Accomtour’s Weblog

November 10, 2008

กัมพูชา

Filed under: กัมพูชา — accomtour @ 9:48 am
Tags:

ประวัติที่ควรรู้ก่อนไปเที่ยวกัมพูชา

กัมพูชามาจากไหน

พุทธศตวรรษที่ ๑ หรือประมาณ ๒,๕๐๐ ปี มาแล้ว เกิดการอพยพ ของกลุ่ม ชาติเขมร (ออสโตร-เอเซียติค)
จากจีนตอนใต้ มาอย ู่ในดินแดนท ี่เรียกว่า “สุวรรณภูมิ” หรือ “เอเซียอาคเนย์” การอพยพครั้งนั้น แบ่งออกเป็น
สองกลุ่ม คือ กลุ่มท ี่อพยพไปตาม ลำน้ำสาละวิน ได้สถาปนา อาณาจักรสุธรรมวดี (ตอนบน ของพม่า) ส่วนเขมร
ที่อพยพมา ตามลำน้ำโขง ได้สถาปนา อาณาจักรขอม

พุทธศตวรรษที่ ๖ เกิด อาณาจักรฟูนัน ถือเป็น อาณาจักรเก่าแก่ แรกสุดของกัมพูชา ฟูนัน มาจาก คำว่า พนม แปลว่า ภูเขา ฟูนัน เป็นสำเนียง การออกเสียง ของชาวจีน ที่ออกเสียง พนมไม่ถูก ความหมาย ของ พนม คือ ภูเขา
ความรุ่งเรือง และ เป็นตำแหน่ง ของกษัตริย์ ที่แสดงถึง ความหมาย ว่า ราชาแห่งขุนเขา ช่วงเวลานี้เอง ที่เริ่ม มีอิทธิพล จากศาสนาพราหมณ ์หรือ ฮินดู ที่กำลังรุ่งเรือง ในชวา และ คาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งได้รับ อิทธิพลมาจาก อินเดีย อีกทอดหนึ่ง

พุทธศตวรรษที่ ๑๑ อาณาจักร ฟูนันล่มสลาย เกิด แคว้นเจนละ ขึ้น โดยมี พระเจ้าภววรมัน ที่ ๑ ได ้สร้างราชธานีขึ้นใหม่ ปัจจุบัน คือ กลุ่มโบราณสถาน สมโบร์ไพรกุก จังหวัด กำปงธม

พุทธศตรรษที่ ๑๒ ใน รัชสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ ๑ แคว้นเจนละ แตกออก เป็น เจนละบก และ เจนละน้ำ โดย เจนละน้ำ อยู่ที่ลุ่มน้ำโขง ตอนใต้ (ประเทศ กัมพูชาในปัจจุบัน) ส่วน เจนละบก อยู่ในพื้นที่ ประเทศลาว ตอนกลาง ในปัจจุบัน

พุทธศตวรรษที่ ๑๔ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ทรง รวบรวมเจนละบก และ เจนละน้ำ ให้เป็นปึกแผ่น และ ประกาศอิสระภาพ ไม่ขึ้น กับชวา (อาณาจักรศรีวิชัย) อีกต่อไป พระเจ้า ชัยวรมันที่ ๒ ได้เสด็จ มาจากชวา มาครองกัมพูชา โดยนำ ลัทธิไศเลนทร หรือ ลัทธิเทวราชา กลับมาด้วย และ เกิดการ สร้างปราสาท หรือ เทวาลัย ซึ่งก็คือ ศาสนสถาน บนฐานเป็นชั้น เพื่อ อุทิศถวาย เป็นทิพยวิมาน ของเทพเจ้า อีกทั้ง ยังใช้เป็น ราชสุสาน ของกษัตริย ์เมื่อเสด็จสวรรคต ซึ่งเชื่อว่า ดวงพระวิญญาน จะหล่อหลอม เป็น
หนึ่งเดียว กับเทพเจ้า ที่พระองค ์ทรงนับถือ

ฮินดูมาจากไหน

ศาสนาฮินดู เกิดขึ้น ในประเทศอินเดีย ก่อนศาสนาพุทธ ประมาณ ๑,๐๐๐ ปี เป็นการรวม คติ ความเชื่อพื้นบ้าน
ผสมผสาน กับการนับถือ เทพเจ้า เป็นเทพสูงสุด ได้แก่

พระศิวะ หรือ พระอิศวร
พระวิษณุ หรือพระนารายณ์
พระพรหม

ผู้ที่นับถือ พระศิวะ เป็นใหญ่ที่สุด เรียกกันว่า “ลัทธิไศวนิกาย” ส่วน บางกลุ่มคน ที่นับถือ พระวิษณ ุเป็นใหญ่ที่สุด เรียกว่า “ลัทธิไวษณพนิกาย” อย่างไรก็ดี เทพทั้ง ๓ องค์ นี้ รวมเป็นหนึ่งเดี่ยว หรือ ที่เรียกว่า “ตรีมูรติ”
ศาสนา ฮินดู มีการแบ่ง ชนชั้นวรรณะ โดยยกย่อง ให้พราหมณ ์เป็นชนชั้นสูงที่สุด ของสังคม เพราะ สามารถติดต่อ กับเทพเจ้าได้ ทำหน้าที่ ในพิธีกรรมต่าง ๆ รองลงมา จึงเป็น วรรณะกษัตริย์ วรรณะแพศย์ (พ่อค้า) และ วรรณะศูทร หรือ กุลี เป็น วรรณะที่ต่ำสุด
ศาสนา ฮินดู จึงมีชื่อเรียก อีกชื่อหนึ่ง ว่า ศาสนาพราหมณ์ นั่นเอง

เทพเจ้า ๓ องค์ ของศาสนาฮินดูทำหน้าที่ใด

พระพรหม เป็นเทพเจ้าผู้สร้างโลกและจักรวาล ประทับนั่งบนอาศน์บัวบาน ทรงหงส์เป็นพาหนะ มีชายา คือ
พระสรัสวดี หรือ พระนางพราหมี
พระพรหมมี ๔ พักตร์ ๔ กร มีพระนามเดิมว่า “ปัญจานน” หมายถึงผู้ที่มี ๕ เศียร แต่ถูกพระศิวะตัดเศียรออก
ไปหนึ่งเศียร จากเหตุที่พระพรหมเกิดหลงใหลนางศัตรูปา สตรีที่พระพรหมสร้างขึ้นมา แล้วเฝ้ามองตลอดเวลา
เมื่อนางหนีขึ้นข้างบนจึงใช้พระพักตร์ที่ ๕ ตามขึ้นไปดูพระศิวะไม่ชอบจึงตัดทิ้ง บางตำราก็ว่าพระพรหมถูก
พระศิวะตัดเศียรเพราะไปกล่าววาจาดูถูกพระนางอุมาเทวีชายาของพระศิวะ ชาวฮินดูที่นับถือไวษณพนิกาย
เชื่อว่า พระพรหมเกิดจากพระนาภี (สะดือ) ของพระวิษณุขณะบรรทมหลับอยู่เหนือลำตัวพญานาคอนันตริย
ในทะเลน้ำนม หรือเกษียรสมุทร หรือที่เรียกว่า นารายณ์บรรทมสินธุ์
พระศิวะ หรือ พระอิศวร เป็นเทพเจ้าผู้ทำลายและสร้างโลก หมายความว่าก่อนจะเกิดได้ต้องตายเสียก่อน
ชาวฮินดูที่นับถือไศวนิกาย เชื่อว่าพระศิวะมี ๑ เศียร ๔ กร ๓ เนตร โดยเนตรที่สามอยู่กลางหน้าผาก เวลา
กริ้วจะมีตัวเกียรติมุข หรือหน้ากาลออกมากลืนกินความชั่งร้ายจากเนตรที่สามนี้
พระศิวะ ทรงนุ่งหนังกวาง มีงูเป็นสร้อยสังวาลย์ ทรงโคนนทิเป็นพาหนะ เวลาไปเยี่ยมชมปราสาท หากเห็น
รูปปั้นโคนนทิอยู่ระหว่างทางเดินเข้าปราสาท นั้นย่อมแสดงว่าปราสาทแหงนั้น ๆ สร้างอุทิศถวายแด่พระศิวะ
พระศิวะสามารถกำหนดโชคชะตามนุษย์ด้วยการร่ายรำ เช่น หากร่ายรำอ่อนช้อย มนุษย์โลกจะอยู่เย็นเป็นสุข
การร่ายรำนี้เรียกว่า ศิวนาฏราช เป็นการแสดงพลังที่พระองค์กระทำต่อจักราวาลห้าประการ คือ การสร้าง
การดูแลรักษา การทำลาย การปิดบัง และการอนุเคราะห์ ชายาของพระศิวะมี ๒ บุคลิกในร่างเดียว คือ
พระนางปารพตี หรือ พระนางอุมาเทวี ในกาลต่อมาและ เจ้าแม่กาลี หรือ ทุรคา ซึ่งเกิดจากการที่บรรดา
เทพมาช่วยกับชุบขึ้นเพื่อปราบอสูร มีโอรสของพระนางอุมาเทวี คือ พระขันะกุมาร เห็นเทพเจ้าแห่งสงคราม
และ พระพิฆเนศวร์ โอรสของนางทรคามีเศ๊ยรเป็นช้างเป็นเทพแห่งศิลปวิททาการ
พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ เป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองโลก มีการอวตาลลงมาในโลกมนุษย์เมื่อยามเกิดทุกข์
เข็ญถึง ๑๐ ครั้ง ๑๐ ปาง ได้แก่ อวตารเป็นปลา เต่า หมูป่า นรสิงห์ พราหมณ์เตี้ย พราหมณ์ถือขวานเพชร
พระราม พระพุทธเจ้า พระกฤษณะ บุรุษชื่อกัลกี
พระวิษณุ ทรงครุฑเป็นพาหนะ มีพระชายา คือ พระศรี หรือ พระลักษมีเทวี (พระนางเกิดจากการกวน
เกษียรสมุทร) พราหมณ์ได้ปรับปรุงศาสนาฮินดูในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ เพื่อแข่งขันกับศาสนาพุทธที่กำลัง
เจริญรุ่งเรือง เช่น การบัญญัติให้พระพุทธเจ้าเป็นอวตารที่ ๘ ของพระนารายณ์ เรียกว่า “พุทธาวตาร”

ทำไมฮินดูต้องบูชาศิวลึงค์

กษัตริย์ที่นับถืศาสนาฮินดู ไศวนิกาย นิยมสร้างศิวลึงค์ ไว้ในปราสาทต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นรูปเคารพ ศิวลึงค์
เป็นเครื่องหมายองค์กำเนิดของเพศชายเป็นพลังสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า โดยศิวลึงค์นี้จะตั้งอยู่บนฐาน
โยนี (แทนอวัยวะเพศหญิง) ของพระนางปารพตี ชายาของพระศิวะ ตราบใดที่อวัยวะเพศทั้งสองนี้อยู่ด้วยกัน
ก็จะเกิดความรุ่งเรือง บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข การเซ่นสรวงบุชาพระศิวะ พราหมณ์จะเป็นผู้ตักน้ำรดศิวลึงค์
แล้วให้น้ำไหลผ่านร่องโยนี แล้วจึงไหลไปตามท่อโสมสูตร เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้คนรองรับไปดื่มกินเพิ่อเป็น
สิริมงคลและรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

พุทธมหายาน คู่แข่งศาสนาฮินดู

ศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองในดินแดนขอมโบราณนอกจากศาสนาฮินดูแล้ว ยังมีศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ซึ่ง
เจริญรุ่งเรืองผลัดเปลี่ยนกับศาสนาฮินดูทั้งไศวนิกาย และไวษณพนิกาย เดิมทีพุทธศาสนานั้นมีเพียงนิกาย
เดียวคือ หินยาน หรือเถรวาท จนกระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ ๖ ได้เกิดนิกายมหายานขึ้น ซึ่งมีการนำคติความ
เชื่อการนับถือเทพเจ้าของฮินดูมาผสมผสาน โดยเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้สร้างโลห และยังบัลดาลให้เกิด
“ธนานิพุทธเจ้า” ห้าพระองค์ และธนานิพุทธเจ้ายังบันดาลให้มีมนุษย์พุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ในโลกมนุษย์อีก
หลายคน เช่น เจ้าชายสิทธัตถะ พระธนานิพุทธเจ้า ยังบันดาลให้เกิดพระโพธิสัตว์อีกหลายองค์ลงมาปกป้อง
คุ้มครองชาวพุทธมหายาน เช่นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรพระโพธิสัตว์กวนอิม ฯลฯ
พระโพธิสัตว์มีความหมายว่า พระผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต โดยจะลงมาช่วยเหลือ มนุษย์
โลกให้พ้นทุกข์ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้เป็นใหญ่ในโลก ทรงเปี่ยมด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เป็นผู้มองลงมายังเบื้องต่ำด้วยความเมตตา กรุณา ทรงอยู่เพื่อช่วยมนุษย์โลกให้พ้นทุกข์และเข้าถึงนิพพาน
ศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูผลัดกันเจริญรุ่งเรืองตามแต่กษัตริย์ที่นับถือแต่ละศาสนาสิ่งก่อสร้างใน
ปราสาทจึงชี้บ่งได้ว่าเป็นเทวสถานของฮินดู หรือศาสนสถานของพุทธ

ลัทธิเทวราชาคืออะไร

เทวะ หมายถึง ราชา และราชาก็คือเทวะที่จุติลงมาเพื่อสร้างสันติสุขให้กับโลกมนุษย์ การบูชาเทวสถาน
คือ การบูชารูปศิวลึงค์ที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขา เสมือนพระศิวะประทับบนเขาไกรลาศ
กษัตริย์ที่นับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายจึงต้องสร้างศาสนสถานหรือเทวสถานหรือ วิหารที่ประดิษฐ์
ศิวลึงค์ รูปแบบของปราสาทปรือเทวาลัยยุคแรก ๆ จะถูกสร้างขึ้นบนภูเขาจริง ๆ หรือไม่ก็เนินเขาตาม
ธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ต่อมามีการปรับแนวความคิดใหม่ โดยการสร้างบนที่ราบกลางเมืองโดยทำ
ศาสนาสถานนั้นบนฐานเป็นชั้น หรือการสร้างภูเขาจำลองแทนที่จะไปสร้างบนภูเขาจริง ๆ และใช้ปรางค์
ปราสาทองค์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ดังนั้นศิวลึงค์จึงมักถูกเก็บไว้ในปรางค์ประธานหรือที่เรียกว่า
“ห้องครรภคฤห” กษัตริย์ขอมจะทำพิธีเซ่นสรวงบูชาโดยรดน้ำลงที่ศิวลึงค์ น้ำจะไหลลงช่องโยนีผ่านท่อโสม
สูตรศิวลึงค์ถือเป็นต้นกำเนิดของสรรพชีวติ ดังนั้นศิวลึงค์จึงมีบุคลิกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ตั้งอยู่บนภูเขาธรรมชาติ
หรือ ภูเขาจำลอง โดยตั้งอยู่กลางนครหลวง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นแกนแห่งจักรวาล หรือศูนย์กลางของจักรวาล
เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ แล้ว กษัตริย์ขอมองค์ต่อ ๆ มา แม้จะเปลี่ยนไปนับถือ
ศาสนาฮินดู ไวษณพนิกาย หรือ ศาสนาพุทธ นิกายมหายานแล้ว แต่ยังสร้างวิหารเก็บราชลึงค์ รูปเคารพใน
ปรางค์ประธานเปลี่ยนจากศิวลึงค์เป็นพระวิษณุ หรือ พระโพธิสัตว์
โดยสรุปแล้วกษัตริย์ขอมมักจะสร้างศาสนสถานบนฐานเป็นชั้น จุดประสงค์เพื่อ
๑. เป็นวิหารเก็บราชลึงค์บนภูเขา
๒. เป็นทำยวิมานของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์
๓. เป็นพระราชสุสาน เมื่อเสด็จสวรรคต โดยเชื่อว่าควงพระวิญญาณของพระองค์จะไปหลอมรวมกับเทพเจ้า
๔. เป็นเขาพระสุเมรุ (ที่อยู่ของทวยเทพ) หรือศูนย์กลางโลกและจักรวาล ส่วนบารายหรือคูน้ำที่ล้อมรอบปราสาท
เปรียบเสมือนมหานที่สีทันดรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ

Cambodia

กัมพูชา

ภูมิศาสตร์ กัมพูชามีพื้นที่ประมาณ ๑๘๑,๐๓๕ ตารางกิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดจากทิศตะวันออกไปทิศ
ตะวันตก ๕๘๐ กิโลเมตร จากเหนือจรดใต้ ๔๕๐ กิโลเมตร
อาณาเขต ทิศเหนือติดกับประเทศลาว และประเทศไทย ทิศใต้ติดกับทะเลอ่าวไทย ทิศตะวันออกติดกับ
ประเทศเวียดนาม ทิศตะวันตกติดกับทะเลอ่าวไทยและประเทศไทย
กัมพูชามีทะเลสาบน้ำจืดที่เกิดจากแม่น้ำโขงมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเซียชื่อว่า “โตนเลสาบ” มีแม่น้ำโขงไหล
ผ่านยาว ๕๐๐ กิโลเมตร จากนั้นไหลเข้าสู่เวียดนามลงสู่ทะเลจีนใต้ นับว่าเป็นแม่น้ำนานาชาติเชื่อกันว่าปลาบึก
ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกว่ายทวนน้ำจากโตนเลสาบขึ้นสู่ประเทศไทย-ลาวก่อนไปผสมพันธ์ที่จีนซึ่ง
เป็นต้นแม่น้ำโขง
โตนเลสาบ อยู่ห่างจากกรุงพนมเปญประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ฤดูน้ำหลากน้ำท่วมถึง ๗,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร
ลึกถึง ๑๐ เมตร โตนเลสาบครอบคลุมพื้นที่ ๕ จังหวัด คือ กำปงธม กำปงชะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง
และเสียมเรียบ ในโตนเลสาบมีปลาชุกชุมกว่า ๓๐๐ ชนิด
ภูเขา ยอดเขาสูงสุดของกัมพูชาคือ พนมอาออรัล สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๑,๘๑๓เมตร ทิศเหนือของ
กัมพูชามีเขตแดนติดต่อกับประเทศไทยระยะทางยาวไกลถึง ๗๕๐ กิโลเมตร ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี
ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด โดยมีเทือกเขาพนมดงรัก และเทือกเขาบรรทัดกั้น
ป่าไม้ กัมพูชาเป็นประเทศที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ในปี พ.ศ๒๕๐๓
เคยมีป่าไม้มากถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ ปีพ.ศ. ๒๕๓๖ ลดเหลือ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันป่าไม้ลดลง
อย่างมากหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้สัมปทานป่าไม้กับบริษัทเอกชนจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น
ภูมิอากาศ เป็นแบบร้อนชื้นแถบมรสุมฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม ฤดูแล้งเริ่มจากเดือนพฤศจิกายน
ถึง เมษายน เดือนเมษายนมีอุณหภูมิสูงที่สุด เดือนมกราคมมีอุณหภูมิต่ำที่สุด เดือนตุลาคมมีฝนตกชุกมากที่สุด
ประชากร กัมพูชามีประชากรประมาณ ๑๑ ล้านคน เป็นหญิง ๕๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นชาย ๔๘ เปอร์เซ็นต์
(พ.ศ. ๒๕๔๓) ครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศอายุต่ำกว่า ๑๗ ปี เนื่องมาจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์ ประชากร
๙๖ เปอร์เซ็นต์ เชื้อสายเขมร นอกนั้นเป็นเชื้อสายเวียดนาม จีน จาม (นับถือศาสนาอิสราม) และชาวเผ่าต่าง ๆ
ศาสนา ฮินดูเป็นศาสนาที่เข้ามาจากอินเดียผ่านทางชวาเมื่อกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมามีพุทธศาสนา นิกาย
มหายานเข้ามาเมื่อ ๘๐๐ ปีก่อน ส่วนนิกายหินยานเข้ามาภายหลังในรัชสมัยของนักองค์จันทร์ (พ.ศ. ๒๐๕๙)
ปัจจุบันศาสนาพุทธ นิกายหินยาน เป็นศาสนาประจำชาติ
ภาษา กล่าวกันว่าภาษาและสำเนียงเขมรนั้นประดุจเครื่องดนตรีจากสรวงสวรรค์ มีความไพเราะและท่วงทำนอง
เสนาะ และยังเป็นภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีรากฐานมาจากอักษรพราหมณ์ ทางภาคใต้ของ
อินเดีย และมีอิทธิพลของภาษาบาลี และสันสกฤตที่มากับพุทธศาสนา เมื่อฝรั่งเศสเข้าปกครองกัมพูชา จึงมี
ประชากรไม่น้อยที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้ ปัจจุบันภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ ๒ และมีชาวกัมพูชารุ่นใหม่ไม่น้อยที่พูด
ได้ทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ ไทย ฯลฯ ซึ่งมีโรงเรียนเปิดสอนหลายแห่งโดยเฉพาะในจังหวัดเสียมเรียบ
และพนมเปญซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของกัมพูชา
สกุลเงิน ของประเทศกัมพูชา คือ เรียล (Riel) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราคื่อ ๑ US$ เท่ากับประมาณ ๓,๔๐๐ เรียล
เงิน ๑๐๐ บาทไทยจะแลกเงินเรียลได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ เรียล (๑ บาทไทยเท่ากับประมาณ ๑๐๐ เรียล) สำหรับ
ที่มีใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศกัมพูชาส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นธนบัตรใบละ ๑๐๐, ๕๐๐, ๑,๐๐๐, ๕,๐๐๐ และ
๑๐,๐๐๐ เรียล ในเมืองเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณ ไพลิน และที่กรุงพนเปญสามารถใช้เงินไทยได้ยกเว้น
เงินไทยที่เป็นเหรียญ แต่ถ้าเป็นธนบัตรใบละ ๒๐ บาท และ ๕๐ บาท จึงจะใช้ได้เพราะในประเทศกัมพูชา แต่ทาง
ที่ดีแล้วควรแลกเปลี่ยนเป็นเงินเรียลของกัมพูชาจะสะดวกกว่าเพราะจะได้ไม่เสียเปรียบในการจับจ่ายและซื้อสินค้า
เพราะป้ายราคาสินค้าในประเทศกัมพูชาจะแสดงราคาเป็นเงินเรียล และเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเท่านั้น
สำหรับสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา ก็มีความสำคัญในประเทศกัมพูชา นักท่องเที่ยวนิยมจะนำไปใช้จ่ายใน
การชำระค่าบัตรเข้าชมโบราณสถานต่าง ๆ และชำระเป็นค่าโรงแรมที่พัก ร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งจะแสดงราคาเป็นเงิน
เหรียญ US$ ดีกว่าจะชำระเป็นเงินบาทไทยและเงินเรียลของกัมพูชา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะให้ชาวกัมพูชา
ช้เงิน US$ อย่างแพร่หลาย พอ ๆ กับเงินเรียลสกุลเงินของตัวเอง สำหรับนักท่องเที่ยที่มีความประสงค์จะแลก
เปลี่ยนเงิน สามารถแลกเปลี่ยนได้ตามตู้รับแลกเปลี่ยนเงินของธนาคารต่าง ๆ ภายในเมืองเสียมเรียบและที่ด่าน
ปอยเปต ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนไทย ด้านอำเภออรัญประเทศ ซึ่งจะสะดวกสบายและไม่เสียเปรียบในการซื้อสินค้า
ดีกว่าใช้เงินไทย

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: