Accomtour’s Weblog

November 30, 2008

สหภาพเมียนมาร์

MYANMAR

ประวัติศาสตร์ประเทศพม่า

ประวัติศาสตร์ของพม่า นั้นมีความยาวนาน และซับซ้อน มีประชาชน หลายเผ่าพันธุ์ เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เผ่าพันธุ์ เก่าแก่ ที่สุด ที่ปรากฏได้แก่ มอญ ต่อมา ราวพุทธศตวรรษที่ 13ชาวพม่าได้อพยพ ลงมาจาก บริเวณพรมแดน ระหว่าง จีน และทิเบต เข้าสู่ ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดี และได้กลายเป็น ชนเผ่าส่วนใหญ่ ที่ปกครองประเทศ ในเวลาต่อมา ความซับซ้อน ของประวัติศาสตร์พม่า มิได้ เกิดขึ้น จากกลุ่มชน ที่อาศัยอยู่ ในดินแดนพม่าเท่านั้น แต่เกิดจาก ความสัมพันธ์ กับเพื่อนบ้าน อันได้แก่ จีน อินเดีย บังกลาเทศ ลาว และ ไทยอีกด้วย

220px-burma_en-e0b981e0b89ce0b899e0b897e0b8b5e0b988มอญ

มนุษย์ ได้เข้ามาอาศัยอย ู่ในดินแดนของ ประเทศพม่า ราว 11,000 ปีมาแล้ว แต่ชนเผ่าแรก ที่สามารถ สร้างอารยธรรมขึ้น เป็น เอกลักษณ์ ของตนได ้ก็คือ ชาวมอญ ชาวมอญ ได้อพยพ เข้ามาอาศัยอยู่ ในดินแดนแห่งนี้ เมื่อราว 2,400 ปี ก่อนพุทธกาล และ ได้สถาปนา อาณาจักรสุวรรณภูมิ อันเป็น อาณาจักรแห่งแรกขึ้น ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 2 ณ บริเวณ ใกล้เมือง ท่าตอน (THATON) ชาวมอญ ได้รับอิทธิพล ของศาสนาพุทธ ผ่านทางอินเดีย ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 2 ซึ่งเชื่อว่า มาจากการเผยแพ พระพุทธศาสนา ในรัชสมัย ของพระเจ้าอโศกมหาราช บันทึก ของชาวมอญ ส่วนใหญ่ ถูกทำลาย ในระหว่างสงคราม วัฒนธรรม ของชาวมอญ เกิดขึ้นจาก การผสม เอาวัฒนธรรม จากอินเดีย จึงเป็น เอกลักษณ์ของตนเอง จนกลายเป็น วัฒนธรรม ลักษณะลูกผสม ในราว พุทธศตวรรษที่ 14 ชาวมอญ ได้เข้าครอบครอง และมีอิทธิพล ในดินแดนตอนใต้ ของพม่า และได้เกิด อาณาจักใหม่ขึ้น เรียกว่า อาณาจักร สุธรรมวดี ที่ เมืองพะโค (หงสาวดี)

ปยุ : พยู : เพียว

ชาวปยุ หรือ พยู หรือ เพียว คือกลุ่มที่ เข้ามาอาศัย อยู่ในดินแดน ประเทศพม่า ตั้งแต่ ราวพุทธศตวรรษ ที่ 4 และได้ สถาปนา นครรัฐ ขึ้นหลายแห่ง เช่นที่ พินนาคา (BINNAKA) มองกะโม้ (MONGAMO) ศรีเกษตร (SRI KSETRA) เปียทะโนมโย (PEIKTHANOMYO) และ หะลินยี (HAINGYI) ในช่วงเวลาดังกล่าว ดินแดนพม่า เป็นส่วนหนึ่ง ของเส้นทางการค้า ระหว่าง จีน และอินเดีย จากเอกสาร ของจีนพบว่า มีเมืองอยู่ ภายใต้อำนาจปกครอง ของ ชาวพยู 18 เมือง และ ชาวพย ุเป็นชนเผ่า ที่รักสงบ ไม่ปรากฏว่า มีสงครามเกิดขึ้น ระหว่าง ชนเผ่าพยู ข้อขัดแย้ง มักยุติ ด้วยการคัดเลือก ตัวแทน ให้เข้าประลอง ความสามารถกัน ชาวพยู สวมใส่เครื่องแต่งกาย ที่ทำจากฝ้าย อาชญากร มักถูกลงโทษ ด้วยการ โบย หรือ จำขัง เว้นแต่ ได้กระทำ ความผิด อันร้ายแรง จึงต้องโทษ ประหารชีวิต ชาวพยู นับถือ พระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท เด็ก ๆ ได้รับการศึกษา ที่วัด ตั้งแต่ อายุ 7 ขวบ จนถึง 20 ปี นครรัฐ ของ ชาวปยุ ไม่เคย รวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่นครรัฐ ขนาดใหญ่ มักมีอิทธิพล เหนือนครรัฐ ขนาดเล็ก ซึ่งแสดงออกโดย การส่งเครื่องบรรณาการให้ นครรัฐ ที่มีอิทธิพล มากที่สุด ได้แก่ ศรีเกษตร ซึ่งมีหลักฐาน เชื่อได้ว่า เป็นเมืองโบราณ ที่มีขนาด ใหญ่ที่สุด ในประเทศพม่า ไม่ปรากฏ หลักฐานว่า อาณาจักรศรีเกษตร ถูกสถาปนาขึ้นเมื่อใด แต่ มีการกล่าวถึง ใน พงศาวดาร ว่ามีการเปลี่ยน ราชวงศ์เกิดขึ้น ในปีพุทธศักราช 637 ซึ่งแสดง ให้เห็นว่า อาณาจักรศรีเกษตร ต้องได้รับ การสถาปนา ขึ้นก่อนหน้านั้น มีความชัดเจนว่า อาณาจักรศรีเกษตร ถูกละทิ้งไป ในปีพุทธศักราช 1199 เพื่ออพยพ ย้ายขึ้นไป สถาปนา เมืองหลวงใหม่ ทางตอนเหนือ แต่ยัง ไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่า เมืองดังกล่าว คือเมืองใด นักประวัติศาสตร์ บางท่านเชื่อว่า เมืองดังกล่าว คือ เมืองหะลินคยี อย่างไรก็ตาม เมืองดังกล่าว ถูกรุกราน จากอาณาจักร น่านเจ้า ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 15 จากนั้น ก็ไม่ปรากฏ หลักฐาน กล่าวถึง ชาวพยูอีก

อาณาจักรพุกาม

ชาวพม่า เป็นชนเผ่า จากทางตอนเหนือ ที่ค่อยๆ อพยพ แทรกซึม เข้ามา สั่งสมอิทธิพล ในดินแดน ประเทศพม่า ทีละน้อย กระทั่ง ปีพุทธศักราช 1392 จึงม ีหลักฐาน ถึงอาณาจักร อันทรงอำนาจ ซึ่งมีศูนย์กลาง อยู่ที่เมือง ” พุกาม ” (BAGAN) โดยได้ เข้ามา แทนที่ ภาวะสุญญากาศ ทางอำนาจ ภายหลัง จากการเสื่อมสลายไป ของ อาณาจักร ชาวพยู อาณาจักร ของ ชาวพุกาม แต่แรกนั้น มิได้เติบโตขึ้น อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กระทั่ง ในรัชสมัยของ พระเจ้าอโนรธา (พ.ศ. 1587–1620) พระองค์ จึงสามารถ รวบรวม แผ่นดินพม่า ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สำเร็จ และเมื่อ พระองค์ ทรงตีเมือง ท่าตอน ขอ งชาวมอญได้ ในปี พุทธศักราช 1600 อาณาจักร พุกาม ก็กลายเป็น อาณาจักร ที่เข้มแข็ง ที่สุด ในดินแดนพม่า อาณาจักร พุกาม มีความเข้มแข็ง เพิ่มมากขึ้น ในรัชสมัย ของพระเจ้ากยันสิทธา (พ.ศ. 1624–1655) และ พระเจ้าอลองสิทธู (พ.ศ. 1655–1710) ทำให ้ในช่วง ปลายพุทธศตวรรษ ที่ 17 ดินแดน ในคาบสมุทร สุวรรณภู มิเกือบทั้งหมด ถูกครอบครอง โดยอาณาจักร เพียงสองแห่ง คือ เขมร(เมืองพระนคร) และพุกาม
อำนาจ ของอาณาจักรพุกาม ค่อยๆ เสื่อมลง ด้วยเหตุผลหลัก สองประการ ส่วนหนึ่ง จากการ ถูกเข้าครอบงำโดย ของคณะสงฆ์ ผู้มีอำนาจ และอีกส่วนหนึ่ง จากการรุกราน ของจักรวรรดิ มองโกล ที่เข้ามา ทางตอนเหนือ พระเจ้านราธิหบดี (ครองราชย์ พ.ศ. 1779–1830) ได้ทรง นำทัพ สู่ยูนนาน เพื่อยับยั้ง การขยายอำนาจ ของ มองโกล แต่เมื่อ พระองค์แพ้สงคราม ในปี พุทธศักราช 1820 ทัพของ อาณาจักรพุกาม ก็ระส่ำระสาย เกือบทั้งหมด พระเจ้านราธิหบดี ถูกพระราชโอรส ปลงพระชนม ์ในปี พุทธศักราช 1830 กลายเป็น ตัวเร่ง ที่ทำให้ อาณาจักรมองโกล ตัดสินใจ รุกราน อาณาจักรพุกาม ในปีเดียวกันนั้น ภายหลัง สงครามครั้งนี้ อาณาจักร มองโกล ก็สามารถ เข้าครอบครองดินแดน ของอาณาจักรพุกาม ได้ทั้งหมด ราชวงศ์พุกาม สิ้นสุดลง เมื่อมองโกล ได้แต่งตั้ง รัฐบาลหุ่นขึ้น บริหารดินแดนพม่า ในปี พุทธศักราช 1832

อังวะและหงสาวดี

หลังจาก การล่มสลาย ของอาณาจักรพุกาม พม่าได้แตกแยก ออกจากกันอีกครั้ง ราชวงศ ์อังวะ ซึ่ง ได้รับอิทธิพล ทางวัฒนธรรม จากอาณาจักร พุกาม ได้ถูกสถาปนาขึ้น ที่เมือง อังวะ ในปี พุทธศักราช 1907 ศิลปะ และวรรณกรรม ของพุกาม ได้ถูกฟื้นฟู จนยุคนี้ กลายเป็น ยุคทอง แห่งวรรณกรรม ของพม่า แต่เนื่องด้วย อาณาเขต ที่ยากต่อการป้องกัน การรุกราน จากศัตรู เมืองอังวะ จึงถูก ชาวไทใหญ่ เข้าครอบครองได้ ในปี พุทธศักราช 2070สำหรับ ดินแดนทางใต้ ชาวมอญ ได้สถาปนา อาณาจักร ของพวกตน ขึ้นใหม่อีกครั้ง ที่หงสาวดี โดยกษัตริย์ ธรรมเจดีย์ (ครองราชย์ พ.ศ. 1970 – 2035) เป็นจุดเริ่มต้น ยุคทองของมอญ ซึ่งเป็น ศูนย์กลาง ของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท และศูนย์กลาง ทางการค้าขนาดใหญ่ ในเวลาต่อมา

อาณาจักรตองอู

หลังจากอาณาจักรพุกามถูกรุกรานจากไทใหญ่ ชาวอังวะได้อพยพลงมาสถาปนาอาณาจักรแห่งใหม่ โดยมีศูนย์กลางที่เมืองตองอูภายใต้การนำของพระเจ้ามิงคยินโย ในปีพุทธศักราช 2074 พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ (ครองราชย์ พ.ศ. 2074 –2093) ซึ่งสามารถรวบรวมพม่าเกือบทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกครั้ง
ในช่วงระยะเวลานี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาค ชาวไทใหญ่มีกำลังเข้มแข็งเป็นอย่างมากทางตอนเหนือ การเมืองภายในอาณาจักรอยุธยาเกิดความไม่มั่นคง ในขณะที่โปรตุเกสได้เริ่มมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสามารถเข้าครอบครองมะละกาได้ เกี่ยวกับการเข้ามาของบรรดาพ่อค้าชาวยุโรป พม่ากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง การที่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองหงสาวดี เหตุผลส่วนหนึ่งก็เนื่องด้วยทำเลทางการค้า พระเจ้าบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ. 2094–2124) ซึ่งเป็นพระเทวัน (พี่เขย)ของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ และสามารถเข้าครอบครองอาณาจักรต่าง ๆ รายรอบได้ อาทิ มณีปุระ (พ.ศ. 2103) อยุธยา (พ.ศ. 2112) ราชการสงครามของพระองค์ทำให้พม่ามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด อย่างไรก็ตาม ทั้งมณีปุระและอยุธยา ต่างก็สามารถประกาศตนเป็นอิสระได้ภายในเวลาต่อมาไม่นาน
เมื่อต้องเผชิญกับการก่อกบฏ จากเมืองขึ้นหลายแห่ง ประกอบกับการรุกรานของโปรตุเกส กษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอูจำเป็นต้องถอนตัวจากการครอบครองดินแดนทางตอนใต้ โดยย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองอังวะ พระเจ้าอะนอกะเพตลุน (ANAUKPETLUN) พระนัดดาของพระเจ้าบุเรงนอง สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งในพุทธศักราช 2156 พระองค์ตัดสินใจที่จะใช้กำลังเข้าต่อต้านการรุกรานของโปรตุเกส พระเจ้าธารุน (THALUN) ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ได้ฟื้นฟูหลักธรรมศาสตร์ของอาณาจักรพุกามเก่า แต่พระองค์ทรงใช้เวลากับเรื่องศาสนามากเกินไป จนละเลยที่จะใส่ใจต่ออาณาเขตทางตอนใต้ ท้ายที่สุด หงสาวดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสซึ่งตั้งมั่นอยู่ในอินเดีย ก็ได้ทำการประกาศเอกราชจากอังวะ จากนั้นอาณาจักรของชาวพม่าก็ค่อย ๆ อ่อนแอลงและล่มสลายไปในปีพุทธศักราช 2295 จากการรุกรานของชาวมอญ

ราชวงศ์อลองพญา

ราชวงศ์อลองพญา ได้รับการสถาปนาขึ้นและสร้างความเข้มแข็งจนถึงขีดสุดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว อลองพญาซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมจากชาวพม่า ได้ขับไล่ชาวมอญที่เข้ามาครอบครองดินแดนของชาวพม่าได้ในปี พ.ศ. 2296 จากนั้นก็สามารถเข้ายึดครองอาณาจักรมอญได้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2302 ทั้งยังสามารถกลับเข้ายึดครองกรุงมณีปุระได้ในช่วงเวลาเดียวกัน พระองค์สถาปนาให้เมืองย่างกุ้งเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 2303 หลังจากเข้ายึดครองตะนาวศรี (TENASSERIM) พระองค์ได้ยาตราทัพเข้ารุกรานอยุธยา แต่ต้องประสบความล้มเหลวเมื่อพระองค์ทรงสวรรคตในระหว่างสงคราม พระเจ้าสินบูหชิน (HSINBYUSHIN, ครองราชย์ พ.ศ. 2306 – 2319) พระราชโอรส ได้นำทัพเข้ารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2309 และประสบความสำเร็จในปีถัดมา ในรัชสมัยนี้ แม้จีนจะพยายามขยายอำนาจเข้าสู่ดินแดนพม่า แต่พระองค์ก็สามารถยับยั้งการรุกรานของจีนได้ทั้งสี่ครั้ง (ในช่วงปี พ.ศ. 2309–2312) ทำการขยายพรมแดนของจีนทางด้านนี้ถูกยุติลง ในรัชสมัยของพระเจ้าโบดอพญา (BODAWPAYA, ครองราชย์ พ.ศ. 2324–2362) พระโอรสอีกพระองค์ของพระเจ้าอลองพญา พม่าต้องสูญเสียอำนาจที่มีเหนืออยุธยาไป แต่ก็สามารถผนวกดินแดนยะไข่ (ARAKAN) และตะนาวศรี (TENASSERIM) เข้ามาไว้ได้ในปี พ.ศ. 2327 และ 2336 ตามลำดับ ในช่วงเดือนมกราคมของปี พ.ศ. 2366 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าบาคยีดอว์ (BAGYIDAW) ครองราชย์ พ.ศ. 2362–2380) ขุนนางชื่อมหาพันธุละ (MAHA BANDULA) เข้ารุกรานแคว้นอัสสัมได้สำเร็จ ทำให้พม่าต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับอังกฤษที่ครอบครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น

สงครามกับอังกฤษและการล่มสลายของราชอาณาจักรพม่า

สงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2367–2369) ยุติลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำสนธิสัญญายันดาโบ (YANDABOO) กับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม มณีปุระ ยะข่าย และตะนาวศรีไป ซึ่งอังกฤษเริ่มก็ต้นตักตวงทรัพยากรต่างๆ ของพม่านับแต่นั้น เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ สร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมาก กษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษ ทั้งต่อบุคคลและเรือ เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่สอง ซึ่งก็จบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษอีกครั้ง หลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้ อังกฤษได้ผนวกหงสาวดีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าไว้กับตน โดยได้เรียกดินแดนดังกล่าวเสียใหม่ว่าพม่าตอนใต้ สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจโดยพระเจ้ามินดง (MINDON MIN ) ครองราชย์ พ.ศ. 2396–2421 จากพระเจ้าปะกัน (PAGIN MIN, ครองราชย์ พ.ศ. 2389–2396) ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระชนนี พระเจ้ามินดงพยายามพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์ได้สถาปนากรุงมัณฑะเลย์ ซึ่งยากต่อการรุกรานจากภายนอก ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้
รัชสมัยต่อมา พระเจ้าธีบอ (THIBOW, ครองราชย์ พ.ศ. 2421–2428) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดง ทรงมีบารมีไม่พอที่จะควบคุมพระราชอาณาจักรได้ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปทั่วในบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปีพุทธศักราช 2428 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้าครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้

ธงชาติ พม่า125px-flag_of_myanmarsvg

ประวัติศาสตร์และเหตุการสำคัญในประเทศพม่า

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในเมียนมาร์

พ.ศ. 1043 มีการจารึกเกิดขึ้นครั้งแรกในพม่าของพุทธศาสนาลัทธิอารี ในตำบลมะยิงยาน
พ.ศ. 1297 อาณาจักรน่านเจ้ามีอำนาจปกครองพม่าตอนเหนือ
พุทธศตวรรษที่ 13 ราชวงศ์วิกรมากำเนิดขึ้นที่เมืองแปร
พ.ศ. 1343-1345 ชนเผ่าพยูส่งทูตมายังราชสำนักกรุงจีนพุทธศตวรรษที่ 14เมืองแปรล่มสลาย
กลางพุทธศตวรรษี่ 14 พ่อค้าชาวอาหรับเดินเรือมาถึงพม่าเป็นชาติแรก
พ.ศ. 1392 อาณาจักรพุกามก่อตั้งขึ้นริมแม่น้ำอิระวดี
พ.ศ. 1587 ยุคทองของพุกาม พระเจ้าอโนรธาพิชิตดินแดนต่างๆเข้าไว้เป็นปึกแผ่น รวมทั้งอาณาจักรสุ ธรรมวดี (สะเทิม) ของชาวมอญ และทรงนำพุทธศาสนาลัทธิหินยานเข้ามาสู่พม่าตอนเหนือ ลัทธิอารีจึงสูญสิ้นไป
พ.ศ. 1601 มีการจารึกเป็นภาษาพม่าเกิดขึ้นครั้งแรก
พ.ศ. 1602 พระเจ้าอโนรธาเริ่มสร้างพระเจดีย์ชเวดากอง ลดอำนาจของยะไข่เหนือ เสด็จเยือนเมือง
ยูนนาน ขุดคลองชื่อกะโยคเซ
พ.ศ. 1627 กองทัพชาวเมืองบุกโจมตีเมืองพุกาม
พ.ศ. 1633 พระเจ้าจันสิทธะสร้างวัดอานันดา ส่งสมณทูตพม่าไปพุทธคยา
พ.ศ. 1646 ทูตพม่าไปเยือนเมืองยูนนาน
พ.ศ. 1649 ทูตพม่าไปเยือนราชสำนักพระเจ้ากรุงจีน
พ.ศ. 1655 จารึกมยาเจดีย์
พ.ศ. 1658 ชินอรหันต์มรณภาพ ทูตพม่าไปยูนนาน
พ.ศ. 1661 เลตะยะมินนันฟื้นฟูอาณาจักรยะไข่เหนือ ซ่อมแซมพุทธคยา
พ.ศ. 1687 พระเจ้าอลองสิทธูสร้างวิหารธาตุพยินยูหรือวิหารสัพพัญญู
พ.ศ. 1753 สร้างเขื่อนกะโยคเซ
พ.ศ. 1816 พระเจ้านราธิหะปติสั่งฆ่าคณะทูตจากพระเจ้ากุบไลข่าน
พ.ศ. 1820 สงครามงาซางงาม
พ.ศ. 1823 สถาปนาอาณาจักรตองอู
พ.ศ. 1824 พระเจ้าวเรรุ(พระเจ้าฟ้ารั่ว) ฟื้นฟูอาณาจักรมอญขึ้นใหม่ ตั้งราชธานีที่เมืองเมาะตะมะ
พ.ศ. 1830 กองทัพชาวมองโกลของพระเจ้ากุบไลข่านตีกรุงพุกามแตกในสมัยพระเจ้านราธิหะปติ เป็นอัน สิ้นสุดอาณาจักร พุกามซึ่งเจริญรุ่งเรืองมาถึง 438 ปี
พ.ศ. 1912 มอญย้ายเมืองหลวงมี่เมืองหงสาวดี โดยมีเมืองท่าคือ “ดากอง” หรือ “ตะเกิง”
พ.ศ. 2029-2395 อาณาจักรราชวงศ์ตองอูเจริญรุ่งเรือง
พ.ศ. 2086 พระเจ้าตะเบงชเวตี้ยกทัพมาตีไทย ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ สมเด็จพระศรีสุริโยทัยออกรบถูก พระเจ้าแปรฟันขาดคอช้างสิ้นพระชนม์
พ.ศ. 2094 “ บายิ่นเนาน์ ” หรือพระเจ้าบุเรงนอง (ผู้ชนะสิบทิศ) ยึดครองหงสาวดีของมอญ ล้มราชวงศ์ มอญแล้วครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งหงสาวดี รวบรวมชาวพม่าเป็นปึกแผ่นเป็นสมัยที่2
พ.ศ. 2112 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่1
พ.ศ. 2127 สมเด็จพระนเรศวรแห่งกรุงศรีอยุธยา ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับพม่า
พ.ศ. 2143 กองทัพยะไข่จากแคว้นอาระกัน ตีกรุงหงสาวดีแตกในสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง
พ.ศ. 2295 พระเจ้าอลองพญา ต้นราชวงศ์คองบอง รบชนะมอญรวบรวมพม่าเป็นปึกแผ่นสมัยที่3และตั้งราชธานี ที่ชเวโบ
พ.ศ. 2298 พระเจ้าอลองพญามีชัยชนะเหนือมอญเบ็ดเสร็จ เปลี่ยนชื่อเมือง “ ตะเกิง ” หรือ “ ดากอง ” เมืองท่าของ มอญ เป็น “ ย่างกุ้ง ” หรือ “ ยางกอน ” ซึ่งแปลว่า “ สิ้นสุดสงคราม ” หรือ “ สิ้นสุดศัตรู ”
พ.ศ. 2303 พระเจ้าฉินบูชิน (มังระ) ขึ้นครองราชย์หลังจากพระเจ้าอลองพญาสวรรคต ย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ
พ.ศ. 2310 พระเจ้ามังระตีกรุงศรีอยุธยาแตกเป็นครั้งที่2
พ.ศ. 2367 อังกฤษยึดครองอินเดียได้แล้วก็รุกคืบสู่ลุ่มน้ำอิระวดี เกิดสงครามระหว่างอังกฤษ-พม่า ครั้งที่1 จากนั้น อังกฤษก็ยึดดินแดนของพม่าได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสงครามอังกฤษ-พม่า ครั้งี่2และครั้งที่3
พ.ศ. 2396-2428ราชวงศ์คองบองหรืออลองพญา พระเจ้ามินดงขึ้นครองราชย์แล้วย้ายราชธานีจากอมรปุระ
มายังมัณฑะเลย์
พ.ศ. 2428 พม่าเสียเมืองให้แก่อังกฤษในสมัยพระเจ้าสีป่อแห่งกรุงมัณฑะเลย์ แล้วได้ย้ายเมืองหลวงมายัง
กรุงย่างกุ้ง
พ.ศ. 2444 นักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ก่อตั้ง “ ยุวพุทธสมาคม ” เป็นจุดกำเนิดของขบวนการกู้ชาติพม่า
(YONG MEN BUDDHIST ASSCOIATION-YMBA)
พ.ศ. 2460 เกิดกรณี “ ห้ามสวมเกือก ” (NO FOOTWEAR) ยุวพุทธ-สมาคมประท้วงชาวอังกฤษที่สวมรองเท้าเข้า วัด เพราะชาวพม่าถือว่าเป็นการกระทำที่ลบหลู่ดูหมิ่นพระศาสนามาก และพระสงฆ์ชื่อ “อูวิสาร” ได้ ทำการอดอาหารประท้วงอังกฤษจนมรณภาพ
พ.ศ. 2473 เกิดกบฏ “ ซายาซาน ” หรือ “ กบฏผู้มีบุญ ” เป็นการลุกฮือของชาวไร่ชาวนาทั่วประเทศ โดยบารมี อาจารย์ซายาซาน อดีตหมอยาแผนโบราณผู้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ สุดท้ายอังกฤษปราบได้ ซายาซานถูก แขวนคอและได้ประกาศก่อนตายอย่างอาจหาญว่า “เกิดชาติหน้าฉันใดขอให้ข้าพิชิตอังกฤษได้ตลอดไป”
พ.ศ. 2478 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จเยือนพม่าทรงนิพนธ์หนังสือที่มีคุณค่ามากคือ “ เที่ยวเมืองพม่า ”
พ.ศ. 2484 30 สหาย หรือตรีทศมิตร (30 COMRADES) ภายใต้การนำของอองซานร่วมกับกองทัพญี่ปุ่น ปลดปล่อย พม่าจากอังกฤษ
พ.ศ. 2485 ญี่ปุ่นปกครองพม่าและรัฐฉาน อองซานได้เป็นนายพล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม อายุเพียง28ปี เท่านั้น
พ.ศ. 2486 ญี่ปุ่นให้เอกราชแก่พม่า
พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ญี่ปุ่นที่ฮิโรชิมา และนางาซากิยุติสงครามโลกครั้งที่2อังกฤษกลับมายึด ครองพม่าอีกครั้ง อองซานตั้งสันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์ ตัดความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น
พ.ศ. 2490 อังกฤษลงนามคืนเอกราชให้พม่าในสนธิสัญญา “แอตลี่อองซาน” โดยมีอองซานเป็นนายกรัฐมนตรีคน แรกของ “ สหภาพพม่า ” ในเดือนมกราคม ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์อองซานลงนามข้อตกลงที่เวียงปินหล่ง ยอมให้ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในพม่า แยกตัวเป็นอิศระได้ภายหลังรวมกับพม่าครบ 10 ปี
กรกฎาคม 2490อองซานถูกบุกยิงที่อาคารรัฐสภา เสียชีวิตพร้อมกับรัฐมนตรีและทหารรักษาการณ์รวม8คน จากฝีมือของ อูซอ (อดีต30สหาย) และพรรคพวกที่ไม่พอใจที่อองซานขึ้นตำแหน่งสูงสุดอย่างรวดเร็ว ต่อมาอองซาน ได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งเอกราชของพม่า”
4 มกราคม 2491 พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษอย่างเป็นทางการ หลังถูกปกครองอยู่ถึง63ปี โดยมีอูนุ ( อดีต30สหาย ) เป็นนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2500 อูนุประกาศปฏิเสธที่จะใช้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวเป็นอิสระตามข้อตกลงที่เวียงปินหล่ง เกิดกบฏชนกลุ่มน้อย เผ่าต่างๆตามแนวชายแดน
พ.ศ. 2505 นายพลเนวินก่อรัฐประหาร ประกาศปกครองพม่าแบบเผด็จการสังคมนิยม ปิดประเทศเป็น “ ฤาษีแห่ง เอเชีย ” ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก
พ.ศ. 2531 นางอองซานซูจี บุตรสาวนายพลอองซาน ทำงานในองค์การสหประชาชาติที่นิวยอร์คและภูฏานเดินทาง กลับพม่าเพื่อรักษาแม่ที่กำลังป่วยหนัก
8 สิงหาคม 2531 เกิดกรณี “ 8.8.88 ” (วันที่ 8 เดือน8 ค.ศ.1988) เมื่อทหารพม่าปราบปรามฆ่าประชาชนที่เรียกร้อง ประชาธิปไตยจนเกิดกลียุค มีผู้บาดเจ็บ ตาย และถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก
กันยายน 2531 ทหารพม่าของนายพลเนวินประกาศจัดตั้ง “ สภาฟื้นฟูกฎระเบียบของชาติหรือสลอร์ค ” (STATE LAW AND ORDER RESTORATION COUNCIL-SLORC) โดยสัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งตามระบบ ประชาธิปไตย ขณะที่นางอองซานซูจีจัดตั้งพรรคสันนิบาตประชาธิปไตย
พ.ศ. 2533 มีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 30ปี พรรคของนางอองซานซูจีได้รับชัยชนะท่วมท้น แต่สภาสลอร์ค ไม่ยอมรับและไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน ซ้ำยังสั่งกักบริเวณนางอองซานซูจีในบ้านของนางเอง
กันยายน 2534 นางอองซานซูจีได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรับรางวัล
พ.ศ. 2535 สลอร์คประกาศเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจจากพุทธสังคมนิยมมาเป็นกึ่งเสรีตามแนวทุนนิยม เปิดประเทศ ต้อนรับนักลงทุน นักท่องเที่ยว และเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “ พม่า ” (BURMA) เป็น “ เมียนมาร์ ” (MYANMAR)
พ.ศ. 2538 สลอร์คให้อิสรภาพแก่นางอองซานซูจี หลังจากกักบริเวณมาเป็นเวลาถึง 6 ปี
พ.ศ. 2539 สลอร์คประกาศให้เป็นปีท่องเที่ยวพม่าถึงปี 2540 และเข้าเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียนพร้อมประเทศลาว
พ.ศ. 2540 สลอร์คเปลี่ยนชื่อเป็น “ สภาแห่งสันติภาพและการพัฒนาประเทศ ” (STATE OF PEACE AND DEVELOPMENT COUNCIL = SPDC) มีพลเอกตานฉ่วยเป็นประธานสภาฯ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนายกรัฐมนตรีพลโทขิ่น ยุ้นต์ เป็นเลขาธิการสภาฯพลโทหม่อง เอย์ คุมกำลังทหารในส่วนภูมิภาค ทั้งหมด

5 มหาบูชาสถาน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่า

5 มหาบูชาสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ของประเทศพม่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องไปสักการะ นมัสการให้ครบ ชาวพม่าได ้ชื่อว่า เป็นชนชาติ ที่ยังยึดมั่น คำสอนในพระพุทธศาสนา อย่างเหนียวแน่น ที่สุดชาติหนึ่งในโลก มีการสร้างเจดีย์ พระธาตุ ศาสนสถาน ทั่วทั้งประเทศ ดังนั้น จึงมีปูชนียสถาน อันเป็นที่สักการบูชา ของชาวพม่า และชาวมอญ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่นับถือ เป็น มหาบูชาสถาน สำคัญ สูงสุดม ีเพียง 5 แห่ง ที่เป็นความใฝ่ฝัน ของชาวพุทธพม่า ว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ควรได้เดินทางไป สักการบูชา ให้ครบ ทั้ง 5 แห่ง จึงจะนอนตายตาหลับ หรือ ได้ขึ้นสวรรค์ มหาบูชาสถานทั้ง 5 แห่งนี้ได้แก่

1. มหาเจดีย์ชเวดากอง กรุงย่างกุ้ง

no_end_in_sight1137435900coolshwed1 เป็นมหาเจดีย์ ที่บรรจุพระเกศาธาตุ รวม 8 เส้น ของพระพุทธเจ้า มีประวัติ ตำนานเก่าแก่ กว่า 2,000 ปี ตั้งแต่ครั้งที่ ย่างกุ้ง ยังเป็น ดินแดนของมอญ มีชื่อเดิม ว่า “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” ก่อนจะถูก พม่ายึดครองไป แล้วเปลี่ยนชื่อ เป็น “ย่างกุ้ง” “ชเวดากอง” แปลว่า “เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง” มหาเจดีย์แห่งนี้ มีการบูรณปฏิสังขรณ์ มาด้วยกันหลายครั้ง โดยเฉพาะ มีโบราณราชประเพณี ที่กษัตริย์ ของมอญ และพม่า ที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จะต้อง ถวายทองคำหนัก เท่ากับน้ำหนักของพระองค์เอง เพื่อนำมา ห้อหุ้ม องค์พระเจดีย์ ซึ่งถือกันว่า เป็นศูนย์กลาง แห่งจิตวิญญาณ ของชาวพุทธ แห่งลุ่มน้ำ อิระวดีที่สำคัญที่สุด มาจนถึงปัจจุบัน

2. เจดีย์ชเวซิกอง เมืองพุกาม

shwezigon06เป็นมหาเจดีย์ ที่บรรจุ พระทันตธาตุ ของพระพุทธเจ้า สร้างโดย พระเจ้าอโรรธามหาราช พระองค์แรก ผู้รวบรวม ชนชาติพม่า เป็น ปึกแผ่น ได้เป็นครั้งแรก ในอาณาจักรพุกาม เมื่อ 900 ปีเศษ มาแล้ว ภายหลัง ทรงยกทัพไปตีมอญ ที่อาณา จักรสุธรรมวดี ได้แล้ว ทรงกวาดต้อน ชาวมอญ ตลอดจนช่างฝีมือ นักปราชญ์ และ ราชบัณฑิต มาที่เมืองพุกาม ทำให้พม่า ได้รับอิทธิพล ศิลปวัฒนธรรม จากมอญ มาโดยไม่รู้ตัว ดังเช่น รูปร่างของเจดีย์ชเวซิกอง ก็มีรูปทรงระฆังคว่ำแบบมอญ ก่อนที่จะมีพุทธศิลป์ สกุลช่างพุกามเกิดขึ้น “ชเวซิกอง” แปลว่า “เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทราย”

3. เจดีย์ชเวมอดอร์ เมืองหงสาวดี

56200542bagoimg_7536 หรือที่เราเรียกกันว่า พระธาตุมุเตา เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุรวม 2 เส้น มีอายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี เป็นที่เคารพสักการะของทั้งกษัตริย์ มอญ พม่า และไทย เช่น พระเจ้าราชาธิราชของมอญ พระเจ้าบุเรงนองของพม่า และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของไทย

4. พระมหามัยมุนี แห่งมัณฑะเลย์

c45

เป็นพระพุทธรูปสำริด ทรงเครื่องแบบกษัตริย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 เมตร เป็นที่ยอมรับกันว่า มีพุทธลักษณะ งดงามที่สุด องค์หนึ่ง “มหามุนี” แปลว่า “มหาปราชญ์” หล่อขึ้น ในราว พ.ศ. 688 โดย ชาวยะไข่ ชนกลุ่มน้อย ในรัฐอาระกัน ทางทิศ ตะวันตกสุด ของพม่า ติดกับ ประเทศอินเดีย ต่อมา เมื่อพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่า ยกทัพไปต ีเมืองยะไข่ได้ จึงโปรดให้ ชะลอ พระพุทธรูปองค์นี้ มาประดิษฐาน ที่เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อ 200 ปีมาแล้ว มีตำนาน เล่ากันว่า พระพุทธเจ้า ทรงประทาน ลมหายใจ ให้พระมหามุนี เป็นตัวแทน สืบทอดพระศาสนา จึงเชื่อกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ องค์นี้มีลมหายใจจริง จึงต้องมี พิธีล้างพระพักตร์ ให้ทุกเช้า ซึ่งพิธีนึ้ ก็ยังคงดำรงอยู่ มาตราบจนถึงปัจจุบัน

5. พระธาตุอินทร์แขวน “ไจก์ทิโย” เมืองไจก์โถ่ รัฐมอญ

3-cc-hartfried-schmid

เชื่อกันว่า พระอินทร ์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำเอา พระธาตุมาแขวนไว้ให้ ผู้มีบุญมากราบไหว้ ใครได้มาสักการะ ก็เท่ากับ ได้ไหว้ พระธาตุเกศแก้ว จุฬามณี บนสวรรค์ และจะได้สั่งสมอานิสงส์ ให้ไปเกิด ร่วมยุค กับพระศรีอาริยเมตตรัย และผู้ที่มีบุญ ก็จะสามารถ มองเป็นองค์พระธาตุลอย อยู่อย่างชัดเจน พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ บนหน้าผา สูงกว่า 1,200 เมตร สร้าง ตั้งไว ้บนก้อนหิน สูงถึง 5.5 เมตร เส้นรอบวง ของก้อนหิน ราว 17 เมตร มองดูคล้าย ก้อนหินตั้งอยู่ หมิ่นเหม่ใกล้จะตก ลงมาเต็มที

ข้อควรปฏิบัติในการเที่ยวเมียนมาร์

ในปี พ.ศ.2535 รัฐบาลพม่าได้เปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ โดยต้องทำวีซ่าที่สถานทูตพม่าก่อนเข้าประเทศ และประกาศในปี พ.ศ.2539-2540 เป็นปีท่องเที่ยวพม่า (VISIT MYANMAR YEAR)

โดยแบ่งเป็น 3 เมืองวัฒนธรรม คือ

ชั้นใน ได้แก่ ย่างกุ้ง หงสาวดี สิเรียม พุกาม มัณฑะเลย์ ตองยี ทะเลสาบอินเล สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ สะดวก มีความพร้อมทั้งในเรื่องที่พัก อาหาร และยานพาหนะ

ชั้นนอก ได้แก่ เชียงตุง ปูเตา อาระกัน มะริด มะละแหม่ง พระธาตุอินทร์แขวนไจก์ทิโย เดินทางไปเที่ยวได้ แต่ สิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่พร้อมเท่าที่ควร

ชายแดน ได้แก่ ท่าขี้เหล็กตรงข้ามแม่สาย จ.เชียงราย เมียวดีตรงข้ามแม่สอด จ.ตาก พญาต่องซูตรงข้ามด่านเจดีย์ สามองค์ จ.กาญจนบุรี เกาะสองตรงข้ามท่าเรือ จ.ระนอง มอร์ด่องตรงข้ามด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถเดินทางได้สะดวกจากฝั่งเขตแดนไทย แต่ยังไม่สามารถเดินทางต่อไปยัง ย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์ได้เพราะถนนยังไม่ดี และความปลอดภัยยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์นัก เพราะยังมี ชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่

ลักษณะของการท่องเที่ยวในพม่า เป็นการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม พาชมวัด นมัสการพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระนอน ชมพระราชวังและพิพิธภัณฑ์ สัมผัสงานศิลปะ ดูงานประเพณีและวิถีชีวิตของผู้คน จึงไม่ค่อยเน้นความสนุกบันเทิง เที่ยวสถานรื่นรมย์ที่มีแสงสีทันสมัย

ข้อควรปฏิบัติในการท่องเที่ยวพม่า มีดังนี้คือ

1. เครื่องแต่งกาย ศาสนสถานในพม่าทุกแห่ง ห้ามสวมกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้นเข้าไป สุภาพสตรีสวมกางเกงขายาวได้ บางแห่งจะมีบริการเช่าผ้าถุงหรือโสร่ง สวมทับกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้น รวมทั้งยังต้องถอดหมวก ถอดแว่นดำก่อนที่จะเข้าไปด้วย

2. รองเท้า ทุกคนต้องถอดรองเท้าทุกชนิดก่อนเข้าเขตศาสนสถาน ตั้งแต่รั้วด้านนอก ถุงเท้า ถุงน่องก็ห้ามใส่เข้าไป ต้องเดินเท้าเปล่า และเป็นธรรมเนียมที่เคร่งครัดมากแต่สมัยโบราณ หากฝ่าฝืนชาวพม่าจะเข้ามาตักเตือนด้วยความไม่พอใจครับ

3. การถ่ายรูป วีดีโอ บางแห่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียม บางแห่งห้ามถ่าย เช่น พิพิธภัณฑ์ย่างกุ้ง ต้องฝากกล้องเอาไว้กับเจ้าหน้าที่ก่อนจะเข้าไป

4. ศาสนสถานบางแห่งอาจห้ามสุภาพสตรีเข้าไปในเขตหวงห้าม เช่น ห้ามขึ้นไปปิดทองที่องค์พระมหามุนี มัณฑะเลย์ หรือที่องค์พระธาตุอินทร์แขวน(ไจก์ทิโย) หรือที่เขตห้ามเข้าองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองและองค์พระเจดีย์ชเวซิกอง

5. เงินสด โดยทั่วไปจะไม่รับเงินบาทไทย ให้แลกกับไกด์ท้องถิ่นหรือบริษัททัวร์ได้ และถ้าแลกกับธนาคารจะได้อัตราทางการ แพงกว่าที่แลกกับบริษัททัวร์ หรือร้านค้าใหญ่มากหลายเท่าตัว ข้อควรระวัง อย่าแลกเงินกับชาวบ้านที่เข้ามาขอแลก เพราะอาจจะได้รับเงินปลอม เงินที่ยกเลิกไปแล้ว และถูกตำรวจจับอีก

6. เครื่องประดับ ของมีค่าต่างๆควรติดตัวไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพราะจะเกิดความยุ่งยากในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรเวลาเข้าเมือง และต้องแสดงว่าอยู่ครบเวลาจะเดินทางกลับจากพม่า หากอยู่ไม่ครบต้องเสียภาษีทันที เพราะศุลกากรพม่าจะถือว่านำไปขายต่อให้กับคนพม่า นอกจากนี้ยังเป็นภาระในการดูแลรักษา ล่อตาล่อใจมิจฉาชีพอีกด้วย

7. ยารักษาโรค ควรนำไปให้พร้อมและเพียงพอตามระยะเวลาเดินทาง เพราะในพม่า การแพทย์ สุขอนามัย และยารักษาโรค ยังขาดแคลนและไม่ทันสมัย

8. วัตถุโบราณ (AMTIQUE) บางประเภทเป็นสิ่งต้องห้ามจำหน่ายและนำออกนอกประเทศ ควรตรวจสอบให้ดีก่อนซื้อ และถ้าซื้อต้องมีใบเสร็จและใบอนุญาตนำออกอย่างถูกต้องจากทางร้านค้า รวมทั้งสินค้าอัญมณีบางชนิดด้วย หากไม่แน่ใจ ไม่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญ ควรงดเว้นการซื้อ

9. ระบบการจราจรในพม่ากำหนดให้ขับรถชิดเลนขวาตรงข้ามกับไทย เพราะฉะนั้นเวลาข้ามถนนต้องดูให้ดีและรอบคอบ

10.หญิงบริการ พม่าเป็นประเทศสังคมนิยมปกครองโดยรัฐบาลทหาร ทั้งยังมั่งคั่งไปด้วยศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของชาวบ้านผู้รักสงบและสันโดษ จึงเป็นการไม่เหมาะที่จะถามหาหญิงบริการ เพราะกฎหมายพม่ารุนแรงจับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: