Accomtour’s Weblog

November 13, 2008

หงสาวดี

BAGO

ประวัติศาสตร์เมืองหงสาวดี

หงสาวดี (HANSAWADEE) หรือ บะโค เมืองหลวงเก่าแก่ ของอาณาจักรมอญโบราณ ที่มีอาย ุมากกว่า 400 ปี ภาษาอังกฤษ เรียกว่า “ BAGO ” หรือ “ PEGU ” ในอดีต เคยเป็นเมืองหลวง ของสหภาพพม่า มาก่อน ตั้งอยู่ใกล ้เมืองเมาะตะมะ ทางตอนใต้ ของประเทศพม่า อยู่ห่าง จากย่างกุ้ง ระยะทาง ประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 2 ชั่วโมง เรียกตามชื่อแม่น้ำ ที่ ไหลผ่านเมืองนี้ ไปบรรจบ แม่น้ำอิรวดี ที่เมือง ย่างกุ้ง สาเหตุที่เรียกว่า “เมืองหงสาวดี” เพราะตำนาน เล่าว่า เมืองนี้ เป็นเมืองริมทะเล เป็นเพียง เกาะเล็ก ๆ มี หงส์ตัวผ ู้มาเกาะอยู่ที่นั่นก่อน แต่เนื่องจากที่เล็กมาก จนไม่ีมีที่่ให้ หงส์ตัวเมียเกาะ หงส์ตัวเมีย จึงบินขึ้นไป เกาะอยู่บนหลังตัวผู้ จึงเรียกกันต่อว่า เมืองหงสาวดี และ พระพุทธเจ้า ได้ทำนายไว่ว่า ต่อไปที่ตรงนี้ จะเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ และเป็น ศุนย์กลางสำคัญ ในการเผยแผ่ พุทธศาสนา สืบต่อไป เมืองหงสาวดีน ี้เป็นที่อยู่อาศัย ของชาวมอญ มาแต่ดั้งเดิม เป็นศูนย์กลาง
สำคัญ ของอาณาจักรมอญ มีพระเจ้าแผ่นดิน องค์สำคัญหลายองค์ เช่น พระเจ้าราชาธิราช ครองราช ราวปี พ.ศ.1900 เศษ พระเจ้าแผ่นดิน ที่สำคัญอีก พระองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าธรรมเจดีย์ ได้ทรง ทำนุบำรุงพุทธศาสนามาก โดยรับอิทธิพล จากลังกา ใน
ลัทธิเถรวาท ครองราช ราว ปี พ.ศ.2000 ซึ่งต่อมา พระเจ้าแผ่นดินพม่า ชื่อว่า “ตะเบงชเวตี้” ตีเมือง หงสาวดีแตก ได้ฆ่า ชาวมอญ ล้มตายเป็นจำนวนมาก และต่อมา บุเรงนอง พี่เขย ของตะเบงชเวตี้ ขึ้นเป็น พระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อมา บุเรงนอง ได้ย้ายเมืองหลวง ของพม่า มาอยุ่ที่ เมืองหงสาวดี จึงกลายเป็น ราชธานีของพม่า มาตั้งแต่คราวนั้น ต่อมาสิ้นสุดลง ในยุคของ บุเรงนอง พม่าเริ่มอ่อนแอ ลง มอญเข้มแข็งขึ้น ได้แยกตัวเป็นอิสระ และ ยกทัพขึ้นไปทางเหนือ สามารถตีกรุงอังวะ ราชานีของพม่าได้ ต่อมาไม่นาน มีนายพรานผู้หนึ่ง ชื่อ “อลองพญา” เป้นหัวหน้าหมู่บ้าน มีผู้นับถือมากมาย ได้ตั้งตัวแข็งข้อ ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจ มอญ ได้ส่ง กองทัพ ไปปราบ แต่ไม่สำเร็จ พ่ายแพ้ทุกครั้ง ชาวพม่า จึงได้เข้ามาสมัคร เป็นพรรคพวกมากขึ้น จนตั้งเป็นกองทัพใหญ่ และยก ลงมาตี เมืองหงสาวดี ของมอญได้ ต่อจากนั้น ที่อังกฤษสามารถ รบชนะพม่าได้ที่เมือง มัณฑะเลย์ จึงได้ใช้ ย่างกุ้ง เป็นเมืองหลวง ส่วน
มอญ ยังคงถือว่า เมืองหงสาวดี เป็นเมืองสำคัญ ต่อมา

สัญลักษณ์ของเมืองหงสาวดี
ตำนานหงส์คู่ หงส์ตัวบน เป็นหงส์ตัวเมีย ส่วนตัวล่าง เป็นตัวผู้ เพราะเรื่องนี้ ี้ มีตำนาน ที่จารึกไว้ เป็นภาษามอญว่า …เมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จมาถึง ยังดินแดนแห่งนี้ ได้ทอดพระเนตรเห็น หงส์ทอง 2 ตัวเล่นน้ำอยู่ จึงได้ทำนายว่า ในภายภาคหน้า เมืองนี้ จะกลายเป็น มหานครขึ้น ชื่อว่า ” เมืองหงสาวดี “ หลังจากนั้น ดินแดนที่มีหงส์ทอง 2 ตัวลงเล่นน้ำ ก็ได้กลายเป็น มหานคร และเป็นราชธานี ในเวลาต่อมา และได้มีการแต่งเติม เรื่องราวเกี่ยวกับ หงส์ทอง 2 ตัว เพิ่มขึ้น โดยเล่าว่า หงส์ที่บินมาเกาะ อยู่เหนือพื้นดิน ผืนเล็กๆ ในทะเล ผืนดินแผ่นน ี้เล็กจนกระทั่งตัวเมียไม่มีที่เกาะ และต้องมาเกาะ อยู่บนหลัง ของหงส์ตัวผู้ เดิมทีหงสาวดี ถือเป็นศูนย์กลาง ทางด้านต่าง ๆ อันสำคัญ ของชาวมอญ ต่อมาพวกพม่า ก็ได้เข้ามา มีอิทธิพลเหนือ เมืองหงสาวดี ในปี พ.ศ. 2082 และ พัฒนาเมือง ให้กลายเป็น เมืองท่าที่เจริญรุ่งเรือง หลังจากนั้น ก็กลับไปอย ู่ภายใต้การปกครอง ของชนชาติมอญ อีกครั้ง แต่ในปี พ.ศ. 2300
เมือง พะโค หรือ หงสาวดี ก็ต้องถูกรุกราน ทำลายอีกครั้ง ในสมัย ของพระเจ้าอลองพญา ก่อนที่ จะถูกพม่า ยึดครองได้
อย่าง เบ็ดเสร็จ หงสาวดีวันนี้ เป็นเมืองใหญ ่เมืองหนึ่ง ของพม่า ที่มีสภาพ ของตึกราม บ้านเรือน ร้านต่าง ๆ ไม่แตกต่าง จากเมืองใหญ่ อื่น ในพม่า โดยในหลายพื้นที่ ของเมืองนี้ มีรถม้า ไว้คอยบริการ ผู้โดยสาร ซึ่งถือเป็น เสน่ห์อีกอย่างหนึ่ง หงสาวดี เมืองแห่งตำนานหงส์คู หงสาวดี หรือที่คนพม่าเรียกว่าเมือง “พะโค” เมืองนี้มีสัญลักษณ์เป็นหงส์คู่ (ตัวผู้อยู่ล่างตัวเมียอยู่บน) ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง
แหล่งท่องเที่ยวเมืองหงสาวดี

เมืองหงสาวดี มีโบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ พระเจดีย์ชเวมอดอว์ (พระธาตุมุเตา) : พระราชวังบุเรงนอง : พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว : พระเจดีย์ไจ๊ปุ่น
ปัจจุบัน หงสาวด ีเป็นเมืองที่ทำรายได้ ให้แก่ประเทศพม่า ด้วยความท ี่เป็นเมืองท่องเที่ยว มีความสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ และศิลปะ วัฒนธรรม

การเดินทาง

หงสาวดี อยู่ห่าง จากย่างกุ้ง ระยะทาง ประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทาง ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็มาถึง เมืองเก่าแก่ ที่สำคัญ กับประวัติศาสตร์ไทยเรา

สถานที่ท่องเ้ที่ยวที่น่าสนใจ

SHWETHALYAUNG BUDDHA

พระพุทธไสยาสน์ ชเวตาเลียว

พระพุทธไสยาสน์ ชเวตาเลียว องค์พระนอน ประดับมุข ลงรักษ์ อย่างงดงามมาก ขนาดใหญ่มาก ยาว 54 เมตร (แต่ยัง เป็นรอง พระพุทธไสยาสน์ เจ๊าทัตจี Kyauk Htat Gyi ที่ย่างกุ้ง) เป็นพระนอน ที่งดงามที่สุดในพม่า มีพระพักต์ รอยยิ้ม แสดงถึง ความเมตตา
ตามประวัติ ไม่มีใครทราบว่า ผู้ใดเป็นคนสร้าง เมื่อครั้ง อังกฤษ เข้ามาปกครองประเทศพม่า และได้ดำเนินการ สร้างทางรถไฟ ผ่านมาจนได้พบ พระนอนชเวตาเลียว ในป่ารก มีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น ชำรุดทรุดโทรมมาก ได้มีการ บูรณะขั้นมาใหม่ อย่างงดงาม ในสมัยหลัง ไม่นานมานี้ พร้อมทั้ง สร้างหลังคาคลุม เป็นโครงเหล็ก ไม่สวยงามเลย แต่เพื่อ ไม่ให้ถูกแดด ถูกฝน จนทรุดโทรมเร็ว เหมือนแต่ก่อน จะเห็นชาวพม่า มานั่งสวดมนต์ ถือลูกประคำกันมาก บ้างก็นั่งสมาธิ ไม่สนใจ ผู้คนที่เดินผ่านไป ผ่านมา เราควร นั่งกราบ 3 ครั้ง และประทักษิณ เวียนขวา 3 รอบ แล้วทำบุญ ในกล่องบริจาค ตามศรัทธา ซึ่งมีอยุ่มากกว่า 30 ตู้ ด้านหน้า พระวิหาร พระพุทธไสยาสน์ จะมีร้านค้าของชาว หงสาวดี ขายของแปลก ๆ เช่น ไม้แกะสลัก ไม้จันทน์หอม ผ้าพิมพ์เป็นรูปภาพต่างๆ เครื่องเขิน เครื่องเงิน หลังจากที่ พระเจ้าอลองพญา ทรงปราบมอญราบคาบ เมืองหงสาวดี ก็ถูกทิ้งร้าง พระพุทธไสยาสน์ ไม่ได้รับการดูแล จนกลายเป็น กองอิฐ จมอยู่ในโคกดิน จนถึง ปี พ.ศ.2424 เมื่ออังกฤษ สร้างทางรถไฟสายพม่า จึงขุดพบ พระนอนองค์นี้ จากนั้นปี พ.ศ.2491 หลังจากพม่า ได้รับเอกราช ได้มีการ บูรณปฏิสังขรณ ์อย่างจริงจัง และได้ทาสี และปิดทองลงชาดใหม่ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

KYAIK PUN PAGODA

วัดไจปุน4-face-buddha1

วัดไจปุน ตามประวัติสร้างในสมัย ” พระเจ้าหงสาวดี ” เมื่อราว 200 ปีมาแล้ว ครั้งที่หงสาวดีเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรมอญ โดย พระราชธิดา ทั้ง 4 องค์ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อกันและกันว่า จะรักกัน และอุทิศตน เป็นอุบาสิกาอุปถัมพระพุทธศาสนา ตลอดไป โดยจะ ไม่ อภิเษกสมรส จึงได้สร้าง พระพุทธรูป 4 องค์ นั่งหันหลังชนกันวัดไจปุน ต่อมา พระธิดาองค์สุดท้องได้ผิดสัญญา พระพุทธรูปองค์หนึ่ง ได้เกิดปฏิหาร พังทลายลงมา พระนั่ง 4 ทิศ (เหมือน พระ 4 อิริยาบถ ที่กำแพงเพชร) พระพุทธรูปปรางมารวิชัย ทั้ง 4 ทิศ รวม 4 องค์ ศิลปะมอญ ใบหน้า เป็นรูปไข่ คิ้งโก่ง ห่มจีวรเฉียง จีวรมีริ้ว ปลายสังฆาฏิ เป็นริ้วระบาย ซ้อนทับกันลงมา ประกอบด้วย
1. องค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า (หันพระพักต์ไปทางทิศเหนือ) กับพระพุทธเจ้าในอดีต 3 พระองค์ คือ
2. พระพุทธเจ้าโกนาคมน์ (ทิศใต้)
3. พระพุทธเจ้ากกุสันธ (ทิศตะวันออก)
4. พระพุทธเจ้ามหากัสสปะ (ทิศตะวันตก)
พระพุทธรูป องค์หันหน้าไปทาง ทิศตะวันออก เป็นพระพุทธรูป ที่สร้างขึ้นใหม่ ทดแทน องค์ที่เกิดปาฏิหาร พังทลายลงทมา สังเกต ุที่พระพักต์ ของพระพุทธรูป จะมีลักษณะ เป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบพม่า เพราะได้ซ่อมแซมขึ้นภายหลัง ต่างจาก องค์อื่นๆ อีก 3 องค์ ที่มีพระพักต์ เป็นรูปวงรี (รูปไข่) แบบมอญ ซึ่งเป็นองค์เดิม ตั้งแต่แรกสร้าง

Ruin Palace of Bayinnaung the Great

พระราชวังบุเรงนองkan3

พระราชวังบายิงนอง หากพูดถึง กษัตริย์ ที่มีบทบาทสำคัญ อย่างยิ่ง สำหรับเมืองหงสาวดี ก็เห็นจะ ไม่มีกษัตริย์ พระองค์ไหน โดดเด่นเท่า พระเจ้าบุเรงนอ(หรือ ที่คนไทย รู้จักดี จากวรรณกรรมเรื่อง “ ผู้ชนะสิบทิศ ” ) เพราะ เป็นผู้สร้าง เมืองหงสาวดี ให้เจริญรุ่งเรือง เป็นอย่างมาก โดย พระองค ์ได้สร้างพระราชวังบุเรงนอง ขึ้นใน ปี พ.ศ. 2109 เพื่อใช้เป็น ศูนย์กลาง ทางการปกครอง และใช ้ออกว่าราชการ ปี

พ.ศ. 2142 ในสมัย พระเจ้านันทบุเรง พระราชวังบุเรงนอง ได้ถูกทำลาย ด้วยฝีมือ ของพวกยะไข่ กับตองอู ทิ้งให้ พระราชวังแห่งนี้ รกร้างลง เป็นเวลา ร่วม 3 ศตวรรษ ซึ่งพระราชวังเดิม นั้นเคยเป็น ที่ประทับ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้ง ยังทรงพระเยาว ์และ ถูกจับเป็นตัวประกัน อีกด้วย

kan2

ในปี พ.ศ. 2533 มีการค้นพบ เสา และ กำแพงเดิม ที่ถูกฝังอยู่ในดิน รัฐบาลพม่า จึงได้ทำการ ขุดค้น และ สร้างพระราชวัง บุเรงนองขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็น สถานที่ท่องเที่ยว โดยถอดแบบ จากของเดิม ซึ่งบางส่วนได้สร้างแล้วเสร็จไป ส่วนอีกบางส่วน ก็กำลัง รอทุน ในการก่อสร้างอยู่ โดยส่วนท ี่สร้างเสร็จ และเปิด ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ก็มี พระตำหนัก ที่ประทับบรรทมสีทองเหลืองอร่าม ที่ดูโดดเด่น ชวนมอง ในรูปแบบ สถาปัตยกรรมพม่า และ ท้องพระโรง ที่ใช้ ออกว่าการ ก็ดูโดดเด่ ด้วยสถาปัตยกรรรมพม่า สีทองเหลืองอร่าม ทั้งภายนอก และภายใน ซึ่งในอนาคตที่นี่ จะใช้เป็นสถานที่ จัดแสดงเกี่ยวกับ ประวัติเมืองหงสาวดี และ พระราชวังบุเรงนอง อันสำคัญ ในขณะที่ ปัจจุบันเป็น โถงโล่ง ๆ มี ราชรถจำลอง โมเดล ของพระราชวัง และ บานประตูไม้สักขนาดใหญ่ ของพระราชวังเดิม วางไว้ให้ชม

SHWE MAWDAW PAGODA

มหาเจดีย์ชเวมอดอร์ (พระธาตุมุเตา)

มหาเจดีย์ชเวมอดอร์ หรือที่เราเรียกกันว่า พระธาตุมุเตา ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี พระเจดีย์องค์นี้ถือว่ามีความโดดเด่นในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า และยังเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสูงสุดของชาวพม่า นอกจากนี้มหาเจดีย์ชเวมอดอ ยังเคยผ่านการพังทลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยแผ่นดินไหวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ก.ค. พ.ศ. 2473 ได้ทำให้ปลียอดของเจดีย์องค์นี้หักพังลงมา แต่ว่าด้วยความศรัทธาที่ชาวเมืองมีต่อเจดีย์องค์นี้ พวกเขาได้ทำการสร้างเจดีย์ชเวมอดอขึ้นมาใหม่ในปีพ.ศ.2497 ด้วยความสูงถึง 374 ฟุต (ตอนแรกที่สร้างสูง 70 ฟุต) นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า ส่วนปลียอดที่พังลงมาก็ได้ตั้งไหว้ที่มุมหนึ่งขององค์เจดีย์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาควบคู่ไปกับเจดีย์องค์ปัจจุบัน
สำหรับความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเจดีย์ชเวมอดอก็คือ เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะแบบมอญอย่างเด่นชัด คือมีฉัตรแบบเรียบๆและมีองค์ระฆังของเจดีย์มีลักษณะแคบเรียว ภายนอกหุ้มด้วยทองจังโก้ ภายในเป็นอิฐกลวง แตกต่างจากเจดีย์ชเวดากองที่เป็นเจดีย์แบบพม่า (อย่างชัดเจน)
ส่วนบริเวณรอบๆองค์เจดีย์ก็มีพระพุทธรูปหลายองค์ให้กราบไหว้ มีอาคารสถาปัตยกรรมพม่าผสมตะวันตกให้เดิน นอกจากนี้ที่ด้านหนึ่งของเจดีย์ยังมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆเก็บโบราณวัตถุต่างๆให้ชม

KYAKHAT WINE MONASTERY

วัดไจ๊คะวาย56200531bagoimg_7506

เพื่อทำบุญใส่บาตร ข้าวสวยแด่ภิกษุ สามเณร จำนวน 1200 รูป (สิ่งที่ ทางวัดต้องการ คือ ถ้วย ชาม สำหรับใส่อาหาร สมุด และ เครื่องเขียน สำหรับการศึกษาของ ภิกษุ สามเณร) สถานที่แห่งนี้ เป็นโรงเรียน สอนพระพุทธศาสนา นักธรรมชั้นตรี โท และ เอก

56200536bagoimg_7526

พระมหาเซดี (พระมห-เจดีย์)

ได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2103 โดยพระเจ้าบุเรงนอง (พระเจ้าบะยินเนาน์ ตามภาษาพม่า) เพื่อบรรจุพระทันตธาตุของ
พระพุทธเจ้าเพื่อเสริมบารมี น่าเสียดายที่ปัจจุบันพระทันตธาติได้ถูกย้ายไปประดิษฐานที่เมืองอังวะ เมื่อครั้งย้ายเมืองหลวง

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: