Accomtour’s Weblog

November 10, 2008

การค้นพบปราสาทนครวัด

การค้นพบปราสาทนครวัด

นักเดินทาง นักท่องเที่ยว คนแล้วคนเล่า ที่เข้ามาชม ปราสาทนครวัด แล้วจากไป หลายคนซึ่งในแรงศัทธา ของกษัตริย์ขอมโบราณ ที่มีต่อ วิษณุเทพ ที่นับถือ วิศวกร หรือ สถาปนิก ที่มาชมมหาปราสาทแห่งน ี้ก็อดตื่นตาตื่นใจ ไปกับ การก่อสร้าง ที่เมื่อพันปีก่อน ที่ไม่มี เทคโนโลยีใด ๆ ช่วยเลย จิตกร ที่มาเห็น ภาพแกะสลัก บนผนังระเบียงคต ภายในมหาปราสาทนครวัด ก็อดซาบซึ้งใจ ไปกับผลงาน อันมีชีวิตชีวา ทั้งภาพ นางอัปสร กว่าพันองค์ ภาพเรื่องราว ในวรรณคดีรามเกียรติ์ ภาพการกวนเกษียรสมุทร ภาพกองทัพ สมัยโบราณ นักบวช ในศาสนาต่าง ๆ ที่ได้มาเห็น มหาปราสาทนครวัด ต่างก็เห็น พลังแห่งแรงศัทธา ที่ทำให้เกิด สิ่งก่อสร้างอันมหึมานี้ แม้ว่า หลังการสร้าง มหาปราสาทนี้เสร็จ ไม่นาน ความล่มสลาย จะตามมาในแผ่นดินขอมก็ตาม มีการสำรวจ กันว่า พื้นที่ บริเวณ นครวัดนี้ ได้มีการ นำหิน เพื่อนำมาสร้างปราสาท โดยไปขนหินที่ เขาพนมกุเลน ซึ่งอยู่ห่าง ออกไปประมาณ ๕๐ กม.โดยใช้ช้างนับพันเชือก และล่องมา ตามแม่น้ำเสียมเรียบ เป็นจำนวนหลายล้านตัน เพื่อสร้างปราสาท ที่มีรูปทรงเป็น ปรางค์ ๕ ยอด ยอดกลางสูงถึง ๖๕ เมตร ก่อสร้างโดย ใช้แรงงานคน นับแสน ใช้เวลาก่อสร้าง ยาวนานกว่า ๓๐ ปี

e0b899e0b8b2e0b8a2e0b8ade0b987e0b8ade0b887e0b8a3e0b8b5-e0b8a1e0b8b9e0b982e0b8ade0b895e0b98c5

มหาปราสาทนครวัด ก่อสร้าง ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ (พ.ศ.๑๖๕๐-๑๖๙๓) จุดประสงค์เพื่อ อุทิศถวายแก่ พระวิษณุเทพ ในศาสนาฮินดู หรือ ศาสนาพราหมณ์ และ ยังใช้เป็น ราชสุสาน สำหรับเก็บพระศพ ของพระองค์อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ มหาปราสาทนครวัด จึงถูกสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทอื่น ๆ ที่จะหันหน้า ไปทางทิศตะวันออก เสียเป็นส่วนใหญ่ ขอมโบราณนั้น ได้รับอิทธิพลความเชื่อจาก อินเดีย ผ่านมาทางชวา ศาสนาฮินดูหรือ ศาสนา พราหมณ์นั้น ยกย่อง กษัตริย์ ว่าเป็น เทพเจ้า เรียกว่า ” ลัทธิเทวราชา “ กษัตริย์ คือ ตัวแทนของ เทพเจ้าในโลกมนุษย์ ซึ่งมี การสร้างเทวสถานให้ และเชื่อว่า เมื่อสวรรคต แล้ววิญญาณ จะประทับอยู่ ที่ปราสาท ซึ่งเป็น คติเทวราชา ที่เชื่อว่า กษัตริย คือ เทวเจ้าอวตารลงมา ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง ที่ทำให้ กษัตริย์ขอม เมื่อขึ้นครองราช จึงตั้งหน้าตั้งตา สร้างปราสาท ตลอดรัชกาลของแต่ละพระองค์ เพื่อให้เป็น ศาสนสถาน สัญลักษณ์ ของระบบสุริยะจักรวาล ตามคติฮินดู หรือ ความหมาย ก็คือ ศูนย์กลางของโลก และ จักรวาล พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ทรงครอง ราชอาณาจักรขอม ระหว่าง ปี พ.ศ. ๑๖๕๖ – ๑๖๙๓ รวม ๓๗ ปี หลังสิ้นรัชกาล ของพระองค์ กษัตริย์ขอมองค์ต่อๆ มา ที่ขึ้นครองราช ยังคง มีการสร้างปราสาท แต่ไม่มี ปราสาทใดเลย จะยิ่งใหญ่ไปกว่า ” มหาปราสาทนครวัด “ แห่งนี้อีกเลย

e0b899e0b8b2e0b8a2e0b8ade0b987e0b8ade0b887e0b8a3e0b8b5-e0b8a1e0b8b9e0b982e0b8ade0b895e0b98c6

รัชกาลของกษัตริย์ขอมโบราณ ดำเนินมาถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่ง เป็นกษัตริย์ ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา นิกายมหายาน งานก่อสร้าง จึงเป็นปราสาท ที่จัดว่าเป็น วัด ในพุทธศาสนา เช่น ที่ปราสาทบายน ปราสาทตาพรหม และ ปราสาทพระขรรค์ ฯลฯ หลังรัชกาล ของ พระองค์ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๘ ซึ่งนับถือศาสนาฮินดู ไศวนิกาย ได้ดัดแปลงปราสาทต่าง ๆให้เป็น ศาสนาสถาน ฮินดู เช่น มีการ สกัด รูปพระพุทธรูปออก ให้เป็นรูปศิวลึงค์แทน หลังสิ้นรัชกาล พระเจ้าชัยวรมันที่ ๘ ขอมก็เริ่มเสื่อมถอย เกิดความ อ่อนแอ ทาง เศรษฐกิจ เนื่องจากการแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง พราหมณ์และพระในพุทธศาสนา อีกทั้งเกิดสงคราม กับอาณาจักรไดเวียด (เวียดนาม) และตัอง ส่งเครื่องบรรณาการ ให้กับ อาณาจักรมองโกล และกรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชสมัย ของ นักองค์จันทร์ (พ.ศ.๒๐๕๘-๒๐๙๙) ได้สร้าง พระพุทธรูป ไว้บนระเบียงคต ของปรางค์ ปราสาทมากมาย ฐานะของ สุสานเทวาลัย จึงกลายมา เป็นวัด ในพุทธศาสนา ที่ชื่อว่า  ” นครวัด ” หลังจากนั้น ก็ไม่ปรากฎ เรื่องราว ของกษัตริย์ขอม โบราณอีกเลย การสิ้นสูญ เกิดขึ้นกับแผ่นดินขอม ปราสาทต่าง ๆ ถูกปล่อย รกร้างให้ผืนป่า เข้ากลืนกินไปนานถึงเกือบ ๕๐๐ ปี ล่วงเข้าปี พ.ศ.๒๔๑๐ ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มี นักพฤกษศาสตร์ ชาวฝรั่งเศสชื่อ” นายอ็องรี มูโอด์ “ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาศึกษาพรรณพืชเมืองร้อน ทั้งในเมืองไทย ลาว กัมพูชา จากเมืองไทย นายอ็องรีเดินทางเข้ากัมพูชาทางชายทะเลตะวันออกขึ้นบกที่เมืองกำปอตเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๐๓ ถึงเมือง พระตะบอง จากที่นี่ เขาได้รับการบอกเล่า จากมิชชันนารี ชาวฝรั่งเศส ด้วยกันว่า อีกฟากหนึ่ง ของทะเลสาบ ในเมืองสียมเรียบ มีซาก
โบราณสถาน ซ่อนอยู่ในป่าใหญ่ นายอ็องรี รุดเดินทางข้ามทะเลสาบไปยังเมืองเสียมเรียบทันที และบุกเข้าไปสำรวจในป่าทึบ เขาได้ พบกับ ปราสาทนครวัด เป็นแห่งแรก นับเป็นการค้นพบโบราณสถาน ที่สำคัญของโลก หลังจากที่ ดินแดนขอมโบราณ สูญหายไป ปล่อยให้ป่าใหญ่กลืนกินนานเกือบ ๕๐๐ ปี ครั้ง

นายอ็องรี มูโอด์ e0b899e0b8b2e0b8a2e0b8ade0b987e0b8ade0b887e0b8a3e0b8b5-e0b8a1e0b8b9e0b982e0b8ade0b895e0b98c

นายอ็องรี เดินทางกลับฝรั่งเศส จึงได้เขียนหนังสือ เกี่ยวกับปราสาทที่ได้พบ ซึ่งยัง ไม่รู้ว่า คืออะไรแน่ในเวลานั้น โดยสรุปว่า ” เป็นผลงานศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าโซเลม่อนที่คงสร้างขึ้นโดยใช้ช่างใหญ่อย่าง ไมเคิล แองเจโล
แต่น่าเศร้าที่ปราสาทนี้มาตั้งอยู่ในดินแดนป่าเถื่อนเช่นนี้ ” สามพันปีหลังจากนายอ็องรีค้นพบ นครวัด และ นครธม ฝรั่งเศส ก็บุก กัมพูชา ยึดเป็นเมืองขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๖ หลังจากนั้นเริ่มมีนักโบราณคดี นักมนุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ งานศิลปะ วิศวกร สถาปนิก ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ เป็นชาวฝรั่งเศส เดินทางเข้ามาดู และมาศึกษาสำรวจ นครวัดนครธมกันมากมาย แม้ว่า ฝรั่งเศส จะยึด กัมพูชา เป็นเมืองขึ้นยาวนาน แต่ฝรั่งเศสก็พยายามบูรณะปราสาทนครวัด และปราสาท ต่าง ๆ ให้มีสถาพที่ยืนหยัดอยู่ได้ต่อไป ซึ่งต้อง ใช้เวลา และงบประมาณ จำนวนมาก เพื่อจะทำให้นครวัดมีสภาพที่ยืนหยัด อยู่ได้มาจนทุกวันนี้

ปราสาทนครวัด

สร้างขึ้น ในสมัย พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ พุทธศตวรรษที่ ๑๗ ศิลปะแบบ นครวัด ศาสนาฮินดูไวษณพนิกาย เวลาในการ เยี่ยมชม ท่าน สามารถ เข้าชมได้ ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ ๐๕.๐๐ น. เพื่อชม พระอาทิตย์ขึ้น ด้านหลังปราสาท เป็นภาพที่งดงามมาก ส่วนช่วง กลางวัน เที่ยวชมโดยรอบ ๆ ของ ปราสาท ความยิ่งใหญ่ ของ มหาปราสาทนครวัดแห่งนี้ ควรใช้เวลา ในการเยี่ยมชม ไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่งโมง
ส่วนนอกสุด ของนครวัด กั้นด้วย คูเมือง ขนาดใหญ่ ยาว ๑.๕ กิโลเมตร (ทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก) กว้าง ๑.๓ กิโลเมตร (ทิศเหนือ-ทิศใต้) มีพื้นที่ทั้งหมด เกือบ ๒ ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ ๑,๒๑๙ ไร่ มีทางเข้า ยกระดับสูง ในทิศตะวันตก ข้ามคู เมือง เป็น ระยะทาง ๑๙๐ เมตร ไปถึง กำแพงปราสาท ชั้นนอกสุด ซึ่งสร้างด้วย ศิลาแลง ขนาดยาวประมาณ ๑,๐๐๐ เมตร กว้าง ๘๐๐ เมตร การวางผัง ของปราสาท ที่ไม่เหมือนปราสาท อื่น ๆ สังเกตได้จาก โคปุระทางทิศตะวันตก ของกำแพงนอกสุด จะมีขนาด ใหญ่ที่สุด และ ใหญ่กว่าโคปุระ อีก ๓ ทิศ ตัวปราสาท ประกอบด้วย โครงสร้างหลัก ที่เด่น ๆ ของสถาปัตยกรรมขอม ๒ ส่วน คือ ปิรามิตร ปราสาท และ ระเบียงคต ที่เชื่อมติดกัน ในส่วนของ ปิระมิดปราสาท สร้าง ยกระดับขึ้นสูง ๓ ชั้น แต่ละชั้น แบ่งเป็นสัดส่วน ด้วย ระเบียงคต มีโคปุระ อยู่ทั้ง ๔ ทิศหลัก และ ศาลาที่มุมทั้ง ๔ มุม หรือปราสาท บริวารล้อมรอบ ของ ปรางค์ประธานหลัก ที่เด่น ๆ ของ สถาปัตยกรรมขอม ๒ ส่วน คือ ปิรามิตรปราสาท และ ระเบียงคต ที่เชื่อมติดกันในส่วนของ ปิระมิด ภาพ และ ความรู้สึก ที่คล้ายจริง คูเมือง หมายถึง มหาสมุทร ที่ล้อมรอบโลก ระเบียงคต ที่เชื่อมกันล้อมรอบปราสาท หมายถึง เทือกเขาน้อยใหญ่ ที่ล้อมรอบ เขาพระสุเมรุ ที่ประทับ ของเทพเจ้า และ ตัวปราสาท ชั้นบนสุด หรือ ปรางค์ประธาน หมายถึง ยอดเขาพระสุเมรุ การได้ขึ้นไป ถึงปรางค์ประธาน อันสูงชัน นั้นก็เหมือน การจำลอง การขึ้นเขาพระสุเมรุ จริง ๆ
ชมอะไร ปราสาทชั้นนอก ทางดำเนิน เข้าสู่มหาปราสาทนครวัด หันหน้าเข้า สู่ทิศตะวันออก ทางดำเนินน ี้สร้างหลัง จาก สร้างปราสาท เสร็จแล้วหลายร้อยปี สังเกตุได้ จากลักษณะ ศิลปะของเสากลม ที่ฐาน ของทางดำเนิน จากจุดนี้ ด้านหน้า จะเป็น โคปุระ ทิศตะวันตก ซึ่งมี ๕ ประตู ประตุใหญ่ อยู่ตรงกลาง สำหรับ พระมหากษัตริย์ ดำเนินเข้าสู่นครวัด ส่วนทางเข้า ที่เล็กกว่า ถัดออกไป สำหรับ เสนาบดี และที่ไกลที่สุด อีก ๒ แห่ง มีขนาด ใหญ่ที่สุด สำหรับ ประชาชนทั่วไป รวมทั้งสัตว์ พาหนะ เช่น ช้าง ฯลฯ จากโคปุระนี้ จะมองเห็น ภาพตัวปราสาท ที่อลังการยิ่งใหญ่ ซึ่งอย ู่ที่ปลายสุด ของทางดำเนินชั้นใน ห่างออกไป ๓๕๐ เมตร ยามที่ พระอาทิตย์ขึ้น จะเห็น ตัวปราสาท ย้อนแสงอยู่ ด้านหน้าท้องฟ้า และใน ยามเย็น ก็จะเปลี่ยน องค์ปราสาท เป็นสีทอง ที่ผนังกำแพง ชั้นนอก ด้านทิศตะวันออกใกล้ ๆ ฐานกำแพงด้านน ี้รูปสลักนางอัปสร ในสภาพที่ ค่อนข้างสมบูรณ์ และ จะดูงดงาม ดุจมีชีวิต หากมาชม ในช่วงแสงแรก ของวัน ตลอดทางหลายสิบเมตร ตามผนังกำแพง ด้านทิศใต้นี้ มีนางอัปสร นางหนึ่ง ที่ยิ้มเห็นฟัน เป็นภาพเดียว ในจำนวนเกือบ ๒,๐๐๐ ภาพ ในปราสาทนครวัด เมื่อก้าวออก จากประตู ไปสู่ ทางดำเนินชั้นใน แล้วจะเริ่มเห็น ความยิ่งใหญ ่ขององค์ ปราสาทมากขึ้น ราวทางดำเนิน สร้างเป็น ตัวพญานาค ทอดยาวไป สองข้างทางดำเนิน มีบันได ทางลง สู่พื้นล่าง ด้านข้าง อยู่ ๖ จุด แต่ละจุด ห่างกัน ๕๐ เมตร ตอนปลาย ของราวบันได แต่ละแห่ง เป็นส่วนหัว และ หางพญานาค
ตัวปราสาท จากปลายสุด ของทางดำเนิน ชั้นในติดกับ บันไดนาค จะยกสุงขึ้น เกือบเท่ากับ ชั้นล่างสุด ของตัวปราสาท หรือ
ชั้นที่ มีภาพสลัก บนระเบียงคต เมื่อเข้าไปที่ โคปุร ะของระเบียงชั้นล่าง แล้ว หากมีเวลามากพอ ขอแนะนำ ให้เดินต่อไป ขึ้นไป
ยังระเบียงคต ชั้นกลาง และ ปรางค์ปราสาท ชั้นบนสุดก่อน แล้วจึง ย้อนกลับ ลงมาชม ภาพสลักภายหลัง จากโคปุระ ชั้นล่าง
ซึ่งเชื่อมบันได ทางขึ้น สู่ชั้นกลาง มีจุดเด่น คือ สระน้ำ ขนาดเล็ก ๔ สระ วางตัว เป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก เชื่อมระหว่าง โคปุระ
ทั้งสอง บริเวณนี้ ในรัชสมัย ของนักองค์จันทร ์เคยเป็นที่ตั้ง ของพระพุทธรูป จำนวนมาก ตลอดระเบียงคต อันเป็นที่มา ของ
ชื่อ นครวัด แต่ถูกทำลาย และ ขนย้ายออกไป ปัจจุบัน เหลืออยู่ เพียงเล็กน้อย ชาวกัมพูชา นิยมมา สักระบูชา เมื่อมา นครวัด
ที่โคปุระ ของตัวปราสาท ชั้นกลาง เดินขึ้นบันไดต่อไป จะพบกับ ตัวปราสาท ชั้นบนสุด เป็นที่ตึ้ง ของปรางค์ประธาน และ
ปรางค์บริวาร ทั้ง ๕ ปรางค์ บนฐาน อันใหญ่โต และสุงชัน

ยอดปราสาท หรือ เขาพระสุเมรุ ปรางค์ประสาท ทั้ง ๕ ตั้งอยู่ บนฐานยกสุง ขนาดใหญ่ มีับันไดทาง ขึ้นสูงชัน ทั้ง ๔ ด้าน
ด้านละ ๓ แห่ง ทั้งหมด ๑๒ แห่ง รอบฐาน ที่บันได ทางทิศใต้ มีราวเหล็ก ให้ยึดจับ ขึ้นสู่ชั้นบนสุดได้สะดวก ที่โคปุระ และ ปรางค์บริวาร ทั้งสองแห่ง ทางด้าน ทิศตะวันตก นับเป็น จุดชมวิวทิวทัศน์ ที่สวยงาม มองเห็นได้กว้างไกล หากมองตรงไป
ทางทิศตะวันตก จะเห็น ตัวปราสาท ชั้นกลาง ชั้นล่าง ระเบียงคต ที่ล้อมรอบ ๒ ชั้น ทางดำเนิน ชั้นในกำแพงปราสาท จนถึง
คูเมือง และราวป่า ด้านนอก หากมองไปทาง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะเห็น เขาพนมบาเค็ง แล ะปราสาท บนยอดเขา ซึ่ง
สามารถ มองย้อนกลับมา ที่ตัว ปราสาทนครวัดได้สวยงามเช่นกัน ปรางค์ประธาน ล้อมรอบด้วย ะเบียงคต และ ปรางค์ บริวาร ที่เชื่อมต่อกัน ตั้งอยู่ บนยอดฐาน ระดับเดียว กับปรางค์บริวาร ทั้ง ๔ แต่มีขนาด และความสูงมากกว่า ดูสูง สง่าสวยงาม ปัจจุบัน ช่องทาง เข้าออก ปรางค์ประธาน ๓ ด้าน เป็น บานประตูปิด ยกเว้น ทางทิศตะวันตก

ภาพสลัก ภาพสลักท ี่มหาปราสาทนครวัด นับเป็นสิ่ง ที่มีชื่อเสียงที่สุด แห่งหนึ่งของศิลปะขอม จนได้ชื่อว่า เป็นศิลปะยุค นครวัด ปรากฎอยู่ ที่ผนัง ด้านในระเบียงคต ชึ้นนอกสุด ของตัวปราสาท พื้นที่รวม ของภาพสลัก มีขนาดใหญ่มาก ยาวเกือบ ๖๐๐ เมตร เนื้อหา ของภาพส่วนใหญ่ มาจาก คัมภีรพระเวท และ มหากาพย์ ของศาสนาฮินดู การชม ภาพสลัก ควรเริ่มจาก โคปุระ ทิศตะวันตก อ้อมลง ทิศใต ้ไปทิศตะวันออก ภาพสลัก ที่จะได้ชม คือ

การรบที่ทุ่งกุรุเกษตร ในมหาภารตยุทธ ที่ระเบียงคต ทิศตะวันตก ด้านทิศใต้ ภาพสลัก ภายในศาลา หัวมุมระเบียงคต ด้าน ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ขบวนทัพ ของพระเจ้าสุริยวรมัน ที่ ๒ ที่ระเบียงคต ทิศใต้ ด้านทิศตะวันตก การตัดสินความดี และความชั่วของ
พญายม และนรก สวรรค์ ที่ระเบียงคต ทิศใต้ ด้านทิศตะวันออก

ภาพการกวนเกษียรสมุทร ที่ระเบียงคต ทิศตะวันออก ด้านทิศใต้ ภาพเหล่านี้ นับเป็นจุดเด่น ที่ไม่ควรพลาดชม แม้มีเวลาน้อย การเข้าชม โดยละเอียดนั้น สามารถ เริ่มจาก โคปุระ ทิศตะวันตก ของระเบียงคต ชั้นนอก แล้วเลี้ยวขวา ลงสู่ ระเบียงคต เพื่อชม ภาพสลัก

ภาพการกวนเกษียรสมุทร (ระเบียงคตด้านทิศตะวันออก ด้านทิศใต้)
ภาพสลักด้านนี้มีจุดเด่นและแตกต่างจากทุกภาพของนครวัด ทั้งในด้านขนาดของตัวละครต่าง ๆ ในภาพที่ใหญ่เกือบครึ่ง
หนึ่งของตัวคน และการลำดับการเล่าเรื่อง ซึ่งมีใจความสำคัญของเรื่องเพียงฉากเดียวตลอดความยาว ๔๐ เมตร โดยเป็น
เรื่องราวจากคัมภรย์พระเวทของศาสนาฮินดูต่างจากภาพอื่นที่มีการลำดับเรื่องเป็นตอน ๆ ไล่ไปตามความยาว มีจุดที่
เหมือนกันคือ เหตุการณ์สำคัญอยู่ที่กลางภาพ การกวนเกษียรสมุทรมีจุดประสงค์เพื่อผลิตน้ำอมฤต โดยใช้เวลา ๑,๐๐๐ ปี
น้ำอมฤตนั้นมีฤทธิ์ทำให้ผู้ที่ได้ดื่มกินเป็นอมตะ บางตำรากล่าวถึงสาเหตุของการกวนเกษียรสมุทรว่า เนื่องมาจากเทวดา
และอสูรมักจะสู้รบ ยกทัพมาปราบอีกผ่ายบ่อยครั้งผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอยู่เรื่อยมา ฝ่ายเทวดาจึงไปของคำปรึกษา
กับพระวิษณุว่า ทำอย่างไรจึงจะรบชนะเหล่าอสูรได้ตลอดทุกครั้ง พระวิษณุจึงแนะนำเรื่องการกวนเกษียรสมุทร เพื่อผลิต
น้ำอมฤต ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่และต้องใช้พละกำลังมาก โดยใช้ภูเขามันทระเป็นแกนหมุน ใช้นาควาสุกรีแทนเชือกพันรอบ
เขามันทระ แล้วแบ่งเป็น ๒ ฝ่ายผลัดกันดึงกลับไป มา เทวดาได้ยินดังนั้นก็ออกอุบายยืมแรงอสูรให้มาช่วยดึงนาคเพื่อกวน
ทะเลน้ำนม และให้สัญญาว่าจะแบ่งน้ำอมฤตที่ได้ให้ ฝ่ายอสูรเห็นดีด้วยก็ตอบตกลง จึงแบ่งด้านกันกวน ฝ่านเทวดาอยู่
ดึงตัวนาคควาสุกรีด้านหาง ฝ่ายอสูรให้ดึงด้านหัวการกวนครั้งนั้นซึ่งใช้เวลานาน เขามันทระก็ค่อย ๆ เจาะโลกลึกลง ๆ
พระวิษณุเป็นห่วงว่าโลกจะทะลุหรือแตกสลาย จึงได้อวตารเป็นเต่าเอากระดองรองรับเขามันทระเอาไว้ ภายในภาพจะเป็น
รูปกองทัพเหล่าอสูรเตรียมตัวพร้อมรบ เพื่อแย่งน้ำมอมฤตมาเป็นของตนฝ่ายเดียว ถัดไปจึงเป็นหัวแถวกวนเกษียรสมุทร
ด้านอสูรตนแรกที่เป็นผู้ถือหัวนาควาสุกรี คือ ทศกัณฑ์ จากจุดนี้บ่งบอกได้ว่า ขอมโบราณได้รวมเอามหากาพย์รามยณะเข้า
กับคัมภียร์พระเวท ถัดไปเป็นแถวอสูรอีก ๙๑ ตน ไปจนถึงกลางภาพ จะเห็นพระวิษณุ ๔ กร คอยควบคุมการกวนอยู่หน้า
เขามันทระ ใต้เขามันทระเป็นเต่าเอากระดองรองเขา เหนือเขามันทระมีพระอินทร์คอยจับเขาให้ตรง ถึดไปด้านขวาเป็นแถว
ของฝ่านเทวดา ๘๘ องค์ ท้ายสุดผู้ที่ถือหางคือ หนุมาน ช่วงท้ายของภาพเป็นกองทัพของเหล่าเทวดาเตรียมตัวแย่งน้ำอมฤต
จากอสูรเช่นกัน
ขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ (ระเบียงคตทิศใต้ ด้านตะวันตก)
นับเป็นภาพสลักที่ต่างจากทุกภาพ คือเป็นภาพจากเรื่องในประวัติศาสตร์ มีความยาวถึง ๙๔ เมตร โดยแบ่งภาพออกได้เป็น
๒ ส่วน ส่วนแรกเป็นช่วงที่ยังไม่จัดตั้งขบวนทัพ ส่วนทีสองเป็นภาพขบวนทัพ ในส่วนแรกนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ชั้น ชั้นบนเป็น
ภาพพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ประทับราชบัลลังก์ ล้อมรอบด้วยเหล่ารัฐมนตรี และแม่ทัพนายกองที่มาเข้าเฝ้า ชั้นล่างเป็นภาพ
ขบวนทัพของเจ้าหญิง พระธิดาบนเสรี่ยง เมื่อสิ้นสุดภาพในส่วนแรกก็เริ่มเป็นภาพขบวนทัพของทหารเดินเรียงไปตลอดแนว
พร้อมกับแม่ทัพนายกองของแต่ละกองทัพบนหลังช้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ อยู่รั้งท้ายบนหลังช้าง เกือบหน้าสุดของ
ขบวนทัพเป็นกองทัพที่มีลักษณะแตกต่างจากทัพอื่น ทหารมีใบ้หน้าที่โค้งมนสวมเสื้อลายดอก นุ่งผ้าคล้ายกระโปรง ชายผ้า
ยาว สวมหมวกทรงสูงเป็นชั้น ๆ ที่ปลายมีพู่ยาว แม่ทัพอยู่บนหลังช้างเช่นกัน สันนิษฐานว่าเป็นทัพของชาวสยาม

นรก สวรรค์ การพิพากษาของพญายม (ระเบียงคตทิศใต้ ด้านทิศตะวันออก)
ภาพสลักนี้นักโบราณคดีหลายท่านเชื่อว่าได้สลักหลังจากที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ เสด็จสวรรคตแล้ว ลักษณะของภาพแบ่งเป็น
สองตอน แต่ละตอน แบ่งออกเป็นสองถึงสามชั้น ซึ่งชั้นบนจะเป็นบนโลกและสวรรค์ ชั้นล่างสุดเป็นนรก ในตอนแรกซึ่งอยู่ทาง
ด้านซ้ายของภาพ เป็นภาพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ เสด็จนำเหล่าข้าราชบริพารที่ดีขึ้นสวรรค์ พวกอสูรและคนไม่ดีตกนรก
ในตอนที่สองชั้นกลาง เป็นภาพพญายมสิบแปดมือนั่งพิพากษาความดี-ชั่ว ของคนตาย บนหลังควายซึ่งเป็นสัตว์พาหนะ และ
ภาพที่นับเป็นจุดเด่นของภาพสลักนี้คือ ภาพชั้นล่างของนรกขุมต่าง ๆ ที่มีการทรมารคนชั่ว คนบาป ตามคติขอมเชื่อว่านรกภูมิ
แบ่งเป็นชึ้นถึง ๓๒ ชั้น

การรบที่ทุ่งกุรุเกษตร (ระเบียงคตทิศตะวันตก ด้านทิศใต้)
เป็นเรื่องราวในมหาภารตยุทธ กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างพี่น้องสองตระกูล คือตระกูลปาณฑพ และเการพ ทั้งสองตระกูล
ยกทัพมารบกันขั้นแตกหักที่ทุ่งกุรุเกษตรทางตอนเหนือของอินเดีย ภาพสลักมีความยาว ๔๙ เมตร เล่าเรื่องขณะสู้รบกัน
ตระกูลเการพอยู่ทางด้านซ้าย และตระกูลปาณฑพอยู่ทางด้านขวา ขอบภาพทั้งสองด้านเป็นภาพของทหารแต่ละฝ่ายยืนเรียง
แถวกันเป็นระเบียบ มีนายทหารบนรถม้าศึกและหลังช้าง การรบถึงขึ้นตะลุมบอนรุนแรงที่บริเวณกลางภาพ มีตัวละครเด่น ๆ คือ ภีษมะ แม่ทัพของฝ่ายเการพ อรชุน แม่ทัพฝ่ายปาณฑพ และพระวิษณุที่อวตาลมาเป็น พระกฤษณะ ซึ่งเป็นผู้ขับรถศึกให้อรชุน การรบดำเนินมาจนวันที่สิบ อรชุนก็สังหารภีษมะ จะเห็น ภาพภีษมะนอนตายบนลูกธนูที่ถูกยิงทั่งทั้งตัว การรบสิ้นสุดลงในวันที่สิบแปด โดยตระกูลปาณฑพเป็นฝ่ายชนะ และถือเป็นวัน สิ้นสุดของยุคอีกด้วย ศาลามุมริมระเบียงคตทิศตะวันตกเฉียงใต้
ภาพสลักส่วนใหญ่มาจากมหากาพย์รามายณะ และพระกฤษณะ ซึ่งเป็นปางอวตาลของพระวิษณุ ภาพที่มีลักษณะเฉพาะคือ
ภาพที่อยู่เหนือประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ หรือผนังบนหน้าบัน ภายในผนังมีภาพสลักครบทุกด้าน รวมทั้งหมดสิบสองภาพ โดยจะ
เรียบลำดับภาพในทิศทวนเข็มนาฬิกา

ทิศตะวันตก ด้านทิศเหนือ
ภาพสลักเล่าเรื่องราวถึงตอนพระศิวะแปลงกายเป็นขอทานมาทดสอบพวกฤาษี ในภาพเป็นรูปพระศิวะยืนที่ประตูมีผู้หญิงท้อง
ล้อมเหนือประตูเป็นภาพจระเข้ยักษ์
ทิศตะวันตก เหนือประตู
ภาพเรื่องราวของพระกฤษณะขณะเป็นเด็กที่มีพลังความสามารถเกินมนุษย์ในภาพเป็นเด็กคลานอยู่บนพื้น ที่เขาผูกติดกับก้อน
หิน เนื่องจากซุกซนมากจนพระราชมารดาของพระกฤษณะต้องจับผูกเอาไว้ แต่พระกฤษณะก็คลานลากหินไปจนโค่นต้นไม้
สองต้น ซึ่งเป็นเทวดาแปลงกายมา
ทิศตะวันตก ด้านทิศใต้
ภาพตอนทศกัณฑ์ยกเขาไกรลาส ในภาพเป็นทศกัณฑ์ทียี่สิบกร ยกเขาไกรลาส บนเขามีพระศิวะกับนางอุมาเทวี
ทิศใต้ ด้านทิศตะวันตก
ภาพตอนกามเทพแผลงศรให้พระศิวะหลงรักนางอุมา ขณะที่พระศิวะนั่งหลับตาบำเพ็ญสมาธิอยู่ แต่พระศิวะเกิดตกใจ ดวงเนตร
ที่สามบนหน้าผากลืมขึ้นเผากามเทพจนร่างกายสลายเป็นเถ้าธุลี ในภาพพระศิวะมีเครา สวมลูกประคำนั่งบำเพ็ญสมาธิ
มีกามเทพทำท่าแผลงศรอยู่ด้านข้าง ด้านล่างเป็นภาพของกามเทพนอนตาย ซึ่งต่างจากในตำนานที่ร่างเป็นเถ้าธุรี
ทิศใต้เหนือประตู
เป็นภาพเรื่องราวของพระกฤษณะ ไม่ปรากฏว่าอยู่ในตอนใดของตำนาน ในภาพเป็นภาพพระกฤษณะสู้กับฤาษี
ทิศใต้ด้านทิศตะวันออก
ภาพตอนพาลีและสุครีพสู้กันจากมหากาพย์รามารณะ
ทิศตะวันออก ด้านทิศใต้
ภาพพระศิวะนั่งบำเพ็ญสมาธิ แต่ภาพชำรุดเสียหายมาก
ทิศตะวันออกเหนือประตู
ภาพพระวิษณุ ด้านข้างมีคนคุกเข่าถือพาน ด้านบนของพระวิษณุมีเหล่านางอัปสรลอยอยู่
ทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือ
ภาพเรือที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามเรียงแถวกันในน้ำ เรือด้านบนมีการเล่นหมากรุก เรือด้านล่างผู้หญิงในเรือกำลัง
เล่นกับเด็ก ๆ
ทิศเหนือ ด้านทิศตะวันออก
ภาพเรื่องราวของพระกฤษณะ ตอนพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะขึ้นกำบังพายุฝนที่ตกกระหน่ำอย่างรุนแรงให้แก่คนเลี้ยงสัตว์
และฝูงวัว ซึ่งเกิดจากพระอิทนร์บันดาล เนื่องจากไม่พอใจเหล่าคนเลี้ยงสัตว์ที่ไม่เคารพสักการะ
ทิศเหนือ เหนือประตู
ภาพจากมหกาพย์รามายณะตอนพระรามยิงกวางทอง ซึ่งเป็นยักษ์แปลงกายมาเพื่อหลอกล่อให้นางสีดาพลัดหลงกับพระราม
กลางป่า
ทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตก
ภาพกวนเกษียรสมุทรของหล่าอสูรและ เทวดาเพื่อผลิตน้ำอัมฤต ที่ดื่มแล้วจะเป็นอมตะ ในภาพแถวอสูรอยู่ด้านซ้าย และเทวดา
อยุ่ด้านขวา ผลัดกันดึงลำตัวนาควาสุกรี ที่พันรอบเขามันทระให้หมุนเพื่อกวนทะเลน้ำนม

พระวิษณุปราบอสุร (ระเบียงคตทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือ)
เป็นภาพพระวิษณุต่อสู้กับกองทัพอสูร มีความยาวทั้งภาพ ๕๒ เมตร ภาพนี้สลักภายหลังจากสร้างปราสาทนครวัดเสร็จสิ้นแล้ว
หลายร้อยปี ประมาณ พ.ศ. ๒๐๘๙ – ๒๑๐๗ ภาพแสดงพระวิษณุทรงครุฑกำลังสู้กับกองทัพอสูรที่เรียงหน้าเข้ามาทั้งด้านซ้าย
และด้านขวาพระวิษณุอยู่กลางภาพ นอกจากกลางภาพแล้ว จุดน่าสนใจอื่น ๆ คือ ภาพของเหล่าอสูรบางตนขี่รถศึก บางตน
เดินเท้า บางตนขี่นกยักษ์

ภาพกฤษณะปราบพญาพาน (ระเบียงคตทิศเหนือ ด้านทิศตะวันออก)
ภาพสลักมีความยาว ๖๖ เมตร เป็นตอนพระกฤษณะสู้รบกับทัพพญาพาน เนื่องจากพญาพานได้ชิงตัวหลานของพระกฤษณะ
ไปเป็นเมีย ในภาพพระกฤษณะทรงครุฑปรากฎอยู่เป็นช่วง ๆ ตลอดภาพ ช่วงท้ายทางด้านขวาของภาพเป็นภาพพญาพานทรง
รถศึกเทียมราชสีห์ ซึ่งถูกพระกฤษณะตัดมือทั้ง ๑๐๐๐ มือ ถัดไปอีกเป็นภาพพระศิวะมาขอให้ละเว้นชีวิตพญาพาน

การรบของเทวดาและอสูร (ระเบียงคตทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตก)
ภาพสลักนี้ยังคงลวดลายดีอยู่ มีความยาว ๙๔ เมตร ภาพแสดงการรบกันของเทวดาและอสูร ฝ่ายเทวดาหันหน้าไปทางทิศ
ตะวันตก และเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดของภาพ เนื่องจากมีภาพเทพเจ้าที่สำคัญของศาสนาฮินดูหลายองค์ เช่น พระอินทร์ทรง
ช้างเอราวัณ พระวิษณุทรงครุฑ พระพรหมทรงหงส์ พระพิรุณทรงนาค พญายมทรงรถเทียมความย พระอัคนีทรงรถเทียมแรด
พระศิวะทรงรถเทียมโคนนทิ พระอาทิตย์ทรงรถเทียมม้า ในภาพที่เท้าพระศิวะเป็นภาพพระพิฆเนศวร์
ศาลาหัวมุมระเบียงคตทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ลักษณะเหมือนกับศาลาที่อยู่ทางทิศใต้ ทุกด้านสลักภาพครบ ๑๒ ภาพ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องในมหากาพย์รามายณะ
ทิศเหนือ ด้านทิศตะวันออก
ภาพสลักคล้ายคนสวมมุงกุฎสองคนในพระราชวัง ล้อมรอบด้วยข้าราชสำนัก ไม่ปรากฎว่าอยู่ในเรื่องใด
ทืศเหนือ เหนือประตู
จากมหากาพย์รามายณะ เป็นภาพตอนยักษ์ลักพาตัวนางสีดาไปกรุงลงกา ในภาพพระรามและพระลักษมณ์ ยืนโก่งคันธนู
ทิศเหนือ ด้านตะวันตก
จากมหากาพย์รามายณะ ภาพนี้ค่อนข้างชำรุด เป็นตอนที่นางสีดาพิสูจน์ตัวเองกับพระราม ระหว่างที่ถูกจับตัวไป ในภาพไม่มี
นางสีดาอยู่แล้ว
ทิศตะวันตก ด้านทิศเหนือ
ภาพจากมหกาพย์รามายณะ ตอนพระรามเสด็จกลับกรุงอโยธยา หลังรบชนะพวกยักษ์ที่กรุงลงกา
ทิศตะวันตก เหนือประตู
จากมหากาพย์รามายณะ เป็นภาพพระราม พระลักษมณ์ และกองทัพลิง
ทิศตะวันตก ด้านทิศใต้
จากมหากาพย์รามายณะ เป็นตอนที่หนุมานพิสูจน์ตัวเองกับนางสีดาที่ถูกลักพาตัวไปกรุงลงกา
ทิศใต้ เหนือประตู
จากมหากาพย์รามายณะ เป็นภาพพระรามและ พระลักษมณ์ สู้กับยักษ์
ทิศใต้ ด้านทิศตะวันออก
จากมหากาพย์รามายณะ ภาพในราชสำนักซึ่งมีการแข่งขันยิงธนู มีรางวัล คือ นางสีดา คนที่มาร่วมแข่งขันไม่มีใครมาแรงมาก
พอที่จะยกคันธนูได้ ยกเว้นพระรามที่ยิงนกได้ในภาพพระรามเล็งคันธนูไปที่นกที่เกาะอยู่บนคาน
ทิศตะวันออก ด้านทิศใต้
เป็นเรื่องพระกฤษณะ พระกฤษณะขี่ครุฑรอบ ๆ และด้านล่างของพระกฤษณะเป็นกองทัพของพระกฤษณะถือของที่ยึดมาได้
จากการรบ
ทิศตะวันออก เหนือประตู
จากมหากาพย์รามายณะ เป็นภาพพระรามกับพระลักษมณ์ และสุครีพยืนตรงข้ามกัน
ทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือ
ภาพพระวิษณุอนันตศายิน หรือนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งบรรทมอยู่บนอนันตนาคราช ลอยอยู่บนเกษียรสมุทร ด้านข้างคือ
นางลักษมี ด้านล่างมีเหล่าเทพหลายองค์

การสู้รบที่กรุงลงกา (ระเบียงคตทิศตะวันตก ด้านทิศเหนือ)
ภาพสลักตอนนี้นับเป็นจุดสำคัญท้ายสุดของมหากาพย์รามายณะ เป็นตอนที่กองทัพของพระรามยอทัพไปรบกับยักษ์ที่กรุงลงกา
เพื่อปราบทศกัณฐ์ และชิงตัวนางสีดาคืน ตัวละครในภาพส่วนใหญ่เป็นลักษณะการรบกันแบบตะลุมบอนของลิงกับยักษ์ มีภาพ
พระรามง้างธนูยืนอยู่บนไหล่หนุมาน

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: