสาทแปรรูป

ปราสาทแปรรูป สร้างในสมัยพระเจ้าเชนทรวรมันที่ 2 ในปีพ.ศ. 1504 ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย ปราสาทแปรรูปใช้วัสดุหลายชนิดในการก่อสร้าง ทั้งศิลาแลง หินทราย และอิฐ จุดประสงค์ในการสร้างเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ตามศิลาจารึกกล่าวไว้ว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงสร้างศิวลึงค์ ชื่อ ราเชนทรศวร เพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาในปราสาทนี้ ตามตำนานของชาวบ้านเล่าว่า บริเวณปราสาทเคยใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพ หลังจากถวายพระเพลิงพระศพแล้วนำพระอัฐิมาเรียงใหม่ก่อนการเก็บ หรือที่เรียกอย่างไทยว่า แปรอัฐิ
ปรางค์ประทานถูกสร้างอยู่เหนือฐานอิฐ 3 ชั้น แต่ละชั้นมีบันไดขึ้นไป 12 ชั้น รูปทรงลักษณะคล้ายปิรามิด ส่วนปรางค์บริวารทั้ง 4 อยู่บนฐานเดียวกัน ภาพสลักพระอินทร์ ที่ทับหลังของปรางค์ประธาน มีภาพสลักพระอินทร์เป็นเทพประจำทิศตะวันออก พวงอุบะ(พวงมาลัย) และเหล่าพรรณพฤกษาถือเป็นต้นแบบของศิลปะยุคแปรรูป ด้านข้างของเสากรอบประตูมีภาพสลักของเทพธิดา บันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานค่อนข้างชันและแคบ ปรางค์บริวารด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีภาพสลักของเทพธิดาที่งดงามบนอิฐ และปูนปั้นโบราณของพระนางลักษมี และพระวิษณุ
ภาพสลักพระนางอุมาเทวี และพระศิวะ ส่านปรางค์ประธานที่อยู่ตรงกลง มีถาพสลักพระพรหม 4 หน้า 4 กร

พนมบาเค็ง

ปราสาทพนมบาเค็ง สร้างในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 กลางพุทธศตวรรษที่ 15 ประมาณ พ.ศ.1450 ปราสาทพนมบาเค็งตั้งอยู่บนเขาลูกเล็กที่มีความสูงประมาณ 70 เมตร มีชื่อในสมัยก่อนว่า ปราสาทพนมกันดาล (พนม แปลว่า ภูเขา กันดาล แปลว่า กลาง) ตั้งอยู่กลางระหว่าง ปราสามพนมกรอบ กับปราสาทพนมบก ซึ่งอยู่บนภูเขาขนาดใกล้เคียงกัน ต่อมาเรียกปราสาทนี้ว่า ปราสาทพนมบาเค็ง ตามลักษณะของต้นบาเค็ง (คล้ายต้นมะขาม)ที่มีอยู่มาก ตัวปราสาทอยู่ใจกลางยอดเขาจำลองลัษณะมาจากปราสาทบากอง มีสถาปัตยกรรมคล้ายกัน รูปทรงแบบปิรามิด ที่ตัวระเบียงแต่ละชั้นมีปราสาทเล็กๆ 4 มุม ภายในปรางค์ประธานมีศิวลึงค์ตั้งอยู่ตั้งแต่ ค.ศ.907 ในปีที่เริ่มสร้างปราสาท พระพุทธรูปที่เห็นภายในปรางค์ประธานนั้น มีการอัญเชิญพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไปประดิษฐานบนแท่นหินทรายแทนศิวลึงค์เมื่อ พ.ศ. 2509 ปราสาทพนมบาเค็งเป็นศาสนสถานแห่งแรกของเมืองพระนคร ทางขึ้นอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นเขาสูงชัน บันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานมีอยู่ 5 ชั้น แต่ละชั้นมีปรางค์เล็ก 12 ปราสาท รวม 5 ชั้น
60 ปราสาท ส่วนบนยอดมีปรางค์บริวารล้อมรอบปรางค์ประธานอีก 4 ปราสาท เสมือนเป็นการจำลองยอดเขาพระสุเมรุรวมทั้งหมดมี 89 ยอด ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเขาจึงเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม โดยเฉพาะเห็นยอดปราสาทนครวัดผุดขึ้นกลางป่า นอกจากนั้นยังเห็นวิว 360 องศา เห็นบารายทิศตะวันตก ซึ่งกลางบารายจะมีเกาะเล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทแม่บุญตะวันตก ยังเห็นตัวเมืองเสียมเรียบ เห็นยอดเขาพนมบกที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 14 กม. ยอดเขาพนมกรอมที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 24 กม. และเทือกเขาพนมกุเลนทอดยาว

ปราสาทปักษีจำกรง

ปราสาทปักษีจำกรง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 ปลายพุทธศตวรรษที่ 15 พ.ศ. 1471 และบูรณะ
ในรัชสมัยพระเจ้าเชนทรวรมันที่ 2 ปราสาทปักษีจำกรงมีรูปทรงปิรามิด มีนิทานพื้นบ้านเล่าขานกันว่า พญานกได้นำเอาโอรสของพระราชา ซึ่งตกอยู่ในอันตรายระหว่างการแย่งชิงราชสมบัติมาเลี้ยงจนเติบใหญ่ จึงกลับมาชิงราชบัลลังก์คืนได้ และเมื่อปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัติย์ จึงได้ทรงสร้างปราสาทนี้ขึ้นเป็นการทดแทนบุญคุณของพญานก ตัวปราสาทสูงจากพื้น 27 เมตร มีฐาน 4 ชั้น ชั้นแรกสูง 15 เมตร มีบันไดทางขึ้นปราสาทได้ 4 ทิศ ค่อนข้างสูงชัน ตัวปราสาทมีทางเข้าทางเดียว คือ ทิศตะวันออก อีก 3 ประตูเป็นประตูหรอก มีฐานเป็นศิลาแลงสี่เหลี่ยมย่อมุม ศิลาแลงมีลักษณะดีไม่มีรูพรุน เสาประดับกรอบประตูและทับหลังทั้ง 4 ด้าน ทำด้วยหินทรายสลักลวดลายสวยงามมาก

ปราสาทธรรมานนท์

ปราสาทธรรมานนท์ สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกนอกประตูเมืองนครธม ตัวปราสาทหันหน้าเข้ากำแพงประตูเมือง นครธมจะอยู่ทางขวามือ ตรงข้ามกับปราสาทเจ้าสายเทวดา แต่มีขนาดเล็กกว่าตัวปรางค์ประธานของปราสาทยังสภาพดีอยู่ ในขณะที่กำแพงล้อมรอบพังทลายไปหมดแล้ว คงเหลือโคปุระซึ่งมีสัดส่วนกะทัดรัดสวยงาม เป็นปราสาทขนาดเล็ก ล้อมรอบด้วยคูน้ำที่ขอมโบราณเชื่อว่าเป็นน้ำที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ปราสาทนี้ต่างจากปราสาทเจ้าสายเทวดาตรงที่มีบรรณาลัยแห่งเดียวอยู่ท่างด้านขวามือ หรือทิศใต้ของปราสาทส่วนคูน้ำปัจจุบันแห้งไปหมดแล้ว ภาพสลักที่ประตูด้านหน้า ลายก้ามปูและนางอัปสรมีความงดงามเช่นเดียวกับปราสาทนครวัด ที่น่าสังเกตคือ มีรูปนางอัปสร รวมอยู่กับภาพทวารบาล ทับหลังด้านใน เป็นภาพสลักพระนารายณ์ทรงครุฑ ลักษณะพระนารายณ์แบะพระบาทอยู่บนไหล่ครุฑ มีอาวุธครบมือ ส่วนครุฑนั้นเอาหัวแหวกนาคออกมาอยู่กึ่งกลาง จึงมีหัวนาคข้างละ 2 หัว นับว่าแปลกและไม่มีในภาพสลักของ
ปราสามใดๆ ตัวปรางค์ปราสาท ลายก้านขดประกอบด้วยรูปคนและสัตว์ชนิดต่างๆ มาก สลักเป็นภาพนูนต่ำเสียมาก ประดับอยู่ตามส่วนต่างๆ และบรรณาลัย เช่น ผนังด้านหน้าปราสาท ที่โคปุระหลังย่อมๆ หน้าปราสาทภาพสลักครุฑยืนบิดกายอยู่บนมุมหลังคาของโคปุระอย่างสง่างาม

ปราสาทเจ้าสายเทวดา

ปราสาทเจ้าสายเทวดา สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นศิลปะแบบนครวัด ปราสาทเจ้าสายเทวดา ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนนจากปราสาทธรรมานนท์ เป็นปราสาทขนาดย่อม สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีลวดลายลักษณะสวยงามไม่ผิดจากปราสาทนครวัด เป็นปราสาทคู่กับปราสาทธรรมานนท์
ที่อยู่ใกล้กัน ถนนที่ตัดผ่านปราสาทนั้นอยู่ทางทิศเหนือ นักท่องเที่ยวจึงมักจะเดินเข้าสู่ปราสาททางด้านทิศเหนือ แต่ทางเข้าในสมัยโบราณนั้นอยู่ทางทิศตะวันออก ปราสาทเจ้าสายเทวดาทรุดโทรมลงมาก และกำลังได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง การเที่ยวชมอาจไม่สะดวกนัก ทางเข้าจะมีโคปุระมีสะพานซึ่งมีเสากลมๆ รองรับตัวสะพานอยู่รายเรียงกันอย่างสวงงาม ในสมัยโบราณปราสาทนี้มีการทำพิธีสักการะศิวลึงค์ การล้างบาปและพิธีกรรมต่างๆ เนื่องจากอยุ่ใกล้กับแม่น้ำเสียมเรียบ ซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนแม่น้ำคงคาในอินเดีย สะดวกในการทำพิธีกรรม

ปราสาทตาแก้ว

ปราสาทตาแก้ว สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 พุมธศตวรรษที่ 16 แม้ว่าจุดประสงค์ของการสร้างปราสาทตาแก้วเพื่ออุทิศแด่ พระศิวะในศาสนาฮินดู ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ทรงนับถือ แต่พระองค์ก็ทรงให้ความอุปถัมภ์
แก่พระพุทธศาสนา นิกายมหายานอย่างเปิดเผย ปราสาทตาแก้วเป็นปราสาทแรก ที่ทดลองนำหินทรายมาสร้าง ลักษณะเป็นปราสาท 5 หลัง ก่อด้วยหินเป็นชั้น 5 ชั้น สูง 20 เมตร ในชั้นที่ 2 มีระเบียงคตยาวติดต่อล้อมรอบ
เป็นปราสาทที่ยังสร้างไม่เสร็จดี พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 ผู้มีศักดิ์เป็นพระนัดดาขึ้นครองราชย์ต่อมา จารึกไม่ได้ระบุว่าพระองค์ทรงสร้างปราสาทต่อหรือไม่ เพราะเป็นการขึ้นครองราชย์ช่วงสั้นๆ จวบจนพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ขึ้นครองราชย์ จึงทรงสร้างปราสาทตาแก้วต่อจนสิ้นรัชกาลก็ยังไม่สำเร็จ ระเบียงคต ฐานแต่ละชั้นเริ่มมีระเบียงคต และมุงหลังคาด้วยอิฐ เสาในระเบียงคต สลักลวดลายไว้ แต่เสาภายนอกไม่มีการสลักภาพใดๆ เป็นปราสาทแรกที่ช่างขอมสามารถสร้างปราสาทด้วยหินทราย มีปราสาท 5 หลัง อยู่บนฐานเดียวกันได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
จากเดิมที่ใช้อิฐสร้างตัวปราสาท ลวดลายที่ฐานบัวสวยงาม ชมวิวจากยอดสูงสุดของปราสาทมองเห็นราวไพรร่มรื่น

ปราสาทตาเนย

ปราสาทตาเนย ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทตาแก้วประมาณ 600 เมตร เป็นปราสาทที่อยู่ในป่าไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ปราสาทนี้มีความสวยงามน่าชม ทางเข้าปราสาทอยู่ทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก เป็นปราสาทหินทรายที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ปัจจุบันได้ชำรุดทรุดโทรมลง มีต้นไม้ใหญ่เข้าชอนไชคล้ายกับปราสาทตาพรม ภาพหน้าบัน รูปเจ้าชายสิทธัตถะทรงม้า เพื่อออกบวช ด้านล่างเป็นรูปเทวดานั่งพนมมือ เป็นที่น่าสังเกตว่า
ภาพด้านล่างถูกทำลายโดยการสกัดภาพออก เมื่อพุทธศตวรรษที่ 19 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 นับถือศาสนาฮินดู

ปราสาทนาคพัน

ปราสาทนาคพัน สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พุทธศตวรรษที่ 18 ในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ตั้งอยู่ใจกลางบารายชัยตฏากะ แสดงถึงการชลประทานในสมัยอดีต ปราสาทมีลักษณะแปลก แต่จัดเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ที่สุด ภาพสลักส่วนใหญ่บนหน้าบันปราสาทองค์กลาง และศาลาหินที่อยู่รอบทั้งสี่ทิศเกี่ยวกับคติธรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่ถูกดัดแปลงหรือทำลายไปในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ที่ทรงนับถือศาสนาฮินดู ผู้ที่ได้มาอาบ หรือดื่มกินน้ำจากสระแห่งนี้โดยผ่านจากปากของราชสีห์ ช้าง ม้า และ มนุษย์ ที่อยู่ในศาลาทั้ง 4 ทิศ เชื่อว่าจะรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

ปราสาทตาสม

ปราสาทตาสม เป็นปราสาทขนาดเล็กหากเทียบกับปราสาทตาพรม หรือปราสาทบันทายกเดย ปราสาทแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนเล็กๆ คือ โคปุระด้านนอก และกำแพงล้อมรอบ โคปุระด้านใน และปรางค์ประธาน พร้อมกับระเบียงคตทั้งสี่ด้าน มีบรรณาลัยอยู่ภายในระเบียงคต กำแพงด้านนอก กว้าง 200 เมตร ยาว 240 เมตร ทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก เข้าสูโคปุระด้านในจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ระเบียงคตรอบปรางค์ประธานมีความยาว 30 เมตร กว้าง 20 เมตร บรรณาลัยอยู่ทางทิศเหนือ และใต้ด้านหลัง เนื่องจากถนนตัดผ่านด้านหลังปราสาท

ปราสาทแม่บุญตะวันตก

ปราสาทแม่บุญตะวันตก ปราสาทนี้ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ตรงกลางของบารายตะวันตก ถูกสร้างขึ้นโดย
พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 เพื่อเก็บกักน้ำสำหรับเมืองพระนคร มีความลึก 7 เมตร กักน้ำได้ถึง 123 ล้านลูกบาศก์ลิตร
ปัจจุบันปริมาณน้ำที่บารายแห่งนี้ใกล้เคียงกับยุคโบราณที่สร้างขึ้นมา จึงเป็นประโยชน์สำหรับการเกษตรและการประมง ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ถึง 17 พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 มีพระบัญชาให้สร้างปราสาทแม่บุญตะวันตกขึ้นกลางเกาะในยุคสมัยเดียวกัน ต้องเดินทางด้วยการนั่งเรือข้ามไปยังเกาะกลางบาราย จึงไม่เป็นที่นิยม ประกอบกับตัวปราสาทพังหมดแล้ว หากเราขึ้นเขาพนมบาเค็ง จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว้างไกล และมองเห็นดวงอาทิตย์ตกที่บารายแห่งนี้

ปราสามแม่บุญตะวันออก

ปราสามแม่บุญตะวันออก สร้างในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ในปีพ.ศ.1495 ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย
ก่อนการก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ทรงสร้าง บาราย ยโศธรตฎากะ จุดประสงค์เพื่อให้มีน้ำใช้กันทั้งเมือง ต่อมาภายหลังพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 จึงสร้างปราสาทแม่บุญตะวันออกขึ้นกลางบาราย ปราสาทแม่บุญตะวันออกเปรียบเสมือนวิหารอยู่บนยอดเขา มีความสูงทั้ง 3 ชั้น จากพื้นถึงยอดปรางค์สูง 28 เมตร ปัจจุบัน
บารายล้อมรอบไม่มีน้ำแล้ว

ปราสาทกระวาน

ปราสาทกระวาน ความหมายของกระวาน คือ ดอกนมแมว ซึ่งเคยมีอยู่มากโดยรอบปราสาทแห่งนี้ เป็นปราสาทขนาดเล็กสร้างบนฐานเดียวกัน 5 ปราสาท เรียงกันในแนวเหนือใต้ ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ สังเกตได้จากภาพสลักที่ปรากฎอยู่ ณ ปรางค์ประธาน จะพบภาพสลักเป็นรูปพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ตรีวิกรม
และนารายณ์ทรงครุฑ นอกจากนี้ปราสาททางด้านทิศเหนือ ยังมีภาพสลักพระนางลักษมี ชายาของพระวิษณุ

ปราสาทบันทายกเดย

ปราสาทบันทายกเดย มีลักษณะคล้ายปราสาทตาพรหม และปราสาทพระขรรค์ แต่มีขนาดเล็กกว่าโคปุระทั้ง 4 แห่ง
มีพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หันพระพักตร์ไป 4 ทิศ เช่นเดียวกับที่ปราสาทบายน โดยมีกำแพงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ปรางค์ประธานมีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่ จัดเป็นวัดทางพุทธศาสนา มีสภาพทรุดโทรมมาก

สระสรง

สระสรง เป็นสระที่มีน้ำขังนับพันปีแล้ว หลังจากเที่ยวชมปราสาทบันทายกเดยแล้วทางออกทางทิศตะวันตกจะนำท่านสู่สระสรง เดินไปเยี่ยมชมได้เลย ท่าของสระสรงสร้างด้วยหินทราย มีบันไดลงไปถึงพื้นน้ำ จุดประสงค์ของการสร้างเพื่อเป็นศาสนสถานพร้อมกับปราสาทบันทายกเดยในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เชื่อกันว่าใช้เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์

ปราสาทตาพรหม

ปราสาทตาพรหม จัดว่าเป็นวัดในพุทธศาสนา เป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1729
เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดา ปราสาทตาพรหมถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้เห็นสภาพที่แท้จริงว่าอยู่กับธรรมชาติเกือบ 500 ปีท่านจะเห็นต้นไม้เกาะกุมและชอนไชไปยังส่วนต่างๆ ของปราสาท ช่วยให้บรรยากาศดูลึกลับ และ สวยไม่เหมือนกับปราสาทใด ๆ ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุด เรียก ต้นสะปง ภายในมีภาพสลักคติธรรมทางพุทธศาสนา ตอนพระแม่ธรนีบีบมวยผม ซึ่งเป็นตอนที่มีมารมาผจญเจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า

สะเปียนทะมอ

สะเปียนทะมอ สร้างเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำเสียมเรียบ สะเปียนทะมอ อยู่ด้านซ้ายของถนน จากประตูชัยของเมืองพระนครหลวง เป็นสะพานหินดั้งเดิมของขอมโบราณวิธีการสร้างเช่นเดียวกับการสร้างปราสาทต่างๆ ซึ่งเสาหินหรือฐานเป็นวงโค้งแคบ ๆ รองน้ำหนักเนื่องจากความแคบของเสา สายน้ำจึงไหลผ่านได้ยากขึ้น ทำให้ต้องสร้างสะพานยาวเป็น 2 เท่าของความกว้างของแม่น้ำ สายน้ำพัดพาตะกอนมาทับถมที่เสาสะพานมากขึ้นจึงทำให้น้ำเปลี่ยนเส้นทางไปไหลอ้อมหัวสะพานทั้งสองข้าง ถ้าสังเกตเสาสะพานนี้จะมีหินหลายชิ้นมีภาพสลักแสดงให้เห็นว่าผู้สร้างใช้หินจากปราสาทต่างๆ มากมายหลายยุคหลายสมัยมาสร้าง

ลานพระเจ้าขี้เรื้อน

ลานพระเจ้าขี้เรื้อน สร้างขึ้นปลายพุทธศตวรรษที่ 18 โดยที่ไม่ทราบชื่อ เลยถูกขนานนามขึ้นมาใหม่เชื่อกันว่าเป็นศาลตัดสินโทษ ผนังของลานสันนิษฐานว่าถล่มลงมา และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ทั้งหมด มีความยาว 25 เมตร สูง 6 เมตร

ลานช้าง

ลานช้าง สูงจากพื้น 3 เมตร ผนังฐานพลับพลาสร้างด้วยหินสลักเป็นรูปช้าง และครุฑพ่าห์ พื้นพลับพลาเป็นหินตั้งอยู่ด้านหน้าช้าง ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองพระนคร หันหน้าสู่ลานกว้างเรียกว่า สนามหลวง ลักษณะเป็นระเบียงยาว 350 เมตรประตูพระราชวังมีมุขยื่นออกมาทั้ง 2 ด้าน คือมุขช้างเอราวัณ และมุขรูปครุฑพ่าห์ มีบันไดใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลางซึ่งเป็นทางพระราชดำเนินใช้ไปยังสนามหลวงของกษัตริย์เท่านั้น จุดประสงค์ในการสร้างเพื่อให้กษัตริย์ทอดพระเนตรการสวนสนาม การซ้อมรบ การเฉลิมฉลอง ตลอดจนต้อนรับพระราชอาคันตุกะ

ปราสาทซัวร์ปรัต

ปราสาทซัวร์ปรัต สร้างขึ้นเพื่อใช้ทำการแสดงการไต่เชือกให้กษัตริย์ทอดพระเนตร มีทั้งหมด 12 ปราสาท สร้างเรียงเป็นแถวอยู่บริเวณสนามหลวง 12 ปราสาทใช้แทน 12 นักษัตร โดยการนำเชือกเส้นใหญ่ที่ทำจากหนังวัวหนังควายมาผูกไว้ที่ยอดของปราสาทแต่ละปราสาท ตามบันทึกของจิวต้ากวน ปราสาทนี้ยังใช้เป็นที่ตัดสินนักโทษ โดยจะให้คู่กรณีเข้าไปอยู่ในปราสาทตามปีเกิดของตน ในกำหนดเวลา หากผู้ใดมีอาการเจ็บป่วย ผู้นั้นจะถูกตัดสินว่ากระทำความผิด ส่วนผู้ที่ไม่เป็นอะไรเลยแสดงว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

ปราสาทพิมานอากาศ

ปราสาทพิมานอากาศ เป็นปราสาทหลังเดียวที่ก่อสร้างด้วยหินทรายอยู่บนฐานศิลาแลงซ้อนกันเป็น 3 ชั้นคล้ายปิรามิด ทางเข้าชมต้องเดินผ่านฐานขึ้นบนพลับพลาสูงไปตามบันไดครุฑ เมื่อขึ้นสู่พลับพลาสูง จะเห็นประติมากรรมลอยตัวรูปสิงห์ ศิลปะสมัยบายน ยืนผงาดอยู่เชิงบันไดทั้งสองข้าง บนฐานสูงแห่งนี้ยังมีร่องรอยการปลูกสร้างพลับพลาในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ใช้ออกว่าราชการ ตรวจพลสวนสนาม หรือประกอบพิธีทางศาสนา ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยอีกแล้ว

ปราสาทบาปวน

ปราสาทบาปวน จัดเป็นปราสาทแรกในกลุ่มปราสาทเมืองพระนคร มีทางเดินเข้าสู่ตัวปราสาทเป็นสะพานหินยกระดับทอดยาว ทางเดินเข้าผ่านโคปุระรูปกากบาท 3 ทาง เป็นปราสาทที่มียอดสูง มีหลักฐานจากบันทึกของ
จิวต้ากวนราชทูตจากเมืองจีน ในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวว่า ยอดปราสาทบาปวนเคลือบด้วยสัมฤทธิ์แลอร่ามแต่ไกล หากยอดไม่พังเสียก่อน คาดว่าปราสาทนี้จะมีความสูงกว่าปราสาทพิมานอากาศ ปัจจุบันได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง

ปราสาทบายน

ปราสาทบายน เป็นปราสาทหลวงประจำรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นเพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นิกายมหายานอย่างยิ่ง แม้จะเป็นปราสาทไม่ใหญ่โตเท่านครวัด แต่มีความแปลก และดูลี้ลับ
ทั้งปราสาทมีแต่ใบหน้าคน ปรางค์ปราสาททั้ง 54 ปรางค์ ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หันหน้าไปทั้ง 4 ทิศ เพื่อสอดส่องดูแลทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มแบบนี้เรียกว่า
ยิ้มแบบบายน ที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ใบหน้าเหล่านั้นรวมกันได้ 216 หน้า แต่ปัจจุบันพังทลายลงไปเหลือไม่ครบแล้ว

ปราสาทเบย

ปราสาทเบย มีความหมายว่า ปราสาท 3 หลัง สร้างขึ้นจากอิฐ โดยการนำมาเรียงกัน สันนิษฐานว่าสร้างไม่เสร็จ
จนกระทั่งได้รับการบูรณะจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1960 ภายในปรางค์มีแท่นศิวลึงค์ตั้งอยู่

ปราสาททะมอ บายกะแอก

ปราสาททะมอ บายกะแอก สร้างในยุคเดียวกับปราสาทเบย ปัจจุบันมีเพียงฐานของอิฐ และมีศิวลึงค์อยู่บนฐานนั้นแทบจะไม่เหลือโครงร่างแล้ว

พนมกุเลน

พนมกุเลน อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบประมาณ 50 กม. ให้ท่านขึ้นนมัสการพระพุทธรูปปางไสยาส วัดพระองค์ธม เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากก้อนหินธรรมชาติก้อนใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนยอดพนมกุเลน ฐานของพระองค์นี้ยังคงเป็นหินธรรมชาติ แกะสลักเอาเฉพาะยอดหิน โดยมีการสร้างโบสถ์ลอยฟ้าเล็กๆ เพื่อกันแดดฝนคลุมไว้ให้กับองค์พระ ใต้ฐานพระพุทธรูปมีรูปสลักรูปเทพพนมมือ และเทพถวายของให้พระพุทธเจ้า การขึ้นไปชมนั้นต้องปีนบันไดที่สูงสิบกว่าเมตรขึ้นไปยังโบสถ์ และยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม เห็นราวป่าเขียวชะอุ่ม พระพุทธรูปนี้ถูกสร้างขึ้นในปีพุทธศักราช 1701 ในสมัยพระเจ้าศรีสุคณธบุตร และพระเจ้าองค์จันทร์ที่ 1 หลังจากนั้นพาท่านชม น้ำตำพนมกุเลน ชมความมหัศจรรย์ของศิวลึงค์พันองค์ แล้วชมสายน้ำที่ไหลลดหลั่นลงสู่ที่ต่ำ ก่อให้เกิดชั้นน้ำตกสวยงามถึงสองชั้น ชั้นแรกเป็นน้ำตกชั้นเล็ก ดูสวยงามน้ำไหลลงเป็นม่าน ส่วนชั้นล่างมีทางเดินเลาะลงไปเล็กน้อยจะพบชั้นน้ำตกสูงสวยงามมาก สายน้ำทิ้งตัวลงสู่แอ่งน้ำใหญ่เบื้องล่าง ท่านจะได้ชม ศิวลึงค์พันองค์ใต้น้ำ ศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายนั้น บูชาศิวลึงค์ว่าเป็นต้นกำเนิดของสรรพชีวิต ศิวลึงค์นั้นก็คืออวัยวะเพศของชายใช้แทน พระศิวะ และฐานโยนีแทนอวัยวะเพศของหญิง แทนพระอุมาเทวี ชาวฮินดูเชื่อว่าตราบใดที่อวัยวะทั้งสองนี้อยู่ด้วยกัน ตราบนั้นโลกจะอยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรือง สำหรับกสรบูชาศิวลึงค์นั้นพราหมณ์จะเป็นคนเอาน้ำมาราดบนศิวลึงค์และน้ำที่รดไหลไปนั้นจะไปออกที่ช่องโยนี ลงไปสู่ท่อโสมสูตรผู้คนจะมารองรับน้ำนี้ไปดื่มกิน เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้

โตนเลสาบ

อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบ ประมาณ 15 กม. ในช่วงฤดูแล้งน้ำจะแห้งขอดลงไปมาก

ต่างจากในช่วงฤดูฝนระดับน้ำจะเอ่อขึ้นมาถึงทาเรือพนมครอม สำหรับช่วงฤดูแล้งเราจำเป็นต้องขับรถ
ลงไปอีกประมาณ 4-5 กม. จึงจะถึงจุดลงเรือล่องโตนเลสาบ
Tone Sap Lake เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่กว้างใหญ่ที่สุดในเอเซีย ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่
กำปงทม กำปงชะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และ เสียมเรียบ ในฤดูฝนน้ำจะท่วมถึง 7,500 ตาราง กม.
ลึก 10 เมตร โตนเลสาบมีปรากฎการณ์พิเศษผิดธรรมชาติ นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางการกสิกรรม
และประมงของประเทศกัมพูชา ความมั่งคั่งของประเทศกัมพูชาจำเป็นจะต้องอาศัยทะเลสาบแห่งนี้
ในช่วงฤดูมรสุมจะส่งผลให้ท้องน้ำในทะเลสาบขยายกว้างขวางออกไปเหมือนอ่างเก็บน้ำธรรมชาติ
ขนาดใหญ่ และจะค่อย ๆ ระบายน้ำออกมาในช่วงฤดูแล้งที่แห้งแล้งและร้อนอบอ้าว นอกจากนี้ยังพา
ดินตะกอนอันอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงมาทับถมเป็นบริเวณกว้างทำให้พื้นที่บริเวณนี้เหมาะแก่การ
เพาะปลูก นอกจากนี้ภายในทะเลสาบยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิดมากกว่า 300 ชนิด
สายพันธุ์ นับได้ว่าภายในโตนเลสาบแห่งนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียก็ว่าได้
เราสามารถนั่งเรือชมวิธีชีวิตของชุมชนชาวประมงในโตนเลสาบ ซึ่งดำรงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย
เรือพายขายของโชว์ห่วยของชาวเวียดนามอพยพด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็ก ๆ ส่องแสงประกาย
ให้เห็นระยะไกล ๆ ชาวเรือนแพในโตนเลสาบยังใช้ตะเกียงดวงเล็ก ๆ เป็นเครื่องนำทางส่องแสงสว่าง
ไปทุก ๆ ซอกซอยที่เรือจะเข้าไปถึง ชาวเรือแพที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบส่วนใหญ่เป็นชาวเวียดนาม
ที่อพยพเข้ามาอยู่ในเขมรเมื่อครั้งที่ทหารเวียดนามเข้ามาขังไล่กองกำลังทหารเขมรแดงของนายพล
พอลพต จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีท่าทีที่จะเดินทางกลับประเทศของตนอาศัยอยู่ร่วมกับชาวเขมร
ในโตนเลสาบมาจนถึงทุกวันนี้ จนดูเหมือนกับเมืองลอยน้ำ หรือ Wate World ก็ว่าได้
ช่วงเวลาเหมาะสมที่ควรจะมาชมก็คือ ช่วงใกล้ค่ำเพราะอากาศไม่ร้อนและจะได้เห็นวิถีชีวิตของ
ชาวแพพร้อมพระอาทิตย์ตกดินในโตนเลสาบอีกด้วย
สำหรับค่าเข้าชม พร้อมเรือนั่งชมโตนเลสาบ คนละ 7 USD

ปราสาทเกาะแกร์

ปราสาทเกาะแกร์ อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบ ระยะทางประมาณ 133 กม. โดยใช้เส้นทางหมาย
เลข 6 ทางไปกรุงพนมเปญเส้นทางราดยางอย่างดี จนมาถึง ตลาดดำเร็ก จากนั้นเลี้ยวซ้ายมือไปตาม
ถนนราดยางสลับกับลูกรัง ผ่านหน้าทางเข้า ปราสาทบึงมาเลีย สองข้างทางเป็นหมู่บ้านชาวเขมร
ตามต้นไม้มีป้ายหัวกระโหลกบอกให้เราทราบว่าเป็นเขตอันตรายห้ามเดินเข้าไปใกล้ อาจจะถึงตายได้
เพราะเหยียบกับระเบิด ถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียมเดินทางเข้าไปชม ปราสาทเกาะแกร์ คนละ 10 USD
เป็นค่าสร้างถนนเข้าไปยัง ปราสาทเกาะแกร์
ปราสาทเกาะแกร์ เป็นปราสาทที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมน้อยมาก เพราะห่างไกลจากตัวเมือง
และ อันตรายจากกับดักระเบิดในบางจุดที่ยังเก็บกู้ไม่หมด ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป
บริเวณด้านหน้าทางเข้าสู่ปราสาทเกาะแกร์มีร้านจำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มอยู่ หนึ่งร้านพร้อม
ตำรวจเขมรที่คอยรักษาการณ์ดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
ลักษณะปราสาทที่มองเห็นมีลักษณะคล้ายกับปราสาทสามแห่งมารวมกันเป็นปราสาทเดียวกันคือ
ปราสาทพิมานอากาศ ปราสามปักษีจำกรงผสมกับปราสาทพนมบาเค็ง บรรยากาศทางเดินเข้าไปยัง
องค์ปราสาทชั้นในสุดร่มรื่นด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่มีอายุนับพันๆ ปี องค์ปราสาทชั้นนอกชำรุดทรุดโทรม
เพราะพิษภัยของสงครามกลางเมืองครั้งที่ผ่านมา องค์ปราสาทชั้นในสุด รูปลักษณ์ขององค์ปราสาท
มีลักษณะเป็นชั้น ๆ คล้ายกับปราสาทพิมานอากาศในเมืองพระนคร มีความสูง 35 เมตร จำนวน 7 ชั้น
มีบันไดทางขึ้นไปจนถึงยอดบนสุด 90 ขั้น ด้านบนสุดขององค์ปรางค์ปราสาทเป็นที่ตั้งของศิวลึงค์
ขนาดยักษ์ ซึ่งบัดนี้ไม่ทราบว่าสูญหายไปไหนแล้ว มีแต่แท่นโยนีที่ล้มอยู่เท่านั้น ล้อมรอบด้วยกำแพง
หินสูงประมาณ 2 เมตรทั้งสี่ทิศ ปราสาทเกาะแกร์คาดว่า สร้างในราวปี พ.ศ. 1465-1490
ก่อนปราสาทนครวัด ประมาณ 200 ปี

November 13, 2008

พนมเปญ

Phnom Penh

พนมเปญ

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

เจดีย์อุดง

Oudong

คำว่า ” อุดง “ มีความหมายว่า ชัยชนะ เจดีย์อุดง ตั้งอยู่บนยอดเขา มีความสูงประมาณ ๒๐๐ เมตร มีถนนลาดยาง ขึ้นไปจนเกือบ ถึงยอดบนสุด ของภูเขา ด้านบน มีที่จอดรถ มีบันไดปูน ความสูงประมาร ๒๐๐ เมตร เดินเท้าขึ้นไป ยังบนสุดของ องค์เจดีย์ ทั้งสามองค์ ซึ่งเป็น ที่บรรจุ พระบรมอัฐิธาตุ ของเจ้ามณีวงศ์ เจ้านโรดม และ พระเจ้าสุริโยพรรณ (กษัตริย์เขมรศตวรรษที่ ๑๗) อยู่ภายใน จากบนยอดสุดของเจดีย์อุดง สมารถมองเห็น ทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนา ของประเทศกัมพูชา ตลอดจน เห็นกรุงพนมเปญ ซึ่งอยู่ห่างออกไป ๓๕ กิโลเมตร

เจดีย์อุดง เป็นที่เคารพ เลื่อมใส ของชาวเขมรทุก ๆ วัน จะมีประชาชนจำนวนมาก มากราบไหว้ บูชามากมาย

พระบรมมหาราชวัง (พระราชวังเขมริทร์)

Royal Palace

ชาวเขมร เรียกว่า ” พระราชวังเขมริทร์ “ ด้านหน้า พลับพลาที่ประทับ มีพระบรมรูปของ เจ้านโรดมสีหมุนี ประดิษฐานอยู่ เขตพระราชสุสานชั้นใน ในปัจจุบันนี้ ยังคงใช้เป็นที่ประทับ ของพระมหากษัตริย์ เป็นเขต หวงห้าม พระราชวังเขมรินทร์ สร้างขึ้น ตามรูปแบบศิปละเขมร โดยความช่วยเหลือ ของฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. ๑๘๖๖ ใช้เป็น ที่ประทับของ เจ้านโรดมสีหนุ นับจาก พระองค์เสด็จนิวัติ สู่กรุงพนมเปญในปี ๑๙๙๒ เป็นต้นมา

เปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชมเวลา ๐๗.๓๐ – ๑๑.๐๐ และ ๑๔.๐๐ – ๑๗.๐๐ ทุกวัน

ค่าเข้าชม ท่านละ ๓ usd , ค่ากล้องถ่ายรูป ท่านละ ๒ usd

วัดพระแก้ว

Silver Pagoda

หรือ พระเจดีย์เงิน ภายในประดิษฐาน พระพุทธรูป คู่บ้านคู่เมือง ของกัมพูชา มีพระพุทธรูป ประดิษฐาน ๒ องค์ คือ พระแก้วมรกต สมัย ศตวรรษที่ ๑๗ และ พระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ หนัก ๙๐ กิโลกรัม ประดับด้วย เพชร ๙,๕๘๔ เม็ด เม็ดใหญ่ที่สุดหนัก ๒๕ กะรัต สมเด็จเจ้านโรดม สร้างขึ้นใน ปี ค.ศ. ๑๘๙๒ ต่อมา ในสมัย สมเด็จ เจ้านโรดมสีหนุ ได้มีการสร้างขยาย ต่อเติมออกไป อีก ในปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ด้านขวามือ ของพระบรมมหาราชวัง มีตึกเก่า สมัยโคโลเนียล สีเหลือง สลับขาว เป็นที่ทำการ ขององค์การสหประชาชาติ
อาคารพิพิธภัณฑ์สภานแห่งชาติ ของกัมพูชา เป็น อาคารสีแดงสด รูปทรงคล้ายวัด อยู่ติดกับ พระบรมมหาราชวัง ภายใน เก็บรวบรวม โบราณวัตถุล้ำค่า ของกัมพูชา ตั้งแต่ยุคเก่า ที่สุดราว ๑,๕๐๐ ปี จนถึง ศิลปสมัยบายน เมื่อ ๘๐๐ ปี ที่ผ่านมา (ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด)
ค่าเข้าชม ท่านละ ๓ usd
เปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชมเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ ทุกวัน

วัดพนม

Wat Phnom

wat-phnom-phnom-penh

ตั้งอยู่ บนเนินเขา มีความสูงประมาณ ๒๗ เมตร ประตูทางเข้า หันหน้าไปทางทิศ ตะวันออก มีนาฬิกาขนาดยักษ์ แขวนอยู่ ด้านหน้า ทางขึ้น มีบันไดนาค แต่ไม่สุงมากนัก วัดพนม เป็นที่รวบรวมความเชื่อต่าง ๆ เป็นวัดใน นิกายเถรวาท วิหารใหญ ่สร้างขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. ๑๙๒๖ ภายในวิหาร มีภาพจิตกรรม ฝาผนัง วาดเป็นเรื่องรามเกียรติ์ ลานหน้าวัดทิศใต้ มีศาลาหลังเล็ก ๆ ใช้ตั้งรูปปั้น ของยายเป็ญ หรือ ยายเพ็ญ ผู้ก่อตั้ง วัดแห่งนี้

ตลาดกลางซาตามัย

Phsav Thmey

the-central-market

ตลาดซาตามัย (สวนจตุจักรแห่งกรุงพนมเปญ) ตลาดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๓๙ สมัยกัมพูชา ยังเป็นอาณานิคม ของฝรั่งเศส ลักษณะโครงสร้าง เป็นสไตล์ฝรั่งเศส (อาร์ตเดโก) ทาสีเหลืองซึ่งเป็นสียอดนิยมในกัมพูชา แผนผังของตลาดกลาง ทำเป็นรูป กากบาท มีปีกอาคาร ยื่นออกมาจากโดม ที่ตั้งอยู่กึ่งกลาง มองดูคล้าย ทรงซิกกูแรต ของพวกบาบิโลน สิ้นค้าภายในตลาด ส่วนใหญ่ มาจากไทย จีน เวียดนาม บริเวณโดยรอบตลาด เป็นตลาดต้นไม้ และ ไม้ดอก คล้ายปากคลองตลาดบ้านเรา

คุกตวลสเลง

Toul Sleng

หรือค่าย S-๒๑ ตั้งขึ้น ในสมัยเขมรแดง ค.ศ. ๑๙๗๕ – ๑๙๗๘ (Toul Sleng Genocide Musem ) คุกนี้เดิม เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ ของรัฐบาล หลังจาก ันที่ ๑๗ เมษายน ค.ศ. ๑๙๗๕ เขมรแดง ได้รับชัยชนะ พอลพต ได้สั่ง ปิดโรงเรียนแห่งนี้ โดยยึด เอาอารคารทั้งหมด เป็นกองบัญชาการ เรียกว่า (S-๒๑) ถือว่า เป็นกองบัญชาการ ที่ใหญ่ที่สุด ของเขมรแดง จากนั้น ดัดแปลง โดยสร้างรั้ว ขึ้นมาใหม่สองชั้นให้มิดชิด แข็งแรง ไม่ผิดกับคุก แถมยังขึงรวดหนาม ปล่อย กระแสไฟฟ้า ไว้กันนักโทษ จากนั้น นำผู้ต้องสงสัย คือ คนเขมร ระดับปัญญาชน อาทิ ครูอาจารย์ ข้าราชการ พ่อค้า ตลอดจน ประชาชนตาดำ ๆ มาสอบสวน และทรมานจนตายคาคุก หรือไม่ก็ส่งไป แดนประหารเจียงเอ็ก ซึ่งอยู่ ห่างออกไป ทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ภายในคุกตวลสเลง ประกอบด้วย อาคารเรียน ๓ ชั้น เป็นรูป ตัวยู อาคาร ๒ หลังแรก ทาสีเหลืองซีด ๆ สภาพเก่าคร่ำคร่า ขาดการบูรณะ ซึ่งเป็น นโยบายของรัฐบาล ให้คงสภาพเดิม ๆ ไว้มากที่สุด เพื่อสะท้อน ให้เห็น ความโหดร้าย ของสงคราม ที่คนในชาต ิกระทำต่อ คนชาติเดียวกันเอง

อาคาร A เป็น คุกสอบสวน มีเตียงวางอยู่กลางห้อง พร้อมโซ่ตรวน แสดงว่า เหยื่อถูกล่ามโซ ่อยู่คนเดียวตลอดเวลา ข้างเตียง มีกระป๋องสังกะสีเก่าคร่ำคร่า ใบหนึ่ง คงใช้เป็นที่ ถ่ายหนักเบา ห้องเรียน ถูกก่อกำแพงกั้น ซอยออก เป็น ๑๐ ห้อง ไว ้คุมขังเดี่ยว

tuol-sleng-museum-museum-of-genocide

อาคาร B ตามฝาผนัง มีรูปของเหยื่อ ผู้เคราะห์ร้าย อยู่นับเป็นรัอย ๆ คน สายตา แต่ละคนแสดงถึง ความท้อแท้สิ้นหวัง ด้านล่าง มีตู้กระจกขนาดใหญ่ ภายใน ตู้กองสุมด้วยเสื้อผ้า ของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เอาไว้เต็มตู้ พร้อมกับ กลิ่นอับ ของเสื้อผ้า ที่เก็บไว้ นานหลายสิบปี เดินเข้าไปดู ตามห้องต่าง ๆ คล้าย ห้องแสดงภาพเขียน ของจิตกร เพราะ ตามผนัง มีภาพเขียนสีน้ำมัน แขวนอยู่ เต็มห้องไปหมด ภาพเขียน เหล่านี้ แสดงถึง วิธีการทารุน และการฆ่า ที่เขมรแดง กระทำ ต่อผู้เคราะห์ร้าย ชาวเขมรด้วยกันเอง

camb2950tuol-sleng-genocide-museum1

าคาร C ห้องสุดท้าย มีแผนที่ประเทศกัมพูชา ทำด้วยกระโหลกศรีษะ ชาวเขมรนับร้อย ตรงกลางคือ โตนเลสาบ แดงเป็นสีเลือด

ค่าเข้าชม ท่านละ ๒ usd
เปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชมเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ ทุกวัน

ทุ่งสังหารเจียงเอ็ก

Cheung Ek Memorial

ห่างจากพนมเปญ 15 กิโลเมตร หรือที่รู้จักกันว่า ” Killing Fields ” ภาพถนนทรุดโทรมมาก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หลังจาก ที่ทรมาร ผู้เคราะห์ร้ายแล้ว ก็นำมา สังหารที่นี้ ชาวเขมรแดง หรื“Khmer Rouge” เขมรแดง ยึดอำนาจจาก นายพล ลอนนอลได้ เมื่อ วันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ กรุงพนมเปญแตก เขมรแดง ปกครองประเทศกัมพูชา จนเขมรแดง สิ้นอำนาจลง เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒ วันเวลา ๓ ปี ๘ เดือน ๒๐ วัน แขมรแดง ได้ทำการล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อนร่วมชาติ ชาวเขมรด้วยกัน ตายไปราว ๆ  ๓ ล้านคน สาเหตุ ที่ชาวเขมรแดง ฆ่าคนเขมรด้วยกัน เพราะปัญหา ชนชั้น เขมรแดง ต้องการขจัดชนชั้น ปัญญาชน ในเขมรให้หมดสิ้นไป เรียกว่า จะสร้างสังคมเขมร ขึ้นมาใหม่ โดยใช้กรรมกร หรือชาวนา ชนชั้น กรรมมชีพ เป็นแกนหลัก ในการสร้างชาติ ให้เป็น สังคมเสรีภาพ ในระดับเดียวกัน ตามระบอบคอมมิวนิสต์ กว่าจะยุติลงได้ คนเขมร ก็ตายไปถึง สามล้านกว่าคน จำนวนมาก ยิ่งกว่าฮิตเลอร์ฆ่ายิว ใน สงครามโลก ครั้งที่สอง สียอีก ส่วนกรรมวิธีการฆ่าคน ของเขมรแดง ก็โหดจนนรกเมิน คือ ให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทุกคน ขุดหลุมขนาดใหญ ่เตรียมฝังตัวเอง หลังจากนั้น ก็ใช้จอบ หรือฆ้อน ทุบหัวจนตาย เสร็จแล้ว ก็โยนลงหลุม
ภายในทุ่งสังหาร เราจะเห็น ร่องรอยของหลุมฝังศพขนาดใหญ่ มากมาย หลายร้อยหลุม เต็มท้องทุ่งไปหมด หัวกระโหลก ที่ขุดมาได ้นำมาบรรจุ ในโกฐตู้กระจก ขนาดใหญ่ ความสูง ประมาณ ๓๐ เมตร เรียงเป็นชั้น ๆ จนเต็มโกฐ ส่วนชั้นล่างสุด เป็นเสื้อผ้า ของผู้ตาย กองสุม ๆ กันนับพันชุด

ค่าเข้าชม ท่านละ ๒ usd
เปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชมเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ ทุกวัน

สิเรียม

SYRIEM

สิเรียม

สิเรียม เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำหงสา และแม่น้ำย่างกุ้ง ซึ่งในอดีตเมืองนี้เป็นเมืองท่าสำคัญในการเดินเรือของชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเมืองสิเรียมเป็นเมืองอุตสาหกรรม ชาวเมืองส่วนใหญ่ทำงานในโรงกลั่นน้ำมันหรือไม่ก็เป็นลูกจ้างในโรงเบียร์ ประชากรส่วนมากเป็นชาวพม่าเชื้อชายอินเดีย เพราะในสมัยที่พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ สิเรียมเป็นศูนย์กลางของเมืองท่า และยังเป็นแหล่งผลิตอาหารส่งสู่กรุงย่างกุ้ง และอังกฤษต้องเกณฑ์แรงงาน
อินดียมาทำนา แล้วพากันมาปักหลักทำมาหากินกันจนถึงปัจจุบนี้

ประวัติศาสตร์เมืองสิเรียม

สิเรียม พื้นที่มีสภาพเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เป็นแหล่งอูข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ทำให้เป็นที่หมายปองของชาวต่างชาติในยุคล่าอาณานิคม มีชาวโปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส และฮอนลันดาต่างก็แย่งกันขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้
หลังจากหมดยุคอันเกรียงไกรของอาณาจักรหงสาวดี สิ้นบุญพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่าผู้สืบราชบัลลังก์ ต่อจากบุเรงนอง คือ พระเจ้านันทบุเรง พระองค์ทรงอ่อนแอจนบรรดาประเทศราชประกาศแยกตัวเป็นอิสระ แม้กระทั่งกองทหารและชาวบ้าน ก็หลบลี้หนีหาย จนอาณาจักรหงสาวดีที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร แทบกลายเป็นเมืองร้าง กองทัพชาวยะไข่ จากรัฐอาระกัน ก็บุกเข้ามาปล้นสะดม แล้วเผาเมืองโดยง่าย พวกยะไข่ มีกองทัพที่เข้มแข็ง และยังมีทหารรับจ้าง
เป็นชาวโปรุเกสที่เชี่ยวชาญการรบ เมื่อครั้นเคลื่อนพลมาหงสาวดี ก็ตั้งกองทัพเรือที่เมืองสิเรียม ครั้นเสร็จศึกสงคราม
ก็ปูนบำเหน็จให้ทหารรับจ้างโปรตุเกสชื่อฟิลิป เดอ บริโต ยี นิโคเต เป็นเจ้าเมืองสิเรียม ตั้งแต่นั้นมาเมืองสิเรียมก็เป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลแทนหงสาวดี
ฟิลิป เดอ บริโต ยี นิโคเต ปกครองเมืองสิเรียม 13 ปี ได้ทำลายดินแดนพระพุทธศาสนา ยึดทรัพย์สินและบังคับให้ชาวเมืองสิเรียมเข้ารีตเป็นชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอริก ให้ทำลายรูปปั้นในศาสนาอื่น โดยเฉพาะวัดในพุทธศาสนา กอบโกยผลประโยชน์ทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเมืองสิเรียม จนพระเจ้าอนอคะเปตลุน กษัตริย์พม่า มาล้อมเมืองสิเรียม จับ เดอ บริโต เสียบประจานรับโทษทัณฑ์สูงสุดตามกบิลเมืองพม่าที่กำหนดไว้สำหรับผู้ที่ปล้นวัดวาอาราม ทนทุกข์ทรมานอยู่สามวันจึงตาย หลังจากการตายของเดอ บริโต เมืองสิเรียมตกอยู่ในอำนาจของพม่าบ้าง มอญบ้าง ไทยบ้างกระทั่ง พ.ศ.2428 พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 อังกฤษได้พัฒนาเมืองสิเรียมเป็นเมืองอุตสาหกรรมและแหล่งปลูกข้าวตราบจนปัจจุบัน

YE LE PAYA

เจดีย์เยเลพญา

burma1995_01089_t1

เจดีย์เยเลพญา หรือ เจดีย์กลางน้ำ ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยมีคหบดีชาวมอญเป็นผู้สร้างและยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่

burma1995_01096_t1

เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น
การเดินทาง เมืองสิเรียมอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ถนนลาดยาง สภาพดีครับ

Next Page »

Blog at WordPress.com.