Accomtour’s Weblog

November 12, 2008

ข้อมูลแต่ละปรสาทในกัมพูชา

กัมพูชา

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว

นครวัด (Angkor Wat) 1ใน7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มหาปราสาทนครวัด ได้ถูกสร้างขึ้น ในรัชสมัย ของ พระเจ้า สุริยวรมัน ที่ 2 ในพุทธศตวรรษที่ 17( พศ.1650 – 1693 ) หลังจาก ที่พระองค์ ได้ทรงรวบรวม อาณาจักรขอม เข้าด้วยกัน ได้อีกครั้ง เพื่ออุทิศถวาย แด่ พระวิษณุเทพ ในศาสนาฮินดู หรือ ศาสนาพราหมณ์ พระวิษณุ เป็นเทพสูงสุด และเพื่อใช้เป็น ที่ฝังพระศพ ของ พระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ ปราสาท จึงหันหน้า ไปทาง ทิศตะวันตก ทางเข้าตัวปราสาท จึงต้อง เข้ามาจาก ทิศ ตะวันตก โดยที่ ความเชื่อถือ ในสมัยนั้น ว่า กษัตริย์ขอม ก็คือ องค์อวตาล ของ พระวิษณุ นครวัดจึงเป็นทั้งเทวาลัย คือที่บวงสรวงบูชา และประดิษฐานเทวรูป และเป็นมฤตกาลัย หรือ เป็นที่บรรจุศพอัฐิ รวมความแล้ว ต้องจัดให้ มหาปราสาทนครวัด เป็น “มฤตกเทวลัย” คือ เป็นทั้งที่บูชา และ ประดิษฐานเทวรูป และเป็น พระราชสุสาน ไปด้วยในตัว อาณาจักรขอม เริ่มอ่อนแอลง เป็นลำดับ เนื่องจาก การแย่งอำนาจกันเองของเหล่า ราชนิกูล ในปี ค.ศ. 1150 หลังจากที่ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2สิ้นพระชนม์ลง (ครองราช ค.ศ. 1113 – 1150) พระเจ้าธรณิน ทรวรมันต์ที่ 2 ซึ่งเป็น พระญาติของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2เสด็จขึ้นครองราช สืบต่อมา จนถระทั่งปี ค.ศ.1160 พระเจ้ายโศวรมันที่ 2 พระญาติ อีกองค์หนึ่ง ก็ขึ้นครองราชสืบแทน จนมาถึง คศ.1165 พระเจ้าตรีภูวนาทิตยวรมัน ก็ทรงปราบดาภิเศก และตั้ง ราชวงศ์ใหม่ (ค.ศ.1165 -1177) จนในที่สุด ก็ถูกยึดครองจากอาณาจักรจาม (Cham) ในปี ค.ศ. 1177 พวกจาม ได้บดขยี้ เผาทำลาย เมืองหลวงเดิม (เมืองพระนคร) และปกครองเขมร ในฐานะ “เมืองขึ้น” เป็นเวลานานเกือบ ปี จนล่วงมาถึง ปี ค.ศ. 1181 พระเจ้าชัยวรมัน ที่ 7 ( ค.ศ. 1181 – 1219) พระราชโอรส ของ พระเจ้าธรณินทรวรมันต์ ที่ 2 ประกาศอิสสรภาพ และ รวบรวมอาณาจักร ชาวขอม เป็นปึกแผ่น เข้าด้วยกัน และในที่สุดก็สามารถขับไล่ พวกจาม ออกจากตินแดนขอมได้ โดยที่ขณะนั้น พุทธศาสนา นิกายมหายานได้แพร่ความเลื่อมใส จากลังกามา ถึงสุวรรณภูมิ และเป็นที่ ยึดเหนี่ยว และได้รับความเลื่อมใส จากพระเจ้าชัยวรมัน ที่ 7 เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าปราสาทนครวัด จะถูกสร้างขึ้น ในศาสนาฮินดูไวษณพนิกาย
(พระวิษณุเป็นเทพสูงสุด) ชื่อ นครวัด ก็เริ่มปรากฎ แต่กาลนั้นว่า เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา พระองค์ได้ทรงบูรณะ และ จัดสร้างพระพุทธรูปขึ้นไว้ที่นี่ และที่อื่นๆ ในอาณาจักรขอม อีกมากมาย ความรุ่งเรือง ของพุทธศาสนา ได้ควบคู่ กับ อาณาจักรขอม ตลอดรัชสมัยของพระองค์ หลังจากนั้น ลัทธิพราหมณ์ ก็กลับมา เป็นที่เคารพนับถือ ของกษัตริย์ชาวขอมอีกครั้ง ซึ่งพร้อมกันนั้น อาณาจักรขอม ก็อ่อนแอลงอีกครั้งหนึ่ง เมืองพระนคร และ นครวัด ก็ถูกลบ หายจากความทรงจำ และ ประวัติศาสตร์ขอม ไปตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1431 (พ.ศ.1974) เมื่อชาวสยาม ได้แผ่อำนาจ และโค่นล้ม อาณาจักรพระนคร ของขอมลง จากนั้น กษัตริย์ขอม ได้ย้ายเมืองหลวงลงไปทางทิศใต้ และไปตั้งเมืองใหม่ที่ เมืองพนมเปญ นครวัด ได้รับการเอ่ยถึง ว่ามีการทำนุบำรุง ให้เป็นศาสนสถาน อีกครั้งในราว 50 ปีต่อมา แต่หลังจากนั้น ก็ไม่ปรากฎเรื่องราว ของกษัตริย์ขอมโบราณ กับ อาณาจักรขอม อันยิ่งใหญ่ แห่งนี้อีกเลย การสิ้นสูญเกิดขึ้น กับแผ่นดินขอม ปราสาทต่างๆ ถูกปล่อยรกร้าง ให้ผืนป่า เข้ากลืนกินไปเนิ่นนาน กว่า 400 ปี ขอมโบราณนั้น ได้รับอิทธิพล ความเชื่อ จากอินเดีย ผ่านมาทาง ชวา ศาสนาฮินดู หรือ ศาสนาพราหมณ์นั้น ยกย่องเชิดชูกษัตริย์ ว่าเป็นเทพเจ้า เรียกว่า “ลัทธิเทวราชา” กษัตริย์ คือตัวแทนของเทพเจ้า ในโลกมนุษย์ และ มีการสร้าง เทวสถานถวายให้ โดยเชื่อว่า กษัตริย์ คือ เทพเจ้าที่อวตาลลงมา ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง ที่ทำให้กษัตริย์ขอม เมื่อขึ้นครองราชย์ จึงตั้งหน้าตั้งตา สร้างปราสาทตลอดรัชกาลของแต่ละพระองค์ เป็นศาสนสถาน สัญญาลักษณ์ ของระบบสุริยะจักรวาล ตามลัทธิฮินดูโดยมีเขาพระสุเมรุ เป็นสมมุติสถาน ประหนึ่งที่สูงสุด และศุนย์กลางของโลก และจักรวาลนั่นเอง

นครวัด มรดกโลกในกัมพูชา ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว

ในราวต้นคริสตศักราชที่ 16 ในรัชสมัย ของ นักองค์จันทร์ ได้มีการเอ่ยถึงว่าได้มีการทำนุบำรุง “นครวัด” ขึ้น
คำว่า “นคร” ชาวกัมพูชาออกเสียงเป็น “นอร์กอร์” ซึ่งฝรั่งเรียกเพี้ยนกลายเป็น “อังกอร์” “นครวัด” จึงกลายเป็น “อังกอร์วัด” นับแต่นั้นมา อังกอร์และอาณาบริเวณได้รับการยกย่องและจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์กร “ยูเนสโก” ในปี ค.ศ. 1992 ประสาทนี้ต่างจากปราสาทอื่นๆ โดยมิได้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ชาวขอมโบราณเชื่อว่าทิศตะวันออกเป็นทิศของ การเกิด ความรุ่งเรือง ส่วนทิศตะวันตกเป็นทิศของความตาย นครวัดไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสูงส่งเลิศเลอในบรรดาปราสาทขอมทั้งหมดเท่านั้น มันยังเป็นเมืองในตัวของมันเองด้วยนั้นคือ มีฐานะเป็นทั้เมืองหลวง และเทวสถานประจำรัชกาลพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 ที่สร้างอุทิศถวายแก่พระวิษณุ ส่วนนอกสุดของนครวัดถูกกั้นด้วยคูเมืองขนาดใหญ่ ยาว 1.5 กิโลเมตร (ทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก) กว้าง 1.3 กิโลเมตร ( ทิศเหนือ-ทิศใต้ ) มีพื้นที่ทั้งหมดเกือบ 2 ตารางกิโลเมตร มีทางเข้ายกระดับสูงจากทางทิศตะวันตกข้ามคูเมืองเป็นระยะทางยาว 190 เมตร ไปถึงกำแพงปราสาทชั้นนอกสุด ซึ่งสร้างด้วยศิลาแลง มีขนาดยาวประมาณ 1,000 เมตร กว้าง 800 เมตร การวางผังก็ไม่เหมือนปราสาทอื่นๆ สังเกตได้จากโคปุระ ทางทิศตะวันตก ของกำแพงชั้นนอกสุด จะมีขนาดใหญ่กว่าโคปุระจาก 3 ทิศอื่น ตัวปราสาทประกอบด้วยโครงสร้างหลักของสถาปัตยกรรมขอม 2 ส่วน คือปิรามิดปราสาท และระเบียงคตที่เชื่อมติดกัน ในส่วนของปิรามิดปราสาทยกระดับขึ้นสูง 3 ชั้น แต่ละชั้นแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยระเบียงคต มีโคปุระอยู่ทั้ง 4 ทิศหลัก และ มีศาลาที่มุมทั้ง 4 มุม หรือปราสาทบริวาลล้อมรอบของปรางค์ประธาน สัญญาลักษณ์ต่างๆ ที่แทนในสิ่งก่อสร้างทั้งหลายตามคติความเขื่อในศาสนาฮินดูให้ภาพและความรู้สึกที่คล้ายจริง คือ คูเมืองหมายถึงมหาสมุทรที่ล้อมรอบโลก ระเบียงคตที่เชื่อมกันล้อมรอบปราสาท หมายถึง เทือกเขาน้อยใหญ่ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุที่ประทับของเทพเจ้า และตัวปราสาทขั้นบนสุดหรือปรางค์ประะธาน หมายถึง ยอดเขาพระสุเมรุ เชื่อว่าการได้ขึ้นไปถึงปรางค์ประธานอันสูงสุดนั้นเหมือนการจำลองการชึ้นเขาพระสุเมรุจริงๆ ยอดปรางค์ปราสาทนครวัดมี 5 ยอด มีปรางค์ประธานองค็ใหญ่สุดอยูตรงกลาง ล้อมรอบด้วยปรางค์บริวารอีก 4 ทิศ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ปราสาทนครวัด ใช้เวลาในการก่อสร้างเกือบตลอดรัชสมัยของพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 ยาวนานกว่า 30 ปี ประมาณกันว่าหินที่นำมาสร้างนั้นเป็นจำนวนหลายล้านลูกบาศก์เมตรมีแหล่งหินอยู่ที่เทือกเขาพนมกุเลน ซึ่งทอดยาวอยู่ด้านหลังมหาปราสาทอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร ใช้ช้างนับพันเชือกสำหรับขนหิน ถึงกระนั้นก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ยังมีการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และสลักภาพบนฝาผนังระเบียงคตเพิ่มจนครบแปดภาพในสมัยของนักองค์จันทร์ (พ.ศ.2059-2099) แม่น้ำด้านหลังปราสาทคือแม่น้ำเสียมเรียบ มีตันกำเนิดจากยอดเขาพนมกุเลน หินที่นำมาจากเทือกเขาพนมกุเลนส่วนหนึ่งล่องแพมาตามลำน้ำสายนี้ ปราสาทชั้นนอก ทางเดินเข้าสู่ปราสาทนครวัดหันหน้าเข้าสู่ทิศตะวันออก ทางเดินนี้สร้างหลังจากสร้างปราสาทเสร็จแล้วหลายร้อยปี สังเกตได้จากลักษณะศิลปะของเสากลมที่ฐานของทางเดิน จากจุดด้านหน้าจะเป็น โคปุระทิศตะวันตก ซึ่งมี 5 ประตู ประตูใหญ่อยู่ตรงกลาง สำหรับกษัตริย์ดำเนินเข้าสู่นครวัด ส่วนทางเข้าที่เล็กกว่าถัดออกไปสำหรับเสนาบดี และที่ไกลสุดอีก 2 แห่งมีขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับประชาชนทั่วไปรวมทั้งสัตว์พาหนะ เช่น ช้าง จากโคปุระนี้จะมองเห็นภาพตัวปราสาทที่อลังการณ์ยิ่งใหญ่ อยู่ที่ปลายสุดของทางเดินห่างออกไป 350 เมตร ที่ผนังกำแพงชั้นนอกด้านทิศตะวันออกใกล้ๆ ฐานกำแพงด้านนี้มีรูปสลักนางอัปสรในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ดูงดงามมีชีวิตชีวา ตลอดทางหลายสิบเมตรตามผนังกำแพงด้านทิศใต้ มีนางอับสรนางหนึ่งยิ้มเห็นฟัน เป็นภาพเดียวในจำนวนเกือบ 2,000 ภาพ ในปราสาทนครวัด เมื่อก้าวออกจากประตูไปสู่ทางเดินชั้นในแล้วจะเริ่มเห็นความยิ่งใหญ่ขององค์ปราสาทมากขึ้น ราวทางเดินสร้างเป็นตัวพญานาคทอดยาวไปสองข้างทางเดิน บนเสาสี่เหลี่ยมสั้นๆ ตลอดทาง มีบันไดทางลงสู่พื้นล่างด้านข้างอยู่ 6 จุด แต่ละจุดห่างกัน 50 เมตร ตอนปลายของราวบันไดแต่ละแห่งเป็นส่วนหัวและหางของพญานาค ตัวปราสาท ปลายสุดทางเดินติดกับบันไดนาคจะยกสูงขึ้นเกือบเท่ากับชั้นล่างสุดของตัวปราสาท หรือชั้นที่มีภาพสลักบนระเบียงคต เมื่อเข้าไปที่โคปุระของระเบียงชั้นล่างแล้ว หากมีเวลามากพอขอแนะนำให้เดินต่อไปขึ้นไปยังระเบียงคตชั้นกลาง และปรางค์ปราสาทชั้นบนสุดก่อน แล้วจึงย้อนกลับลงมาชมภาพสลักภายหลังจากโคปุระชั้นล่าง ซึ่งเชื่อมบันไดทางขึ้นสู่ชั้นกลางมีจุดเด่นคือ สระน้ำขนาดเล็ก 4 สระ วางตัวเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากเชื่อมระหว่างโคปุระทั้งสอง บริเวณนี้ในรัชสมัยของนักองค์จันทร์ เคยเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปจำนวนมากตลอดระเบียงคต อันเป็นที่มาของชื่อ “นครวัด” แต่ถูกทำลายและขนย้ายออกไป ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ที่โคปุระของตัวปราสาทชั้นกลางเดินขึ้นปันไดต่อไปจะพบกับตัวปราสาทชั้นบนสุด เป็นที่ตั้งของปรางค์ประธานและปรางค์บริวารทั้ง 5 ปรางค์ ยนฐานอันใหญ่โตและสูงชัน ยอดปราสาทหรือเขาพระสุเมรุ ปรางค์ปราสาททั้ง 5 ตั้งอยู่บนฐานสูงขนาดใหญ่ มีบันไดทางชึ้นสูงชันทั้งสี่ด้าน ด้านละ 3 แห่ง ทั้งหมด 12 แห่งรอบฐาน ที่บันไดทางทิศใต้มีราวเหล็กให้ยึดจับขึ้นสู่ชั้นบนได้สะดวก ที่โคปุระและปรางค์บริวารทั้งสองแห่ง ทางด้านทิศตะวันตกนับเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม มองเห็นได้กว้างไกล หากมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะเห็นเขาพนมบาเค็ง และปราสาทบนยอดเขา ปรางค์ประธานล้อมรอบด้วยระเบียงคตและปรางค์บริวารที่เชื่อมต่อกัน ตั้งอยู่บนยอดฐานระดับเดียวกับปรางค์บริวารทั้ง 4 แต่มีขนาดและความสูงมากกว่า ดูสูงสง่า สวยงาม ปัจจุบันช่องทางเข้า-ออก ปรางค์ประธาน 3 ด้าน เป็นบานประตูปิด ยกเว้น ทางทิศตะวันตก ภาพสลักที่มหาปราสาทนครวัด นับเป็นสิ่งที่ชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของศิลปะขอม จนได้ชื่อว่าเป็นศิลปะยุค นครวัด ปรากฎอยู่ที่ผนังด้านในระเบียงคตชั้นนอกสุดของตัวปราสาท พื้นที่รวมของภาพสลักที่มีขนาดใหญ่มาก ยาวเกือบ 600 เมตร เนื้อหาของภาพส่วนใหญ่มาจากคัมภีร์พระเวท และมหากาพย์ของศาสนาฮินดู การชมภาพสลัก ควรเริ่มต้นจากโคปุระทิศตะวันตก อ้อมลงทิศใต้ไปทิศตะวันออก ภาพสลักที่จะได้ชมคือ การรบที่ทุ่งกุรุเกษตรในมหาภารตยุทธ (ที่ระเบียงคตทิศตะวันตกด้านทิศใต้) ภาพขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (ที่ระเบียงคตทิศใต้ด้านทิศตะวันตก) ภาพการตัดสินความดีและความชั่วของพญายม และ นรก สวรรค์ (ที่ระเบียงคตทิศใต้ด้านทิศตะวันออก) ภาพกวนเกษียรสมุทร (ที่ระเบียงคทิศตะวันออกด้านทิศใต้) ภาพเหล่านี้ล้วนเป็นจุดเด่นไม่ควรพลาดแม้มีเวลาน้อย การเข้าชมโดยละเอียดนั้นสามารถเริ่มจากโคปุระทิศตะวันตกของระเบียงคตชั้นนอกแล้วเลี้ยวขวาลงสู่ระเบียงคตเพื่อชมภาพสลัก

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: