Accomtour’s Weblog

October 6, 2008

หลวงพระบาง

LUANG PRABANG

หลวงพระบาง

นานมาแล้วที่นักท่องเที่ยว นักเดินทางทั้งหลายใฝ่ฝันถึงเมืองหลวงพระบาง หรืออาณาจักรล้านช้างในอดีต เดิมท ีหลวงพระบาง เคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ ของลาว มาก่อน เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ ท่ามกลางขุนเขาที่โอบล้อม อุดมไปด้วย วัดวาอารามเก่าแก่ บ้านเรือนที่มีเอกลักษณ ์โดดเด่น ในแบบโคโลเนียลสไตล์ เมื่อ องค์การยูเนสโก (UNESCO) ยกย่องให ้หลวงพระบาง เป็น เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ยังมีลมหายใจ เมื่อเดือน ธันวาคม 2538

dscn09132

ที่นี่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเองในแบบอาณาจักรล้านช้างเมื่อครั้งอดีต ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมการกิน ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะความบริสุทธ์ของชาวหลวงพระบาง ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และมีมิตรภาพเหมือนเมื่อครั้งอดีต ซึ่งถือเป็น เสน่ห์ดึงดูด ที่ทำให้ นักท่องเที่ยวทั่วโลก ต่างพยายาม หาโอกาสมาเยี่ยมเยือน เมืองแห่งนี้ให้ได สักครั้งหนึ่ง ในขณะที่ มรดกโลกแห่งอื่น อาจได ขึ้นทะเบียน อย่างจำเพาะเจาะจง ในโบราณสถาน ธรรมชาติ แต่หลวงพระบาง ทั้งเมือง ได้รับการ ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรกดก ของมวลมนุษยชาติ ปัจจุบัน เมืองหลวงพระบาง มีประชากรอาศัยอยู่ ประมาณ 500,000 คน ส่วนใหญ่ นับถือ ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท และประกอบ อาชีพเกษตรกรรม ตัวเมืองอันสงบ และ อบอุ่นด้วยรอยยิ้ม ตั้งอยู่ ริมแม่น้ำโขง ในช่วงที่ คดโค้ง สวยงามมาก หันไปทางไหน ก็เห็นแต ่สีเขียวขจี และ แม่น้ำคาน ที่ไหลมา บรรจบกัน จนเกิดเป็นแหลม กลางเมือง ซึ่งเป็น จุดเดียวกัน กับ ภูสี ภูเขาขนาดย่อม ที่มี พระธาตุจอมสี ประดิษฐานอยู่บนยอด ซึ่งคง อยู่มานานหลายร้อยปี นานมาแล้ว ที่เมืองหลวงพระบาง เป็นเมืองหลวง เจ้าฟ้างุ้ม ได้รวบรวมแว่นแคว้น ต่างๆ ของ ชนเผ่าไท – ลาว ในเขต ลุ่มน้ำโขง แม่น้ำคาน แม่น้ำอู ก่อตั้ง อาณาจักร ล้านช้าง ณ ดินแดน ริมน้ำโขง ซึ่งคือ หลวงพระบาง เมื่อปี พ.ศ. 1896 – 1916 โดยการ ช่วยเหลือ ของกษัตริย์ขอม(พระมเหสี ของเจ้าฟ้างุ้ม คือ ราชธิดา ของกษัตริย์ขอม ในขณะนั้น) พร้อมๆ กับ การรับเอา พุทธศาสนา เข้ามาแทนการนับถือผี ลาวเป็น ประเทศหนึ่ง ที่สืบเชื้อสาย บรรพบุรุษเดียว กับชาวไทย แต่ลาว มีชนกลุ่มน้อย มากมาย หลายเผ่า ลาว แท้ๆ มีเพียง ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งมัก จะอาศัยอยู่ริมน้ำโขง บนที่ราบ ส่วนชาวเขา นิยมอยู่บนเขา แรกทีเดียว อาณาจักรล้านช้าง มีชื่อเรียกว่า  “เมืองชวา ” อันเนื่องมาจาก มีชาวชวา อาศัยอยู่มากกว่ากลุ่มอื่น ปี พ.ศ. 1900 เปลี่ยนมาเป็น เมืองเชียงของ จนกระทั่ง กษัตริย์ขอม ได้พระราชทาน พระพุทธรูปองค์หนึ่ง มีชื่อว่า พระบาง เป็นพระพุทธรูป ศิลปะสิงหล เจ้าฟ้างุ้ม จึงทรงเปลี่ยนชื่อ เป็น “เมืองหลวงพระบาง ” ปี พ.ศ. 2088 พระโพธิสารราชเจ้า โปรดฯ ให้ย้ายเมืองหลวง ของอาณาจักรล้านช้าง ไปอยู่ที่ “เมืองเวียงจันทน์ ” แม้หลวงพระบาง จะไม่ได้เป็นเมืองหลวง อีกต่อไป แต ่เจ้ามหาชีวิต ยังคงประทับอยู่ ที่หหลวงพระบาง ต่อมา อาณาจักรล้านช้าง แตกออกเป็น สามอาณาจักร คือ
อาณาจักรล้านช้าง หลวงพระบาง
อาณาจักรล้านช้าง เวียงจันทน์
อาณาจักรล้านช้าง จำปาศักดิ์

XIENG THAONG TEMPLE

วัดเชียงทอง

พระอุโบสถวัดเชียงทองdscn08852

วัดเชียงทอง ตั้งอยู่ทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของตัวเมืองหลวงพระบาง ใกล้บริเวณ ที่แม่น้ำคาน ไหลมาบรรจบ กับแม่น้ำโขง มีถนนเล็กๆ ชื่อ ถนนโพธิสารราช ริมน้ำโขง คั่นอยู่ วัดเชียงทอง สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2102 –2103 สมัย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ในบรรดา วัดวาอาราม ทั้งหมด ต้องยกให้ วัดเชียงทอง เป็นวัดที่ สำคัญ และสวยงามที่สุด และได้รับ การมาเยี่ยมเยือน จากนักท่องเที่ยว มากที่สุด “นักโบราณคดี ยกย่องว่า วัดเชียงทอง เป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว” วัดเชียงทอง สร้างขึ้น ก่อนหน้าที่ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช จะย้ายเมืองหลวง ไปยัง นครเวียงจันทน์ ไม่นานนัก และยัง ได้รับการ อุปถัมภ์ จากเจ้ามหาชาติ ศรีสว่างวงศ์ และ เจ้ามหาชาติ ศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้าย ของประเทศลาว

ผนังด้านหลังของพระอุโบสถdscn08821

พระอุโบสถ ภาษาลาว เรียกว่า สิม เป็นพระอุโบสถ หลังไม่ใหญ่โตมากนัก หลังคาพระอุโบสถ มีหลังคา แอ่นโค้ง ลาดต่ำ ลงมาซ้อนกั อยู่สามชั้น กล่าวกันว่า นี่คือ ศิลปะแห่ง หลวงพระบาง ส่วนกลาง ของหลังคา มีเครื่องยอด สีทองชาวลาว เรียกว่า ช่อฟ้า ประกอบด้วย 17 ช่อ เป็นข้อสังเกตุว่า วัดที่ พระมหากษัตริย์สร้าง จะมี ช่อฟ้า 17 ช่อ ส่วน คนสามัญสร้าง จะมีช่อฟ้า 1- 7 ช่อเท่านั้น เชื่อว่า บริเวณ ช่องสี่เหลี่ยม เล็กๆ ตรงกลางช่อฟ้า จะมี ของมีค่าบรรจุอยู่ ส่วนท ี่ประดับที่ยอดหน้าบัน ชาวลาว เรียกว่า โหง่ มีรูปร่าง เป็นเศียรนาค และมี ความสัมพันธ ์เกี่ยวกับ ศาสนาพุทธ ประตู พระอุโบสถ แกะสลักสวยงาม เช่นเดียวกับหน้าต่าง ภายใน พระอุโบสถ มีภาพสวยงาม ที่ผนัง มีลักษณะ ลวดลายปิดทอง ฉลุบนพื้นรักสีดำ ส่วนใหญ่ เป็นภาพ พุทธประวัติ เรื่องพระสุธน กับนาง มโนราห์ และเรื่อง พระเจ้าสิบชาติ

พระประธาน หรือ ชาวลาว เรียกว่า พระองค์หลวง ภายใน พระอุโบสถ เป็นสีทอง งดงามอร่ามตา ด้านข้าง พระองค์หลวง มี พระบาง จำลอง และผนังด้านหลัง ของพระอุโบสถ เป็นภาพที่เกิดจาก การใช้กระจกสีตัด ติดต่อกัน เป็นรูปต้นทอง ขนาดใหญ่ ซึ่งเคยม ในเมืองหลวงพระบาง ลักษณะคล้าย ต้นโพธิ์ ด้านข้าง ต้นทอง เป็นรูปสัตว์ ในวรรคดี ยามใดที่แสงแดด สดส่อง สะท้อนดูงดงาม

วิหารน้อยlao040

วิหารน้อย ด้านข้าง และ ด้านหลัง ของพระอุโบสถ เป็นที่ตั้ง ของวิหาร สองหลังนี้ จุดเด่นของวิหารนี้ คือ ผนังด้านนอก มีการตกแต่งด้วย กระจกสี ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และนำมาต่อ เป็นรูปต่างๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ นิทานพื้นบ้าน บนพื้นสีชมพู ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระพุทธรูปนี้ เคยถูก นำไปจักแสดง ที่กรุงปารีส ในปี พ.ศ. 2474 และ นำไปประดิษฐาน ที่นครเวียงจันทน์ หลายสิบปี ก่อนจะนำมา ยังหลวงพระบาง ในปี พ.ศ.2507

วิหารพระม่าน เป็น วิหารอีกหลัง ที่อยู่ด้านหลัง พระอุโบสถ ผนังวิหาร ด้านนอก มีลักษณะคล้ายกับ วิหารองค์แรก ภายใน วิหารนี้ ประดิษฐาน พระม่าน ในช่วง วันขึ้นปีใหม่ จะมีการอันเชิญ มาให้ประชาชน สรงน้ำ และ กราบไหว ้เป็นประจำทุกปี ผนังด้านหลังวิหาร ทาด้วยสีชมพู ประดับด้วย กระจกสี แสดงถึง วิถีชีวิตของผู้คน สร้างขึ้นใน พ.ศ.2493 เพื่อเฉลิมฉลอง ที่โลก ก้าวสู่ยุค กึ่งพระพุทธกาล

พระธาตุศรีสว่างวงศ์  อยู่ด้านหลัง ของวิหารพระม่าน ซึ่งเป็น ที่เก็บอัฐิ ของเจ้ามหาศรีสว่างวงศ์ และด้าน ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นโขงเรือ ใกล้กับ ริมแม่น้ำโขง ส่วนด้านหน้า พระอุโบสถ เป็นที่ตั้ง หอกลอง มีลวดลาย ลงรักปิดทองสวยงาม

โรงเมี้ยนโกศ 149954-a-vat-luang-phrabang-laos3

โรงเมี้ยนโกศ หรือ โรงเก็บราชรถ พระโกศ ของเจ้ามหาชีวิต ศรีสว่างวัฒนา สร้างขึ้น ในปีพ.ศ. 2505 ตั้งอยู่ ทางทิศตะวันออก ของวัด ลักษณะเป็น โถงกว้าง ผนังด้านหน้า ตั้งแต่หน้าบันลงมา จนถึงพื้น สามารถถอดออกได้ เพื่อให้ สามารถเคลื่อนราชรถ ออกมาได้ กลางโรงเมี้ยนโกศ เป็นที่ตั้ง ราชรถ ไม้แกะสลัก ปิดทองคำเปลว รอบคัน มีพระโกศ สามองค์ ตรงกลาง เป็นองค์ใหญ่ ของเจ้าสว่างศรีวัฒนา ด้านหลัง เป็นของ พระราชมารดา ส่วนด้านหน้า เป็นของพระเจ้าอา โรงเก็บราชรถนี้ ออกแบบ โดยเจ้ามณีวงศ์ และใช้ ช่างชาวหลวงพระบาง ชื่อ เพียตัน นับว่า เป็นช่างฝีมือดี ประจำพระองค์ มีความชำนาญ ทั้งด้าน งานเขียน และ งานแกะสลัก
จุดเด่นของโรงเมี้ยนโกศยังอยู่ที่ประตูด้านนอกคือเป็นภาพแกะสลักวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ตอนสำคัญๆ เช่น ตอนพิเภกกำลังบอกความลับที่ซ่อนหัวใจของทศกัณฑ์ให้กับพระราม ถัดลงมาเป็นตอนที่ทศกัณฑ์ต้องศรของพระรามเสียบเข้าที่หัวใจ ถัดลงมาเป็นตอนที่พระรามพระลักษณ์ต่อสู้กับทศกัณฑ์ ด้านล่างสุด เป็นตอนที่นางสีดาลุยไฟเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์กับพระราม เดิมที่ภาพแกะสลักเหล่านี้เป็นการลงรักปิดทอง ต่อมาได้มีการบูรณะใหม่ โดยทาสีทอง ภายในวัดยังมีเขตสังฆาวาส และยังมีพระจำพรรษาอยู่เช่นวัดทั่วไป
สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง

ค่าเข้าชม คนละ 20000 กีบ (ประมาณ 80 บาท)
เปิดเวลาเข้าชม ตั้งแต่เวลา06.00 – 17.30 น.

KUANG XI WATERFALL

น้ำตกตาดกวางสี

น้ำตกตาดกวางสีtat-kuang-si-waterfall12

น้ำตกกวางสี เป็นน้ำตกหินปูน สูงราว 70 เมตร มีสองชั้น บางช่วง มีสายน้ำไหลตามผา คล้ายกับม่าน เนื่องจาก เป็นน้ำตกหินปูน จึงทำให้ น้ำของน้ำตก แห่งนี้ใส และมี สีเขียวมรกต อยู่ห่าง จากตัวเมือง หลวงพระบาง ประมาณ 30 กิโลเมตร ระหว่างทาง จะผ่าน หมู่บ้านลาวสูง (ม้ง) หลายแห่ง จากปากทาง ต้องเดินเท้า เข้าไปอีก ประมาณ 500 เมตร โดยม ีสะพานไม้ และเส้นทางเดินชม รอบ ๆ น้ำตก ท่ามกลาง สภาพป่าอันร่มรื่น และสามารถ เลาะข้างน้ำตก ไปชมน้ำตก ชั้นบน สามารถ เล่นน้ำบริเวณลำธารได้ นอกจาก จะ ชื่นชมความงาม ของน้ำตกแล้ว ยังหา ซื้อของที่ระลึก ที่ทางเข้าน้ำตก ซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมือง ที่ทำจากไม่ไผ่ เป็นของใช้หลายชนิด และมี ร้านอาหารตามสั่ง ให้บริการ อยู่หลายร้าน น้ำตกกวางชี มีน้ำตลอดปี ในฤดูร้อน น้ำจะน้อย

tat-kuang-si-waterfall-2

สถานที่ตั้ง อยู่ห่างจากหลวงพระบาง 30 กิโลเมตร ไปทาง ทิศตะวันตกเฉียงใต้
ค่าเข้าชม คนละ 10,000 กีบ
เปิดเวลา เปิดตลอดวันครับภาพที่คุ้นตานักท่องเที่ยวทั่วไปก็คือพระพุทธรูปนับร้อยนับพันที่ตั้งอยู่ ภายในถ้ำ

PHOU SI MOUNTIAN

พระธาตุพูสี

มองเห็นวิว แม่น้ำคาน จากยอดภูษี lao026

พูสี เป็นยอดเขาที่มีความสูงราว 150 เมตร ตั้งอยู่ ใจกลาง เมืองหลวงพระบาง การได้เดิน ขึ้นไปบนยอดภูษี ทำให้เห็น เมือง หลวงพระบาง ได้โดยรอบ และเห็นสายน้ำโขง มีบันไดขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตรงข้ามพระราชวัง 328 ขั้น ตลอดทางขึ้น ร่มรื่นไปด้วย ต้นจำปา (ดอกไม้ประจำชาติลาว) หรือ ที่บ้านเรา เรียกว่า ต้นลั่นทม

lao024 พูสี มีความหมายว่า ภูเขาของพระฤาษี เดิมชื่อว่า ภูสรวง ครั้นเมื่อมีฤาษีไปอาศัยอยู่ชาวบ้านจึงเรียกว่าภูฤาษี หรือภูษีมาจนถึงปัจจุบัน แต่ยังมีนักโบราณคดีบางคนเชื่อว่าภูษี อาจหมายถึง พูสีซึ่งเป็นศรีของเมืองหลวงพระบาง

lao022

lao023

พระธาตุจอมสี ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของ ภูษี บนความสูง 150 เมตร สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ประมาณพุทธศักราช 2337 พระธาตุนี้มองเห็นได้แต่ไกล แทบจะทุกมุมเมืองของหลวงพระบางเพราะอยู่สูงสุด ตัวพระธาตุ เป็นทรงดอกบัว สี่เหลี่ยม ทาสีทอง ตั้งอยู่ บนฐานสี่เหลี่ยม ยอดประดับ ด้วยเศวตฉัตร ทองสำริด 7 ชั้น สูงประมาณ 21 เมตร

พระธาตุพูสี dscn09151

ช่วงเวลาที่พระธาตุนี้งดงามที่สุดคือ ช่วงตอนบ่ายแก่ๆ แสงแดดจะกระทบองค์พระธาตุเป็นสีทองสุกปลั่ง รอบๆพระธาตุจะมีทางเดินให้ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงพระบางได้เกือบรอบ ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมองเห็นสนามบินได้อย่างชัดเจน ส่วนด้านทิศตะวันตกจะมองเห็นแม่น้ำโขง ช่วงที่คดเคี้ยวเข้าหากันในกลีบเขา และจากยอดภูสียังมองเห็นพระราชวังเดิมที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง

พระธาตุจอมษีมิได้เป็นสิ่งก่อสร้างแห่งเดียวบนยอดภูษี ยังมีสิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาอีกหลายแห่งเช่น วัดถ้ำพูสี วัดป่าแค วัดศรีพุทธบาท วัดป่ารวก

สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง
ทิศเหนือ ติดกับ ตลาดบ้านเจ็ก
ทิศใต้ ติดกับ วัดวุชุน
ทิศตะวันออก ติดกับ แม่น้ำคาน
ทิศตะวันตก ติดกับ พระราชวัง และวัดใหม่สุวรรณภูมาราม

ค่าเข้าชม 20,000 กีบ (ประมาณ 80 บาท)
เปิดเวลา เปิดตลอดวันครับ

ROYAL PALACE MUSEUM

พระราชวังหลวงพระบาง

พระราชวังหลวงพระบางdscn0954

ทางขึ้นภูษีทางบันไดด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ อยู่ใกล้กับที่ตั้งของพระราชวัง มีถนนศรีสว่างวงศ์สายเล็กๆ คั่นเอาไว้ นักท่องเที่ยว จึงสามารถเดินเที่ยวชมพระราชวัง แล้วข้ามถนนไปขึ้นภูษี แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่โต แต่มีคุณค่า ทางความงามทั้งตัวอาคาร และ บรรยากาศ โดยรอบ ด้านหน้าพระราชวัง มีแนวต้นตาลเป็นแถวทิวยาว สร้างขึ้นปี ค.ศ.1904 ก่อนเจ้ามหาชีวิต ศรีสว่างวงศ ์ขึ้นครองราชสมบัติ 1 ปี ออกแบบโดย สถาปนิกชาวฝรั่งเศส เป็นอาคารชั้นเดียว ยกพื้นสูงแบบฝรั่งเศส แต่มีการ ผสมผสาน ระหว่างความเป็นฝรั่งเศส และลาว หลังคายอดปราสาทเป็นศิลปะลาวล้านช้าง ที่นี่จึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็นลักษณะของ ฝรั่งสวมชฎา เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ประทับอยู่ที่นี่จนสิ้นพระชนม์ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ. 2518 จึงถูกเปลี่ยนให้เป็น พิพิธภัณฑ์วังเจ้ามหาชีวิตแทน ภายในประกอบด้วย ห้องฟังธรรม จัดแสดงธรรมาสน์ ไม้แกะสลัก สกุลช่าง หลวงพระบาง ปูพรม เป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และพระพุทธรูปสำริดสกุลช่างลาวโบราณ ช่วงศตวรรษที่ 17-19
ห้องพิธี หรือ ห้องรับแขกของพระเจ้ามหาชีวิต มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวลาว งานประเพณี ภาพทิวทัศน์อันงดงาม และยังมีรูปหล่อครึ่งองค์ของของเจ้ามหาชีวิตอุ่นคำ เจ้ามหาชีวิตสักรินทร์ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชีวิต ศรีสว่างวัฒนา ทั้งหมดนี้หล่อมาจากฝรั่งเศส โดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.1930 ห้องท้องพระโรง ประดับกระจกหลากส ีบนพื้นสีทอง เป็นห้องที่เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาเตรียมไว้เพื่อทำพิธีราชาภิเษก แต่เกิดการเปลี่ยนแปลง การปกครองเสียก่อน ปัจจุบัน เป็นที่ จัดแสดง ราชบัลลังก์ไม้แกะสลัก หุ้มทอง และเครื่องสูง ทั้ง 5 ได้แก่ แส้, จามร, รองพระบาท, กระบี่ หรือพระขรรค์ และ พระแสงของ้าว ส่วนมหามงกุฏได้รับการเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยไม่ได้นำมาแสดงไว้รวมกัน ส่วนด้านหลังเป็น ที่ประทับ ของเจ้ามหาชีวิต เครื่องใช้ไม้สอยเป็นแบบฝรั่งดูเรียบง่ายไม่หรูหรา เตียงพระบรรทมเป็นไม้สักฝีมือช่างไทยในสยามในสมัยนั้น หอพระบาง ภายใน หอพระนี้เอง เป็นที่ ประดิษฐานพระบาง พระคู่บ้านคู่เมือง พระบางเป็นพระพุทธรูป ประทับยืน ปางประทานอภัยทั้ง 2 พระหัตถ์ หรือปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปศิลปขอมสมัยหลังหลังบายน มีน้ำหนัก 54 กก. ประกอบด้วยทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ นอกจากหอพระจะมีพระบางเป็นจุดเด่นแล้ว ยังมี พระพุทธรูปนาคปรกสลักศิลาศิลปะขอมอีก 4 องค์ประดิษฐานอยู่ มี กลองโบราณ อยู่ด้วย ( แต่ปัจจุบันนี้หอพระบางด้านหน้าพระราชวังเสร็จแล้ว ก็อัญเชิญพระบางไปประดิษฐานอยู่ด้านหน้าแล้ว )

TING CAVE

ถ้ำติ่ง

ทางเดินขึ้น ถ้ำติ่ง dscn0976-tam-ting-cave-2

ถ้ำติ่ง เป็นถ้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตั้งฝั่งตรงข้ามบ้านปากอู ในภูเขาลูกใหญ่ ที่ตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำโขง ช่วงที่ แม่น้ำอู ไหลลงสู่ แม่น้ำโขง ชาวบ้าน เรียกกันว่า ผาแอ่น ในสมัยโบราณ ใช้เป็นที่ สักการะบวงสรวงดวงวิญญาณผีฟ้า ผีแถน เทวดาผาติ่ง แต่เมื่อ ศาสนาพุทธ เข้ามาแทนที่ ถ้ำติ่ง จึงกลายเป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทางพุทธศาสนา ของผู้แก่เฒ่า บอกว่า เจ้ามหาชีวิต แห่งหลวงพระบาง ต้องไปสักการะ พระพุทธรูปในถ้ำ เป็นประเพณีที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ หลังเสร็จงานบุญที่หลวงพระบางแล้วประมาณ 2-3 วัน พระองค์จะนำข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ พระสงฆ์ และประชาชนขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่ถ้ำติ่งบนก่อน จึงลงมา ทำพิธีที่ถ้ำติ่งล่าง ภายในถ้ำมีการค้นพบพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 และ 19 จำนวนหลายพันองค์ และมีบางส่วน ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 และ20 ส่วนใหญ่ทำจากไม้ บางส่วนทำจากหินและโลหะ นอกจากนี้ ยังมีการพบ พระพุทธรูป ที่ทำจากเงิน และทองคำบุ แต่ถูกลอกเอาเงินและทองคำออกไปหมด เหลือไว้แต่ ดินเผาที่เป็นแกนกลาง
ถ้ำติ่ง ประกอบไปด้วย 2 ถ้ำ แยกขวาไปถ้ำติ่งลุ่ม (ล่าง) แยกซ้ายไปถ้ำติ่งเทิง (บน)
ถ้ำติ่งลุ่ม หรือถ้ำติ่งล่างนั้น สูง 60 เมตรจากพื้นน้ำมีลักษณะเป็นโพรงถ้ำตื้นๆ มีหินงอกหินย้อยเล็กน้อย เป็นถ้ำที่ มีพระพุทธรูป จำนวนมากหลายขนาด ส่วนใหญ่จะเป็นพระยืน มีทั้งปางประทานพร และปางห้ามญาติ ความสำคัญ ของถ้ำติ่งในสมัยโบราณ เป็นที่สักการะ บ่วงสรวงดวงวิญญาณ ผีฟ้า ผีแถน เทวดาผาติ่ง ถ้ำติ่ง ในวันนี้ ยังแสดงถึง ยุคแห่งการปฏิวัติ ความเชื่อ ของชาวลาวในอดีต ที่เคยนับถือผี พระเจ้าโพธิสารราชทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นผู้นำพุทธศาสนาเข้ามา และทรงใช้ถ่ำติ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา และมีการค้นพบพระพุทธรูป ที่สร้างขึ้นในคริสศตวรรษที่ 18-19 กว่า 2,500 องค์ ส่วนใหญ่ทำขึ้นจากไม้ เมื่อตอนค้นพบใหม่มีพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งที่ทำด้วยเงิน และทองคำ แต่ถูกลอกออกไปหมด นับแต่นั้นมาถ้ำติ่งจึงเป็นถ้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ เจ้ามหาชีวิตแห่งหลวงพระบางต้องไปสักการะบูชาพระพุทธรูปในถ้ำ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ลาว ทั้งเจ้ามหาชีวิต ข้าราชบริพาร พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไปจะเดินทางไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่ถ้ำติ่งบนและถ้ำติ่งล่าง จากนั้นจึงไปไปสรงน้ำพระพุทธรูปที่วัดปากอู ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับถ้ำติ่ง

พระพุทธรูปที่ถ้ำติ่งบนdscn0980-tam-ting-cave

ถ้ำติ่งบน นั้นมีทางแยกซ้ายเดินขึ้นบันไดไป 218 ขั้น สองข้างทางร่มรื่นด้วยเงาไม้ ลักษณะถ้ำติ่งบนเป็นปากถ้ำไม่ลึกมาก มีพระพุทธรูปอยู่ภายในถ้ำ แต่ไม่เยอะเท่าถ้ำติ่งล่าง ที่ปากถ้ำมีไฟฉายให้เช่าสำหรับไปส่องดูภายในถ้ำ

ที่ตั้ง อยู่ในภูเขาลูกใหญ่ ตระหง่านอยู่ริมน้ำโขง อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านปากอู อยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางประมาณ 30 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 13 ไปทางเหนือ ผ่าน หมู่บ้านช่างไห จนถึง หมู่บ้านปากอู นั่งเรือข้ามฝากน้ำโขง คนละ 5,000 กีบ หรือ จะนั่งเรือที่ท่าวัดเชียงทอง เป็นเรือเหมาซึ่งจะได้ชมทิวทัศน์สองฝากฝั่งลำน้ำโขง เป็นการนั่งทวนน้ำใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง ขากลับจะล่องตามน้ำใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ
ค่าเข้าชม 8,000 กีบ
เวลาเปิด 08.00 – 17.00 น.

ฝั่งตรงข้าม
วัดปากอูราชวรวิหาร ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านปากอู ตรงข้ามถ้ำติ่ง นับเป็นวัดเก่าแก่ที่น่าสนใจเช่นเดียวกับวัดเชียงทองในหลวงพระบาง แม้จะถูกทำลายหลายครั้งในคริสศตวรรษที่ 16 แต่ก็ได้รับการบูรณะมาโดยตลอดหลายครั้ง
พระอุโบสถ หรือที่ภาษาลาวเรียกว่า สิมนี้ มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบลาว สภาพยังคงแบบเดิมอยู่ ผนังพระอุโบสถ เป็นภาพวาดเกี่ยวกับพุทธประวัติ เป็นภาพที่วาดขึ้นใหม่หลังการบูรณะครั้งสุดท้าย

VISOUNNARATH TEMPLE

วัดวิชุนราช (พระธาตุแตงโม)

พระธาตุหมากโมwat-wisunalat-wat-vixoun3

วัดวิชุนราช ตั้งอยู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของเมืองหลวงพระบาง ถนนวิชุนราช สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. 2046 ในสมัย พระเจ้า วิชุนราช ในบรรดา วัดทั้งหมด ในเมืองหลวงพระบาง เป็นต้องยกนิ้วให้ วัดวิชุน ในเรื่องมีความแปลก ที่พระธาตุ รูปร่างโค้งมน เหมือนผลแตงโม และเจดีย์ รูปทรงแปลกตานี้เอง ที่กระทรวง แถลงข่าว และวัฒนธรรมของลาว ยกให้ มีความสำคัญ และความ โดดเด่น ของวัดวิชุน วัดวิชุนราชนี้ สร้างขึ้น เพื่อประดิษฐาน พระบาง ซึ่งอาราธนา มาจากเมืองเวียงคำ ภายใน วัดวิชุนราช มีปทุมเจดีย์ หรือ พระธาตุดอกบัวใหญ่ ซึ่งพระนางพันตีนเชียง พระอัครมเหสี ของพระเจ้าวิชุนราช โปรดฯให้สร้างขึ้น ในพ.ศ. 2057 หลังจาก สร้างวัดแล้ว 11 ปี ด้วยรูปทรง ของเจดีย์ มีลักษณะ คล้ายแตงโมผ่าครึ่ง ทำให้ ชาวเมืองหลวงพระบาง เรียกว่า พระธาตุหมากโม เป็นทรงโอคว่ำ ยอดพระธาตุ มีลักษณะคล้าย รัศมีแบบเปลวไฟ ของพระพุทธรูปแบบลังกา หรือสุโขทัย บริเวณ มุมฐานชั้นกลาง และชั้นบน มีเจดีย์ ทิศทรงบัวตูม ทั่งสี่มุม พระธาตุหมากโมนี้ มีสีดำเก่าๆ แม้จะเคย ผ่านการบูรณะปฎิสังขร มาแล้วสองครั้ง ในปีพ.ศ.2402 รัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตสักรินทร์ (คำสุก) ซึ่งเป็นพระราชบิดาของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ อีก 19 ปีต่อมา ในปี พ.ศ.2457 ในรัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์มีการปฎิสังขรอีกครั้ง ซึ่งการบูรณะครั้งนี้ พบโบราณวัตถุ มากมาย เช่น เจดีย์ทองคำ พระพุทธรูปหล่อสำริด พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน โดยเฉพาะ พระพุทธรูป ที่แกะสลักจากแก้ว ซึ่งคล้ายกับ พระแก้วมรกต โบราณวัตถุเหล่านี้ ได้นำถวาย เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และเก็บรักษาไว้ ในพระราชวังหลวงพระบางในปัจจุบัน พระอุโบสถ หรือ ที่ชาวลาว เรียกว่า สิม เป็นสิ่งก่อสร้าง ที่สร้างขึ้นเพื่อ ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบาง ตัวอุโบสถ มีรูปทรง อาคารไทลื้อ สิบสองปันนา ซึ่งมีจุดเด่นคือ ส่วนคอชั้นสอง จะยกระดับสูงขึ้นไป ส่วนบนหลังคาประดับด้วยโหง่ (หรือช่อฟ้าแบบไทย) ตรงกลางหลังคามีช่อฟ้า เป็นรูปปราสาท ยอดฉัตรเล็กๆ ลดหลั่น หลายชั้น หน้าต่าง พระอุโบสถ ประดับด้วยลูกมะหวด บานประต ูด้านหน้าทั้งสามช่อง แกะสลัก ลงรักปิดทอง มีรูปพระศิวะ พระวิษณุ พระพรหม และพระอินทร์ ศิลปะแบบเชียงขวาง

พระองค์หลวง ในพระอุโบสถwat-wisunalat-wat-vixoun

พระประธาน หรือ พระองค์หลวง ในพระอุโบสถ มีขนาดใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง ด้านหลังพระประธาน
มีโบราณวัตถุที่เก็บรวบรวมมาจากวัดร้างต่างๆ ในหลวงพระบาง เช่นพระพุทธรูปสำริด พวกไม้จำหลักลวดลายต่างๆ พระพุทธรูปไม้แกะสลักลงรักปิดทองสูงเท่าคนจริงจำนวนมาก

สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง
ค่าเข้าชม 20,000 กีบ (ประมาณ 40 บาท)
เปิดเวลา 07.00 –17.30 น.

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: