Accomtour’s Weblog

กัมพูชา

Cambodia

ประวัติที่ควรรู้ก่อนไปเที่ยวกัมพูชา

กัมพูชามาจากไหน

พุทธศตวรรษที่ ๑ หรือประมาณ ๒,๕๐๐ ปี มาแล้ว เกิดการอพยพของกลุ่มชาติเขมร (ออสโตร-เอเซียติค)
จากจีนตอนใต้มาอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า “สุวรรณภูมิ” หรือ “เอเซียอาคเนย์” การอพยพครั้งนั้นแบ่งออกเป็น
สองกลุ่ม คือ กลุ่มที่อพยพไปตามลำน้ำสาละวินได้สถาปนาอาณาจักรสุธรรมวดี (ตอนบนของพม่า) ส่วนเขมร
ที่อพยพมาตามลำน้ำโขง ได้สถาปนาอาณาจักรขอม
พุทธศตวรรษที่ ๖ เกิดอาณาจักรฟูนัน ถือเป็นอาณาจักรเก่าแก่แรกสุดของกัมพูชา ฟูนัน มาจากคำว่าพนม
แปลว่าภูเขา ฟูนันเป็นสำเนียงการออกเสียงของชาวจีน ที่ออกเสียงพนมไม่ถูก ความหมายของพนมคือภูเขา
ความรุ่งเรือง และเป็นตำแหน่งของกษัตริย์ที่แสดงถึงความหมายว่า ราชาแห่งขุนเขา
ช่วงเวลานี้เองที่เริ่มมีอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ที่กำลังรุ่งเรืองในชวาและ คาบสมุทรอินโดจีน
ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง
พุทธศตวรรษที่ ๑๑ อาณาจักรฟูนันล่มสลายเกิดแคว้นเจนละขึ้น โดยมีพระเจ้าภววรมันที่ ๑ ได้สร้างราชธานี
ขึ้นใหม่ ปัจจุบัน คือ กลุ่มโบราณสถานสมโบร์ไพรกุก จังหวัดกำปงธม
พุทธศตรรษที่ ๑๒ ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๑ แคว้นเจนละแตกออกเป็น เจนละบก และ เจนละน้ำ โดย
เจนละน้ำอยู่ที่ลุ่มน้ำโขงตอนใต้ (ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) ส่วนเจนละบกอยู่ในพื้นที่ประเทศลาวตอนกลาง
ในปัจจุบัน
พุทธศตวรรษที่ ๑๔ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ทรงรวบรวมเจนละบกและเจนละน้ำให้เป็นปึกแผ่นและประกาศ
อิสระภาพไม่ขึ้นกับชวา (อาณาจักรศรีวิชัย) อีกต่อไป
พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ ได้เสด็จมาจากชวามาครองกัมพูชาโดยนำลัทธิไศเลนทร์ หรือลัทธิเทวราชากลับมาด้วย
และเกิดการสร้างปราสาท หรือเทวาลัย ซึ่งก็คือศาสนสถานบนฐานเป็นชั้น เพื่ออุทิศถวายเป็นทิพยวิมานของ
เทพเจ้า อีกทั้งยังใช้เป็นราชสุสานของกษัตริย์เมื่อเสด็จสวรรคต ซึ่งเชื่อว่าดวงพระวิญญานจะหล่อหลอมเป็น
หนึ่งเดียวกับเทพเจ้าที่พระองค์ทรงนับถือ

ฮินดูมาจากไหน

ศาสนาฮินดูเกิดขึ้นในประเทศอินเดียก่อนศาสนาพุทธประมาณ ๑,๐๐๐ ปี เป็นการรวมคติความเชื่อพื้นบ้าน
ผสมผสานกับการนับถือเทพเจ้าเป็นเทพสูงสุดได้แก่
พระศิวะ หรือ พระอิศวร
พระวิษณุ หรือพระนารายณ์
พระพรหม

ผู้ที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่ที่สุดเรียกกันว่า “ลัทธิไศวนิกาย” ส่วนบางกลุ่มคนที่นับถือพระวิษณุเป็นใหญ่ที่สุด
เรียกว่า “ลัทธิไวษณพนิกาย” อย่างไรก็ดีเทพทั้ง ๓ องค์นี้ รวมเป็นหนึ่งเดี่ยว หรือเที่เรียกว่า “ตรีมูรติ”
ศาสนาฮินดู มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ โดยยกย่องให้พราหมณ์เป็นชนชั้นสูงที่สุดของสังคม เพราะสามารถติดต่อ
กับเทพเจ้าได้ ทำหน้าที่ในพิธีกรรมต่าง ๆ รองลงมาจึงเป็น วรรณะกษัตริย์ วรรณะแพศย์ (พ่อค้า) และ
วรรณะศูทร หรือกุลี เป็นวรรณะที่ต่ำสุด
ศาสนาฮินดู จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ศาสนาพราหมณ์ นั่นเอง

เทพเจ้า ๓ องค์ ของศาสนาฮินดู

Brahmabrahma2

พระพรหม เป็นเทพเจ้าผู้สร้างโลกและจักรวาล ประทับนั่งบนอาศน์บัวบาน ทรงหงส์เป็นพาหนะ มีชายา คือ พระสรัสวดี หรือ พระนาง พราหมี พระพรหมมี ๔ พักตร์ ๔ กร มีพระนามเดิมว่า “ปัญจานน” หมายถึงผู้ที่มี ๕ เศียร แต่ถูกพระศิวะตัดเศียรออก ไปหนึ่งเศียร จาก เหตุที่ พระพรหม เกิดหลงใหล นางศัตรูปา สตรีที่ พระพรหม สร้างขึ้นมา แล้วเฝ้ามองตลอดเวลา เมื่อนางหนีขึ้นข้างบน จึงใช้พระพักตร์ ที่ ๕ ตามขึ้นไปดู พระศิวะไม่ชอบ จึงตัดทิ้ง บางตำรา ก็ว่ าพระพรหมถูก พระศิวะ ตัดเศียร เพราะไป กล่าววาจาดูถูก พระนางอุมาเทวี ชายาของพระศิวะ ชาวฮินดู ที่นับถือ ไวษณพนิกาย เชื่อว่า พระพรหม เกิดจากพระนาภี (สะดือ) ของ พระวิษณุ ขณะบรรทมหลับ อยู่เหนือ ลำตัวพญานาคอนันตริย ในทะเลน้ำนม หรือเกษียรสมุทร หรือที่เรียกว่า นารายณ์บรรทมสินธุ์

Shivashiva

พระศิวะ หรือ พระอิศวร เป็นเทพเจ้าผู้ทำลายและสร้างโลก หมายความว่าก่อนจะเกิดได้ต้องตายเสียก่อน ชาวฮินดู ที่นับถือ ไศวนิกาย เชื่อว่า พระศิวะมี ๑ เศียร ๔ กร ๓ เนตร โดยเนตรที่สาม อยู่กลางหน้าผาก เวลา กริ้ว จะมีตัวเกียรติมุข หรือ หน้ากาลออกมา กลืนกิน ความชั่งร้าย จากเนตรที่สามนี้ พระศิวะ ทรงนุ่งหนังกวาง มีงูเป็นสร้อยสังวาลย์ ทรงโคนนทิเป็นพาหนะ เวลาไปเยี่ยมชมปราสาท หากเห็น รูปปั้นโคนนทิ อยู่ระหว่าง ทางเดินเข้าปราสาท นั้นย่อมแสดงว่า ปราสาทแหงนั้น ๆ สร้างอุทิศถวายแด่ พระศิวะ
พระศิวะ สามารถกำหนด โชคชะตามนุษย์ ด้วยการร่ายรำ เช่น หากร่ายรำอ่อนช้อย มนุษย์โลกจะอยู่เย็นเป็นสุข การร่ายรำนี้ เรียกว่า ศิวนาฏราช เป็นการแสดงพลัง ที่พระองค์ กระทำต่อจักราวาล ห้าประการ คือ การสร้าง การดูแลรักษา การทำลาย การปิดบัง และ การอนุเคราะห์ ชายาของพระศิวะมี ๒ บุคลิกในร่างเดียว คือ พระนางปารพตี หรือ พระนางอุมาเทวี ในกาลต่อมาและ เจ้าแม่กาลี หรือ ทุรคา ซึ่งเกิดจากการที่บรรดา เทพมาช่วยกับชุบขึ้นเพื่อปราบอสูร มีโอรสของพระนางอุมาเทวี คือ พระขันะกุมาร เห็นเทพเจ้าแห่งสงคราม
และ พระพิฆเนศวร์ โอรสของนางทรคามีเศ๊ยรเป็นช้างเป็นเทพแห่งศิลปวิททาการ

Vishnuvishnu

พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ เป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองโลก มีการอวตาลลงมาในโลกมนุษย์เมื่อยามเกิดทุกข์เข็ญถึง ๑๐ ครั้ง ๑๐ ปาง ได้แก่ อวตารเป็นปลา เต่า หมูป่า นรสิงห์ พราหมณ์เตี้ย พราหมณ์ถือขวานเพชร พระราม พระพุทธเจ้า พระกฤษณะ บุรุษชื่อกัลกี พระวิษณุ ทรงครุฑเป็นพาหนะ มีพระชายา คือ พระศรี หรือ พระลักษมีเทวี (พระนางเกิดจากการกวนเกษียรสมุทร)พราหมณ์ ได้ปรับปรุง ศาสนา ฮินดู ในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ เพื่อแข่งขันกับศาสนาพุทธที่กำลังเจริญรุ่งเรือง เช่น การบัญญัติให้พระพุทธเจ้าเป็นอวตารที่ ๘ ของ พระนารายณ์ เรียกว่า “พุทธาวตาร”

shivalingam1

ทำไมฮินดูต้องบูชาศิวลึงค์

กษัตริย์ที่นับถืศาสนาฮินดู ไศวนิกาย นิยมสร้างศิวลึงค์ ไว้ในปราสาทต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นรูปเคารพ ศิวลึงค์เ ป็นเครื่องหมาย องค์กำเนิด ของเพศชาย เป็นพลังสร้างสรรค์ ของพระผู้เป็นเจ้า โดยศิวลึงค์นี้จะตั้งอยู่บนฐานโยนี (แทนอวัยวะเพศหญิง) ของพระนางปารพตี ชายาของพระศิวะ ตราบใด ที่อวัยวะเพศ ทั้งสองนี้อยู่ด้วยกัน ก็จะเกิดความรุ่งเรือง บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข การเซ่นสรวงบุชาพระศิวะ พราหมณ์จะเป็นผู้ตักน้ำรดศิวลึงค์ แล้วให้น้ำไหลผ่านร่องโยนี แล้วจึงไหลไปตามท่อโสมสูตร เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ให้ผู้คนรองรับ ไปดื่มกิน เพิ่อเป็น สิริมงคลและรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

พุทธมหายาน คู่แข่งศาสนาฮินดู

ศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองในดินแดนขอมโบราณนอกจากศาสนาฮินดูแล้ว ยังมีศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ซึ่ง เจริญรุ่งเรือง ผลัดเปลี่ยนกับ ศาสนาฮินดู ทั้งไศวนิกาย และไวษณพนิกาย เดิมที พุทธศาสนานั้นมีเพียง นิกายเดียวคือ หินยาน หรือเถรวาท จนกระทั่ง ราวพุทธ ศตวรรษที่ ๖ ได้เกิด นิกายมหายานขึ้น ซึ่งมีการนำคติความเชื่อ การนับถือเทพเจ้า ของฮินดูมาผสมผสาน โดยเชื่อว่า พระพุทธเจ้า เป็นผู้สร้างโลห และยังบัลดาลให้เกิด“ธนานิพุทธเจ้า” ห้าพระองค์ และธนานิพุทธเจ้า ยังบันดาลให้ มีมนุษย์ พุทธเจ้า ลงมา ตรัสรู้ในโลกมนุษย์ อีกหลายคน เช่น เจ้าชายสิทธัตถะ พระธนานิพุทธเจ้า ยังบันดาลให้เกิด พระโพธิสัตว์ อีกหลายองค์ลงมาปกป้อง
คุ้มครองชาวพุทธมหายาน เช่นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรพระโพธิสัตว์กวนอิม ฯลฯ พระโพธิสัตว์ มีความหมายว่า พระผู้ที่จะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า ในอนาคต โดยจะลงมาช่วยเหลือ มนุษย์ โลกให้พ้นทุกข์ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผู้เป็นใหญ่ในโลก ทรงเปี่ยม ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นผู้มองลงมายังเบื้องต่ำ ด้วยความเมตตา กรุณา ทรงอยู่เพื่อ ช่วยมนุษย์โลก ให้พ้นทุกข์ และ เข้าถึงนิพพาน ศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดู ผลัดกันเจริญรุ่งเรือง ตามแต่กษัตริย์ที่นับถือ แต่ละศาสนา สิ่งก่อสร้างใน ปราสาท จึงชี้บ่งได้ว่า เป็นเทวสถาน ของฮินดู หรือศาสนสถาน ของพุทธ

ลัทธิเทวราชาคืออะไร

เทวะ หมายถึง ราชา และราชาก็คือเทวะที่จุติลงมาเพื่อสร้างสันติสุขให้กับโลกมนุษย์ การบูชาเทวสถาน คือ การบูชารูปศิวลึงค์ ที่ ประดิษฐาน อยู่บนยอดเขา เสมือนพระศิวะ ประทับบนเขาไกรลาศ กษัตริย์ที่นับถือ ศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย จึงต้องสร้างศาสนสถาน หรือเทวสถานหรือ วิหารที่ประดิษฐ์ ศิวลึงค์ รูปแบบของปราสาทปรือเทวาลัยยุคแรก ๆ จะถูกสร้างขึ้นบนภูเขาจริง ๆหรือไม่ก็เนินเขาตาม
ธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ต่อมามีการปรับแนวความคิดใหม่ โดยการสร้างบนที่ราบกลางเมืองโดยทำศาสนาสถานนั้น บนฐานเป็นชั้น หรือการสร้างภูเขาจำลองแทนที่จะไปสร้างบนภูเขาจริง ๆ และใช้ปรางค์ ปราสาทองค์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ดังนั้น ศิวลึงค์ จึงมักถูกเก็บไว ้ในปรางค์ประธาน หรือที่เรียกว่า “ห้องครรภคฤห” กษัตริย์ขอมจะทำพิธีเซ่นสรวงบูชาโดยรดน้ำลงที่ศิวลึงค์ น้ำจะไหล ลงช่องโยนี ผ่านท่อโสมสูตร ศิวลึงค ถือเป็นต้นกำเนิด ของสรรพชีวติ ดังนั้นศิวลึงค์ จึงมีบุคลิกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ตั้งอยู่บนภูเขาธรรมชาติ
หรือ ภูเขาจำลอง โดยตั้งอยู่กลางนครหลวง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นแกนแห่งจักรวาล หรือศูนย์กลางของจักรวาล เป็นที่น่าสังเกต ว่าหลัง รัชสมัยของ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ แล้ว กษัตริย์ขอมองค์ต่อ ๆ มา แม้จะเปลี่ยนไปนับถือ ศาสนาฮินดู ไวษณพนิกาย หรือ ศาสนาพุทธ นิกายมหายานแล้ว แต่ยังสร้างวิหารเก็บราชลึงค์ รูปเคารพในปรางค์ประธาน เปลี่ยนจากศิวลึงค์ เป็นพระวิษณุ หรือ พระโพธิสัตว์
โดยสรุปแล้วกษัตริย์ขอมมักจะสร้างศาสนสถานบนฐานเป็นชั้น จุดประสงค์เพื่อ

๑. เป็นวิหารเก็บราชลึงค์บนภูเขา
๒. เป็นทำยวิมานของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์
๓. เป็นพระราชสุสาน เมื่อเสด็จสวรรคต โดยเชื่อว่าควงพระวิญญาณของพระองค์จะไปหลอมรวมกับเทพเจ้า
๔. เป็นเขาพระสุเมรุ (ที่อยู่ของทวยเทพ) หรือศูนย์กลางโลกและจักรวาล ส่วนบารายหรือคูน้ำที่ล้อมรอบปราสาท
เปรียบเสมือนมหานที่สีทันดรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ

ราชอาณาจักรกัมพูชา

Kingdom of Cambodia

800px-flag_of_cambodiasvg

King Sihamoniking-sihamoni

Map of Cambodiamap_of_cambodia

ภูมิศาสตร์ กัมพูชามีพื้นที่ประมาณ ๑๘๑,๐๓๕ ตารางกิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดจากทิศตะวันออกไปทิศ ตะวันตก ๕๘๐ กิโลเมตร จากเหนือจรดใต้ ๔๕๐ กิโลเมตร

อาณาเขต ทิศเหนือติดกับประเทศลาว และประเทศไทย ทิศใต้ติดกับทะเลอ่าวไทย ทิศตะวันออกติดกับ ประเทศเวียดนาม ทิศตะวันตก ติดกับ ทะเลอ่าวไทย และประเทศไทย

กัมพูชามีทะเลสาบน้ำจืด ที่เกิดจากแม่น้ำโขง มีขนาดใหญ่ที่สุด ในเอเซีย ชื่อว่า “โตนเลสาบ” มีแม่น้ำโขงไหล ผ่านยาว ๕๐๐ กิโลเมตร จากนั้นไหลเข้าสู่เวียดนามลงสู่ทะเลจีนใต้ นับว่าเป็นแม่น้ำนานาชาติเชื่อกันว่าปลาบึก ซึ่งเป็น ปลาน้ำจืด ที่ใหญ่ที่สุด ในโลก ว่ายทวน น้ำ จากโตนเลสาบ ขึ้นสู่ประเทศไทย-ลาว ก่อนไปผสมพันธ ที่จีนซึ่ง เป็นต้นแม่น้ำโขง โตนเลสาบ อยู่ห่าง จากกรุงพนมเปญ ประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ฤดูน้ำหลากน้ำท่วมถึง ๗,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร ลึกถึง ๑๐ เมตร โตนเลสาบครอบคลุมพื้นที่ ๕ จังหวัด คือ กำปงธม กำปงชะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ ในโตนเลสาบมีปลาชุกชุมกว่า ๓๐๐ ชนิด

dsc01542-tolesap ภูเขา ยอดเขาสูงสุด ของกัมพูชา คือ พนมอาออรัล สูงจากระดับน้ำทะเล ปานกลาง ๑,๘๑๓เมตร ทิศเหนือของ กัมพูชา มีเขตแดน ติดต่อกับ ประเทศไทย ระยะทาง ยาวไกลถึง ๗๕๐ กิโลเมตร ติดกับ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด โดยมีเทือกเขาพนมดงรัก และเทือกเขาบรรทัดกั้น ป่าไม้ กัมพูชา เป็นประเทศ ที่มีป่าไม้ อุดมสมบูรณ์ มากที่สุด หากเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้าน ในปี พ.ศ๒๕๐๓ เคยมีป่าไม้มากถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ ปีพ.ศ. ๒๕๓๖ ลดเหลือ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน ป่าไม้ลดลง อย่างมากหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้สัมปทานป่าไม้กับบริษัทเอกชนจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น

ภูมิอากาศ เป็นแบบร้อนชื้นแถบมรสุมฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม ฤดูแล้งเริ่มจากเดือนพฤศจิกายน ถึง เมษายน เดือนเมษายน มีอุณหภูมิสูงที่สุด เดือนมกราคมมีอุณหภูมิต่ำที่สุด เดือนตุลาคมมีฝนตกชุกมากที่สุด

ประชากร กัมพูชามีประชากรประมาณ ๑๑ ล้านคน เป็นหญิง ๕๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นชาย ๔๘ เปอร์เซ็นต์ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ครึ่งหนึ่ง ของประชากร ทั้งประเทศ อายุต่ำกว่า ๑๗ ปี เนื่องมาจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์ ประชากร ๙๖ เปอร์เซ็นต์ เชื้อสายเขมร นอกนั้น เป็นเชื้อสาย เวียดนาม จีน จาม (นับถือศาสนาอิสราม) และชาวเผ่าต่าง ๆ

ศาสนา ฮินดูเป็นศาสนาที่เข้ามาจากอินเดียผ่านทางชวาเมื่อกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมามีพุทธศาสนา นิกายมหายาน เข้ามาเมื่อ ๘๐๐ ปีก่อน ส่วนนิกาย หินยาน เข้ามาภายหลัง ในรัชสมัยของนักองค์จันทร์ (พ.ศ. ๒๐๕๙) ปัจจุบัน ศาสนาพุทธ นิกายหินยาน เป็น ศาสนาประจำชาติ

ภาษา กล่าวกันว่าภาษาและสำเนียงเขมรนั้นประดุจเครื่องดนตรีจากสรวงสวรรค์ มีความไพเราะและท่วงทำนองเสนาะ และยังเป็น ภาษาที่เก่าแก่ ที่สุด ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีรากฐาน มาจากอักษรพราหมณ์ ทางภาคใต้ของ อินเดีย และมีอิทธิพลของภาษาบาลี และสันสกฤตที่มากับพุทธศาสนา เมื่อฝรั่งเศสเข้าปกครองกัมพูชา จึงมีประชากรไม่น้อย ที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้ ปัจจุบัน ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่ ๒ และ มีชาวกัมพูชา รุ่นใหม่ไม่น้อยที่พูด ได้ทั้งภาษาฝรั่งเศส แล ะภาษาอังกฤษ ไทย ฯลฯ ซึ่งมี โรงเรียนเปิดสอน หลายแห่ง โดยเฉพาะ ในจังหวัด เสียมเรียบ และพนมเปญ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก ของกัมพูชา

สกุลเงิน ของประเทศกัมพูชา คือ เรียล (Riel) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราคื่อ ๑ US$ เท่ากับประมาณ ๓,๔๐๐ เรียล เงิน ๑๐๐ บาท ไทย จะแลกเงินเรียล ได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ เรียล (๑ บาทไทยเท่ากับประมาณ ๑๐๐ เรียล) สำหรับ ที่มี ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในประเทศ กัมพูชา ส่วนใหญ่ จะแบ่งออกเป็น ธนบัตรใบละ ๑๐๐, ๕๐๐, ๑,๐๐๐, ๕,๐๐๐ และ ๑๐,๐๐๐ เรียล ในเมืองเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณ ไพลิน และที่กรุงพนเปญสามารถใช้เงินไทยได้ยกเว้น เงินไทย ที่เป็นเหรียญ แต่ถ้าเป็น ธนบัตรใบละ ๒๐ บาท และ ๕๐ บาท จึงจะใช้ได ้เพราะในประเทศกัมพูชา แต่ทางที่ดีแล้ว ควรแลก เปลี่ยนเป็น เงินเรียล ของกัมพูชา จะสะดวกกว่า เพราะจะได้ ไม่เสียเปรียบ ในการจับจ่าย และซื้อสินค้า เพราะป้าย ราคาสินค้า ในประเทศกัมพูชา จะแสดงราคาเป็น เงินเรียล และเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเท่านั้น
สำหรับสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา ก็มีความสำคัญในประเทศกัมพูชา นักท่องเที่ยวนิยมจะนำไปใช้จ่ายใน การชำระ ค่าบัตร เข้าชม โบราณสถาน ต่าง ๆ และชำระ เป็นค่าโรงแรมที่พัก ร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งจะ แสดงราคาเป็นเงิน เหรียญ US$ ดีกว่า จะชำระ เป็น เงินบาทไทย และเงินเรียล ของกัมพูชา ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่จะให้ชาวกัมพูชา ใช้เงิน US$ อย่างแพร่หลาย พอ ๆ กับ เงินเรียล สกุลเงินของตัวเอง สำหรับนักท่องเ ที่ยที่มีความประสงค์จะแลก เปลี่ยนเงิน สามารถ แลกเปลี่ยนได ้ตามตู้รับแลกเปลี่ยนเงิน ของธนาคารต่าง ๆ ภายในเมืองเสียมเรียบ และที่ด่าน ปอยเปต ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนไทย ด้านอำเภออรัญประเทศ ซึ่งจะ สะดวกสบาย และไม่เสียเปรียบ ในการซื้อสินค้า ดีกว่าใช้เงินไทย

20000_riel_currency_sihamoni-746907

การค้นพบปราสาทนครวัด

นักเดินทาง นักท่องเที่ยว คนแล้วคนเล่า ที่เข้ามาชม ปราสาทนครวัด แล้วจากไป หลายคนซึ่งในแรงศัทธา ของกษัตริย์ขอมโบราณ ที่มีต่อ วิษณุเทพ ที่นับถือ วิศวกร หรือ สถาปนิก ที่มาชมมหาปราสาทแห่งน ี้ก็อดตื่นตาตื่นใจ ไปกับ การก่อสร้าง ที่เมื่อพันปีก่อน ที่ไม่มี เทคโนโลยีใด ๆ ช่วยเลย จิตกร ที่มาเห็น ภาพแกะสลัก บนผนังระเบียงคต ภายในมหาปราสาทนครวัด ก็อดซาบซึ้งใจ ไปกับผลงาน อันมีชีวิตชีวา ทั้งภาพ นางอัปสร กว่าพันองค์ ภาพเรื่องราว ในวรรณคดีรามเกียรติ์ ภาพการกวนเกษียรสมุทร ภาพกองทัพ สมัยโบราณ นักบวช ในศาสนาต่าง ๆ ที่ได้มาเห็น มหาปราสาทนครวัด ต่างก็เห็น พลังแห่งแรงศัทธา ที่ทำให้เกิด สิ่งก่อสร้างอันมหึมานี้ แม้ว่า หลังการสร้าง มหาปราสาทนี้เสร็จ ไม่นาน ความล่มสลาย จะตามมาในแผ่นดินขอมก็ตาม มีการสำรวจ กันว่า พื้นที่ บริเวณ นครวัดนี้ ได้มีการ นำหิน เพื่อนำมาสร้างปราสาท โดยไปขนหินที่ เขาพนมกุเลน ซึ่งอยู่ห่าง ออกไปประมาณ ๕๐ กม.โดยใช้ช้างนับพันเชือก และล่องมา ตามแม่น้ำเสียมเรียบ เป็นจำนวนหลายล้านตัน เพื่อสร้างปราสาท ที่มีรูปทรงเป็น ปรางค์ ๕ ยอด ยอดกลางสูงถึง ๖๕ เมตร ก่อสร้างโดย ใช้แรงงานคน นับแสน ใช้เวลาก่อสร้าง ยาวนานกว่า ๓๐ ปี

e0b899e0b8b2e0b8a2e0b8ade0b987e0b8ade0b887e0b8a3e0b8b5-e0b8a1e0b8b9e0b982e0b8ade0b895e0b98c5

มหาปราสาทนครวัด ก่อสร้าง ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ (พ.ศ.๑๖๕๐-๑๖๙๓) จุดประสงค์เพื่อ อุทิศถวายแก่ พระวิษณุเทพ ในศาสนาฮินดู หรือ ศาสนาพราหมณ์ และ ยังใช้เป็น ราชสุสาน สำหรับเก็บพระศพ ของพระองค์อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ มหาปราสาทนครวัด จึงถูกสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทอื่น ๆ ที่จะหันหน้า ไปทางทิศตะวันออก เสียเป็นส่วนใหญ่ ขอมโบราณนั้น ได้รับอิทธิพลความเชื่อจาก อินเดีย ผ่านมาทางชวา ศาสนาฮินดูหรือ ศาสนา พราหมณ์นั้น ยกย่อง กษัตริย์ ว่าเป็น เทพเจ้า เรียกว่า ” ลัทธิเทวราชา “ กษัตริย์ คือ ตัวแทนของ เทพเจ้าในโลกมนุษย์ ซึ่งมี การสร้างเทวสถานให้ และเชื่อว่า เมื่อสวรรคต แล้ววิญญาณ จะประทับอยู่ ที่ปราสาท ซึ่งเป็น คติเทวราชา ที่เชื่อว่า กษัตริย คือ เทวเจ้าอวตารลงมา ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง ที่ทำให้ กษัตริย์ขอม เมื่อขึ้นครองราช จึงตั้งหน้าตั้งตา สร้างปราสาท ตลอดรัชกาลของแต่ละพระองค์ เพื่อให้เป็น ศาสนสถาน สัญลักษณ์ ของระบบสุริยะจักรวาล ตามคติฮินดู หรือ ความหมาย ก็คือ ศูนย์กลางของโลก และ จักรวาล พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ทรงครอง ราชอาณาจักรขอม ระหว่าง ปี พ.ศ. ๑๖๕๖ – ๑๖๙๓ รวม ๓๗ ปี หลังสิ้นรัชกาล ของพระองค์ กษัตริย์ขอมองค์ต่อๆ มา ที่ขึ้นครองราช ยังคง มีการสร้างปราสาท แต่ไม่มี ปราสาทใดเลย จะยิ่งใหญ่ไปกว่า ” มหาปราสาทนครวัด “ แห่งนี้อีกเลย

e0b899e0b8b2e0b8a2e0b8ade0b987e0b8ade0b887e0b8a3e0b8b5-e0b8a1e0b8b9e0b982e0b8ade0b895e0b98c6

รัชกาลของกษัตริย์ขอมโบราณ ดำเนินมาถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่ง เป็นกษัตริย์ ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา นิกายมหายาน งานก่อสร้าง จึงเป็นปราสาท ที่จัดว่าเป็น วัด ในพุทธศาสนา เช่น ที่ปราสาทบายน ปราสาทตาพรหม และ ปราสาทพระขรรค์ ฯลฯ หลังรัชกาล ของ พระองค์ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๘ ซึ่งนับถือศาสนาฮินดู ไศวนิกาย ได้ดัดแปลงปราสาทต่าง ๆให้เป็น ศาสนาสถาน ฮินดู เช่น มีการ สกัด รูปพระพุทธรูปออก ให้เป็นรูปศิวลึงค์แทน หลังสิ้นรัชกาล พระเจ้าชัยวรมันที่ ๘ ขอมก็เริ่มเสื่อมถอย เกิดความ อ่อนแอ ทาง เศรษฐกิจ เนื่องจากการแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง พราหมณ์และพระในพุทธศาสนา อีกทั้งเกิดสงคราม กับอาณาจักรไดเวียด (เวียดนาม) และตัอง ส่งเครื่องบรรณาการ ให้กับ อาณาจักรมองโกล และกรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชสมัย ของ นักองค์จันทร์ (พ.ศ.๒๐๕๘-๒๐๙๙) ได้สร้าง พระพุทธรูป ไว้บนระเบียงคต ของปรางค์ ปราสาทมากมาย ฐานะของ สุสานเทวาลัย จึงกลายมา เป็นวัด ในพุทธศาสนา ที่ชื่อว่า  ” นครวัด ” หลังจากนั้น ก็ไม่ปรากฎ เรื่องราว ของกษัตริย์ขอม โบราณอีกเลย การสิ้นสูญ เกิดขึ้นกับแผ่นดินขอม ปราสาทต่าง ๆ ถูกปล่อย รกร้างให้ผืนป่า เข้ากลืนกินไปนานถึงเกือบ ๕๐๐ ปี ล่วงเข้าปี พ.ศ.๒๔๑๐ ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มี นักพฤกษศาสตร์ ชาวฝรั่งเศสชื่อ” นายอ็องรี มูโอด์ “ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาศึกษาพรรณพืชเมืองร้อน ทั้งในเมืองไทย ลาว กัมพูชา จากเมืองไทย นายอ็องรีเดินทางเข้ากัมพูชาทางชายทะเลตะวันออกขึ้นบกที่เมืองกำปอตเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๐๓ ถึงเมือง พระตะบอง จากที่นี่ เขาได้รับการบอกเล่า จากมิชชันนารี ชาวฝรั่งเศส ด้วยกันว่า อีกฟากหนึ่ง ของทะเลสาบ ในเมืองสียมเรียบ มีซาก
โบราณสถาน ซ่อนอยู่ในป่าใหญ่ นายอ็องรี รุดเดินทางข้ามทะเลสาบไปยังเมืองเสียมเรียบทันที และบุกเข้าไปสำรวจในป่าทึบ เขาได้ พบกับ ปราสาทนครวัด เป็นแห่งแรก นับเป็นการค้นพบโบราณสถาน ที่สำคัญของโลก หลังจากที่ ดินแดนขอมโบราณ สูญหายไป ปล่อยให้ป่าใหญ่กลืนกินนานเกือบ ๕๐๐ ปี ครั้ง

นายอ็องรี มูโอด์ e0b899e0b8b2e0b8a2e0b8ade0b987e0b8ade0b887e0b8a3e0b8b5-e0b8a1e0b8b9e0b982e0b8ade0b895e0b98c

นายอ็องรี เดินทางกลับฝรั่งเศส จึงได้เขียนหนังสือ เกี่ยวกับปราสาทที่ได้พบ ซึ่งยัง ไม่รู้ว่า คืออะไรแน่ในเวลานั้น โดยสรุปว่า ” เป็นผลงานศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าโซเลม่อนที่คงสร้างขึ้นโดยใช้ช่างใหญ่อย่าง ไมเคิล แองเจโล
แต่น่าเศร้าที่ปราสาทนี้มาตั้งอยู่ในดินแดนป่าเถื่อนเช่นนี้ ” สามพันปีหลังจากนายอ็องรีค้นพบ นครวัด และ นครธม ฝรั่งเศส ก็บุก กัมพูชา ยึดเป็นเมืองขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๖ หลังจากนั้นเริ่มมีนักโบราณคดี นักมนุษยวิทยา นักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ งานศิลปะ วิศวกร สถาปนิก ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ เป็นชาวฝรั่งเศส เดินทางเข้ามาดู และมาศึกษาสำรวจ นครวัดนครธมกันมากมาย แม้ว่า ฝรั่งเศส จะยึด กัมพูชา เป็นเมืองขึ้นยาวนาน แต่ฝรั่งเศสก็พยายามบูรณะปราสาทนครวัด และปราสาท ต่าง ๆ ให้มีสถาพที่ยืนหยัดอยู่ได้ต่อไป ซึ่งต้อง ใช้เวลา และงบประมาณ จำนวนมาก เพื่อจะทำให้นครวัดมีสภาพที่ยืนหยัด อยู่ได้มาจนทุกวันนี้

e0b899e0b8b2e0b8a2e0b8ade0b987e0b8ade0b887e0b8a3e0b8b5-e0b8a1e0b8b9e0b982e0b8ade0b895e0b98c2

ปราสาทนครวัด

angkor-wat-from-the-air

สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ พุทธศตวรรษที่ ๑๗ ศิลปะแบบนครวัด ศาสนาฮินดูไวษณพนิกาย เวลาในการเยี่ยมชม ท่าน สามาตพเข้าชมได้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ ๐๕.๐๐ น. เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นด้านหลังปราสาท เป็นภาพที่งดงามมาก ส่วนช่วงกลางวัน เที่ยวชมโดยรอบ ๆ ของปราสาท ความยิ่งใหญ่ของมหาปราสาทนครวัดแห่งนี้ ควรใช้เวลาในการเยี่ยมชมไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่งโมง
ส่วนนอกสุดของนครวัด กั้นด้วยคูเมืองขนาดใหญ่ ยาว ๑.๕ กิโลเมตร (ทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก) กว้าง ๑.๓ กิโลเมตร (ทิศเหนือ-ทิศใต้) มีพื้นที่ทั้งหมดเกือบ ๒ ตารามกิโลเมตร หรือประมาณ ๑,๒๑๙ ไร่ มีทางเข้ายกระดับสูง ในทิศตะวันตก ข้ามคูเมืองเป็นระยะทาง ๑๙๐ เมตร ไปถึงกำแพงปราสาทชั้นนอกสุด ซึ่งสร้างด้วยศิลาแลงขนาดยาวประมาณ ๑,๐๐๐ เมตร กว้าง ๘๐๐ เมตร การวางผัง ของ ปราสาท ที่ไม่เหมือนปราสาทอื่น ๆ สังเกตได้จากโคปุระทางทิศตะวันตก ของกำแพงนอกสุด จะมีขนาดใหญ่ที่สุด และใหญ่กว่า โคปุระอีก ๓ ทิศ ตัวปราสาทประกอบด้วยโครงสร้างหลักที่เด่น ๆ ของสถาปัตยกรรมขอม ๒ ส่วน คือปิรามิตรปราสาท และระเบียงคต ที่เชื่อมติดกันในส่วนของปิระมิดปราสาท สร้างยกระดับขึ้นสูง ๓ ชั้น แต่ละชั้นแบ่งเป็นสัดส่วน ด้วยระเบียงคต มีโคปุระอยู่ทั้ง ๔ ทิศหลัก และศาลาที่มุมทั้ง ๔ มุม หรือปราสาทบริวารล้อมรอบของปรางค์ประธาน หลักที่เด่น ๆ ของสถาปัตยกรรมขอม ๒ ส่วน คือปิรามิตรปราสาท และระเบียงคตที่เชื่อมติดกันในส่วนของปิระมิด ภาพและความรู้สึกที่คล้ายจริง คูเมือง หมายถึง มหาสมุทร ที่ล้อม รอบโลก ระเบียงคตที่เชื่อมกันล้อมรอบปราสาท หมายถึง เทือกเขาน้อยใหญ่ ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุที่ประทับของเทพเจ้า และ ตัวปราสาท ชั้นบนสุดหรือปรางค์ประธาน หมายถึง ยอดเขาพระสุเมรุ การได้ขึ้นไป ถึงปรางค์ประธาน อันสูงชันนั้น ก็เหมือน การจำลอง การขึ้นเขาพระสุเมรุจริง ๆ

cambidia1

ชมอะไร ปราสาทชั้นนอก ทางดำเนินเข้าสู่มหาปราสาทนครวัดหันหน้าเข้าสู่ทิศตะวันออก ทางดำเนินนี้สร้างหลัง จากสร้างปราสาท เสร็จแล้วหลายร้อยปี สังเกตุได้จากลักษณะศิลปะของเสากลมที่ฐานของทางดำเนิน จากจุดนี้ด้านหน้าจะเป็น โคปุระ ทิศตะวันตก ซึ่งมี ๕ ประตู ประตุใหญ่อยู่ตรงกลาง สำหรับพระมหากษัตริย์ดำเนินเข้าสู่นครวัด ส่วนทางเข้า ที่เล็กกว่า ถัดออกไปสำหรับ เสนาบดี และ ที่ไกล ที่สุดอีก ๒ แห่ง มีขนาดใหญ่ที่สุด สำหรับ ประชาชนทั่วไปรวมทั้งสัตว์ พาหนะ เช่น ช้าง ฯลฯ จากโคปุระนี้ จะมองเห็น ภาพตัวปราสาท ที่อลังการยิ่งใหญ่ ซึ่งอยู่ที่ปลายสุดของทางดำเนินชั้นใน ห่างออกไป ๓๕๐ เมตร ยามที่พระอาทิตย์ขึ้น จะเห็นตัวปราสาท ย้อนแสง อยู่ด้านหน้าท้องฟ้า และในยามเย็น ก็จะเปลี่ยน องค์ปราสาท เป็นสีทองที่ผนังกำแพงชั้นนอก ด้านทิศตะวันออกใกล้ ๆ ฐานกำแพง ด้านนี้ รูปสลักนางอัปสรในสภาพที่ ค่อนข้างสมบูรณ์ และจะดูงดงามดุจมีชีวิตหากมาชมในช่วงแสงแรกของวัน ตลอดทาง หลายสิบเมตร ตามผนังกำแพง ด้านทิศใต้นี้ มีนางอัปสรนางหนึ่งที่ยิ้มเห็นฟันเป็นภาพเดียวในจำนวนเกือบ ๒,๐๐๐ ภาพ ในปราสาทนครวัด เมื่อก้าวออก
จากประตูไปสู่ทางดำเนินชั้นในแล้วจะเริ่มเห็นความยิ่งใหญ่ขององค์ปราสาทมากขึ้นราวทางดำเนินสร้างเป็นตัวพญานาค ทอดยาว ไปสอง ข้างทางดำเนิน มีบันได ทางลงสู่พื้นล่าง ด้านข้างอยู ๖ จุด แต่ละจุดห่างกัน ๕๐ เมตร ตอนปลายของราวบันได แต่ละแห่งเป็นส่วนหัว และหางพญานาค

ตัวปราสาท จากปลายสุดของทางดำเนินชั้นในติดับบันไดนาค จะยกสุงขึ้นเกือบเท่ากับชั้นล่างสุดของตัวปราสาท หรือ ชั้นที่มีภาพสลัก บนระเบียงคต เมื่อเข้าไปที่โคปุระของระเบียงชั้นล่างแล้ว หากมีเวลามากพอขอแนะนำให้เดินต่อไปขึ้นไป ยังระเบียงคต ชั้นกลาง และ ปรางค์ปราสาท ชั้นบนสุดก่อน แล้วจึงย้อนกลับ ลงมาชมภาพสลัก ภายหลัง จากโคปุระชั้นล่าง ซึ่งเชื่อมบันไดทางขึ้น สู่ชั้นกลางมีจุดเด่น คือ สระน้ำขนาดเล็ก ๔ สระ วางตัวเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากเชื่อมระหว่างโคปุระ ทั้งสอง บริเวณนี้ ในรัชสมัยของ นักองค์จันทร์ เคยเป็นที่ตั้งขอ งพระพุทธรูปจำนวนมาก ตลอดระเบียงคต อันเป็นที่มาของ ชื่อ นครวัด แต่ถูกทำลายและขนย้ายออกไป ปัจจุบันเหลืออยู่ เพียงเล็กน้อย ชาวกัมพูชานิยม มาสักระบูชา เมื่อมานครวัด ที่โคปุระของตัวปราสาทชั้นกลาง เดินขึ้นบันได ต่อไป จะพบกับตัวปราสาท ชั้นบนสุด เป็นที่ตึ้งของปรางค์ประธานและ ปรางค์บริวารทั้ง ๕ ปรางค์ บนฐานอันใหญ่โตและสุงชัน

ยอดปราสาทหรือเขาพระสุเมรุ ปรางค์ประสาททั้ง ๕ ตั้งอยู่บนฐานยกสุงขนาดใหญ่มับันไดทางขึ้นสูงชันทั้ง ๔ ด้าน ด้านละ ๓ แห่ง ทั้งหมด ๑๒ แห้งรอบฐาน ที่บันได ทางทิศใต้ มีราวเหล็กให้ขึ้นยึดจับ ขึ้นสู่ชั้นบนสุด ได้สะดวก ที่โคปุระ และปรางค์บริวาร ทั้งสองแห่ง ทางด้านทิศตะวันตก นับเป็นจุดชมวิวทิวทัศน ์ที่สวยงาม มองเห็นได้กว้างไกล หากมองตรงไป ทางทิศตะวันตก จะเห็น ตัวปราสาท ชั้นกลาง ชั้นล่าง ระเบียงคตที่ล้อมรอบ ๒ ชั้น ทางดำเนินชั้นในกำแพงปราสาท จนถึง คูเมือง และราวป่าด้านนอก หากมองไป ทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนื อจะเห็น เขาพนมบาเค็ง และปราสาทบนยอดเขา ซึ่งสามารถมอง ย้อนกลับมา ที่ตัวปราสาทนครวัด ได้สวยงามเช่นกัน ปรางค์ประธานล้อมรอบด้วยระเบียงคต และปรางค์ บริวารที่เชื่อมต่อกัน ตั้งอยู่บนยอดฐานระดับเดียวกับปรางค์บริวารทั้ง ๔ แต่มีขนาด และความสูงมากกว่า ดูสูงสง่าสวย งามปัจจุบันช่องทางเข้าออก ปรางค์ประธาน ๓ ด้าน เป็นบานประตูปิดยกเว้นทางทิศตะวันตก

ภาพสลัก ภาพสลัก ที่มหาปราสาทนครวัด นับเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุด แห่งหนึ่งของศิลปะขอม จนได้ชื่อว่า เป็นศิลปะยุค นครวัด ปรากฎอยู่ ที่ผนังด้านในระเบียงคต ชึ้นนอกสุด ของตัวปราสาท พื้นที่รวมของภาพสลัก มีขนาดใหญ่มาก ยาวเกือบ ๖๐๐ เมตร เนื้อหาของภาพส่วนใหญ่มาจากคัมภีรพระเวทและมหากาพย์ของศาสนาฮินดู การชมภาพสลัก ควรเริ่มจาก โคปุระทิศตะวันตก อ้อมลงทิศใต้ ไปทิศตะวันออก ภาพสลักที่จะได้ชม คือ

การรบที่ทุ่งกุรุเกษตร ในมหาภารตยุทธ ที่ระเบียงคตทิศตะวันตกด้านทิศใต้ ภาพสลักภายในศาลาหัวมุมระเบียงคตด้านทิศตะวันตก
เฉียงใต้ ขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ที่ระเบียงคตทิศใต้ด้านทิศตะวันตก การตัดสินความดีและความชั่วของ พญายมและนรก สวรรค์ ที่ระเบียงคตทิศใต้ด้านทิศตะวันออก ภาพการกวนเกษียรสมุทร ระที่ระเบียงคตทิศตะวันออก ด้านทิศใต้ ภาพเหล่านี้ นับเป็น จุดเด่น ที่ไม่ควรพลาดชม แม้มีเวลาน้อย การเข้าชมโดยละเอียดนั้น สามารถเริ่มจากโคปุระ ทิศตะวันตกของระเบียงคต ชั้นนอก แล้วเลี้ยวขวาลงสู่ระเบียงคตเพื่อชมภาพสลัก

ภาพการกวนเกษียรสมุทร (ระเบียงคตด้านทิศตะวันออก ด้านทิศใต้)
ภาพสลักด้านนี้มีจุดเด่นและแตกต่างจากทุกภาพของนครวัด ทั้งในด้านขนาดของตัวละครต่าง ๆ ในภาพที่ใหญ่เกือบครึ่ง หนึ่งของตัวคน และการลำดับการเล่าเรื่อง ซึ่งมีใจความสำคัญของเรื่องเพียงฉากเดียวตลอดความยาว ๔๐ เมตร โดยเป็น เรื่องราว จากคัมภรย์พระเวท ของศาสนาฮินด ูต่างจากภาพอื่น ที่มีการลำดับเรื่องเป็นตอน ๆ ไล่ไปตามความยาว มีจุดที่เหมือนกันคือ เหตุการณ์สำคัญอยู่ที่กลางภาพ การกวนเกษียรสมุทรมีจุดประสงค์เพื่อผลิตน้ำอมฤต โดยใช้เวลา ๑,๐๐๐ ปี น้ำอมฤตนั้นมีฤทธิ์ทำให้ผู้ที่ได้ดื่มกินเป็นอมตะ บางตำรา กล่าวถึงสาเหตุของ การกวนเกษียรสมุทรว่า เนื่องมาจากเทวดา และอสูรมักจะสู้รบ ยกทัพมาปราบ อีกผ่ายบ่อยครั้ง ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ อยู่เรื่อยมา ฝ่ายเทวดาจึงไปของคำปรึกษา กับพระวิษณุว่า ทำอย่างไรจึงจะรบชนะเหล่าอสูรได้ตลอดทุกครั้ง พระวิษณ ุจึงแนะนำ เรื่องการกวนเกษียรสมุทร เพื่อผลิตน้ำอมฤต ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่และต้องใช้พละกำลังมาก โดยใช้ ภูเขามันทระ เป็นแกนหมุน ใช้นาควาสุกร ีแทนเชือกพันรอบเขามันทระ แล้วแบ่งเป็น ๒ ฝ่ายผลัดกันดึงกลับไป มาเทวดา ได้ยินดังนั้น ก็ออกอุบาย ยืมแรงอสูร ให้มาช่วยดึงนาค เพื่อกวนทะเลน้ำนม และให้สัญญาว่า จะแบ่งน้ำอมฤต ที่ได้ให้ ฝ่ายอสูรเห็นดีด้วย ก็ตอบตกลง จึงแบ่ง ด้านกันกวน ฝ่านเทวดาอยู่ ดึงตัวนาคควาสุกรีด้านหาง ฝ่ายอสูรให้ดึงด้านหัวการกวนครั้งนั้นซึ่งใช้เวลานาน เขามันทระก็ค่อย ๆ เจาะโลกลึกลง ๆพระวิษณุเป็นห่วงว่าโลกจะทะลุหรือแตกสลาย จึงได้อวตารเป็นเต่าเอากระดองรองรับเขามันทระเอาไว้ ภายใน ภาพจะเป็นรูปกองทัพเหล่าอสูรเตรียมตัวพร้อมรบ เพื่อแย่งน้ำมอมฤตมาเป็นของตนฝ่ายเดียว ถัดไปจึงเป็นหัวแถวกวนเกษียรสมุทร
ด้านอสูรตนแรกที่เป็นผู้ถือหัวนาควาสุกรี คือ ทศกัณฑ์ จากจุดนี้บ่งบอกได้ว่า ขอมโบราณได้รวมเอามหากาพย์รามยณะเข้า กับ คัมภียร ์พระเวท ถัดไปเป็นแถวอสูรอีก ๙๑ ตน ไปจนถึงกลางภาพ จะเห็นพระวิษณุ ๔ กร คอยควบคุมการกวนอยู่หน้าเขา มันทระ ใต้เขามันทระเป็นเต่าเอากระดองรองเขา เหนือเขามันทระมีพระอินทร์คอยจับเขาให้ตรง ถึดไปด้านขวาเป็นแถว ของฝ่านเทวดา ๘๘ องค์ ท้ายสุดผู้ที่ถือหางคือ หนุมาน ช่วงท้ายของภาพเป็นกองทัพของเหล่าเทวดาเตรียมตัวแย่งน้ำอมฤต จากอสูรเช่นกัน

ขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ (ระเบียงคตทิศใต้ ด้านตะวันตก) นับเป็นภาพสลักที่ต่างจากทุกภาพ คือเป็นภาพ จากเรื่อง ในประวัติศาสตร์ มีความยาวถึง ๙๔ เมตร โดยแบ่งภาพออกได้เป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกเป็นช่วงที่ยังไม่จัดตั้งขบวนทัพ ส่วนทีสอง เป็นภาพขบวนทัพ ในส่วนแรกนั้นแบ่งออกเป็น ๒ ชั้น ชั้นบนเป็น ภาพพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ประทับราชบัลลังก์ ล้อมรอบ ด้วยเหล่า รัฐมนตรี และแม่ทัพนายกองที่มาเข้าเฝ้า ชั้นล่างเป็นภาพ ขบวนทัพของเจ้าหญิง พระธิดาบนเสรี่ยง เมื่อสิ้นสุด ภาพในส่วนแรก ก็เริ่มเป็นภาพ ขบวนทัพของทหารเดินเรียงไปตลอดแนว พร้อมกับแม่ทัพนายกองของแต่ละกองทัพบนหลังช้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ อยู่รั้งท้ายบนหลังช้าง เกือบหน้าสุดของ ขบวนทัพเป็นกองทัพที่มีลักษณะแตกต่างจากทัพอื่น ทหารมีใบ้หน้าที่โค้งมนสวมเสื้อลายดอก นุ่งผ้าคล้ายกระโปรง ชายผ้ายาว สวมหมวกทรงสูงเป็นชั้น ๆ ที่ปลายมีพู่ยาว แม่ทัพอยู่บนหลังช้างเช่นกัน สันนิษฐาน ว่าเป็น ทัพของชาวสยาม

นรก สวรรค์ การพิพากษาของพญายม (ระเบียงคตทิศใต้ ด้านทิศตะวันออก) ภาพสลักนี้ นักโบราณคดี หลายท่านเชื่อว่า ได้สลักหลังจาก ที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ เสด็จสวรรคตแล้ว ลักษณะของภาพแบ่งเป็น สองตอน แต่ละตอน แบ่งออกเป็นสองถึงสามชั้น ซึ่งชั้นบนจะเป็นบนโลกและสวรรค์ ชั้นล่างสุดเป็นนรก ในตอนแรกซึ่งอยู่ทาง ด้านซ้ายของภาพ เป็นภาพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ เสด็จนำเหล่าข้าราชบริพารที่ดีขึ้นสวรรค์ พวกอสูรและคนไม่ดีตกนรก ในตอนที่สองชั้นกลาง เป็นภาพ พญายมสิบแปดมือ นั่งพิพากษา ความดี-ชั่ว ของคนตาย บนหลังควายซึ่งเป็นสัตว์พาหนะ และ ภาพที่นับเป็นจุดเด่นของภาพสลักนี้คือ ภาพชั้นล่างของนรกขุมต่าง ๆ ที่มีการทรมารคนชั่ว คนบาป ตามคติขอมเชื่อว่านรกภูมิ แบ่งเป็นชึ้นถึง ๓๒ ชั้น

การรบที่ทุ่งกุรุเกษตร (ระเบียงคตทิศตะวันตก ด้านทิศใต้)
เป็นเรื่องราวในมหาภารตยุทธ กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างพี่น้องสองตระกูล คือตระกูลปาณฑพ และเการพ ทั้งสองตระกูล
ยกทัพมารบกันขั้นแตกหักที่ทุ่งกุรุเกษตรทางตอนเหนือของอินเดีย ภาพสลักมีความยาว ๔๙ เมตร เล่าเรื่องขณะสู้รบกัน
ตระกูลเการพอยู่ทางด้านซ้าย และตระกูลปาณฑพอยู่ทางด้านขวา ขอบภาพทั้งสองด้านเป็นภาพของทหารแต่ละฝ่ายยืนเรียง
แถวกันเป็นระเบียบ มีนายทหารบนรถม้าศึกและหลังช้าง
การรบถึงขึ้นตะลุมบอนรุนแรงที่บริเวณกลางภาพ มีตัวละครเด่น ๆ คือ ภีษมะ แม่ทัพของฝ่ายเการพ อรชุน แม่ทัพฝ่ายปาณฑพ
และพระวิษณุที่อวตาลมาเป็น พระกฤษณะ ซึ่งเป็นผู้ขับรถศึกให้อรชุน การรบดำเนินมาจนวันที่สิบ อรชุนก็สังหารภีษมะ จะเห็น
ภาพภีษมะนอนตายบนลูกธนูที่ถูกยิงทั่งทั้งตัว การรบสิ้นสุดลงในวันที่สิบแปด โดยตระกูลปาณฑพเป็นฝ่ายชนะ และถือเป็นวัน
สิ้นสุดของยุคอีกด้วย
ศาลามุมริมระเบียงคตทิศตะวันตกเฉียงใต้
ภาพสลักส่วนใหญ่มาจากมหากาพย์รามายณะ และพระกฤษณะ ซึ่งเป็นปางอวตาลของพระวิษณุ ภาพที่มีลักษณะเฉพาะคือ
ภาพที่อยู่เหนือประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ หรือผนังบนหน้าบัน ภายในผนังมีภาพสลักครบทุกด้าน รวมทั้งหมดสิบสองภาพ โดยจะ
เรียบลำดับภาพในทิศทวนเข็มนาฬิกา
ทิศตะวันตก ด้านทิศเหนือ
ภาพสลักเล่าเรื่องราวถึงตอนพระศิวะแปลงกายเป็นขอทานมาทดสอบพวกฤาษี ในภาพเป็นรูปพระศิวะยืนที่ประตูมีผู้หญิงท้อง
ล้อมเหนือประตูเป็นภาพจระเข้ยักษ์
ทิศตะวันตก เหนือประตู
ภาพเรื่องราวของพระกฤษณะขณะเป็นเด็กที่มีพลังความสามารถเกินมนุษย์ในภาพเป็นเด็กคลานอยู่บนพื้น ที่เขาผูกติดกับก้อน
หิน เนื่องจากซุกซนมากจนพระราชมารดาของพระกฤษณะต้องจับผูกเอาไว้ แต่พระกฤษณะก็คลานลากหินไปจนโค่นต้นไม้
สองต้น ซึ่งเป็นเทวดาแปลงกายมา
ทิศตะวันตก ด้านทิศใต้
ภาพตอนทศกัณฑ์ยกเขาไกรลาส ในภาพเป็นทศกัณฑ์ทียี่สิบกร ยกเขาไกรลาส บนเขามีพระศิวะกับนางอุมาเทวี
ทิศใต้ ด้านทิศตะวันตก
ภาพตอนกามเทพแผลงศรให้พระศิวะหลงรักนางอุมา ขณะที่พระศิวะนั่งหลับตาบำเพ็ญสมาธิอยู่ แต่พระศิวะเกิดตกใจ ดวงเนตร
ที่สามบนหน้าผากลืมขึ้นเผากามเทพจนร่างกายสลายเป็นเถ้าธุลี ในภาพพระศิวะมีเครา สวมลูกประคำนั่งบำเพ็ญสมาธิ
มีกามเทพทำท่าแผลงศรอยู่ด้านข้าง ด้านล่างเป็นภาพของกามเทพนอนตาย ซึ่งต่างจากในตำนานที่ร่างเป็นเถ้าธุรี
ทิศใต้เหนือประตู
เป็นภาพเรื่องราวของพระกฤษณะ ไม่ปรากฏว่าอยู่ในตอนใดของตำนาน ในภาพเป็นภาพพระกฤษณะสู้กับฤาษี
ทิศใต้ด้านทิศตะวันออก
ภาพตอนพาลีและสุครีพสู้กันจากมหากาพย์รามารณะ
ทิศตะวันออก ด้านทิศใต้
ภาพพระศิวะนั่งบำเพ็ญสมาธิ แต่ภาพชำรุดเสียหายมาก
ทิศตะวันออกเหนือประตู
ภาพพระวิษณุ ด้านข้างมีคนคุกเข่าถือพาน ด้านบนของพระวิษณุมีเหล่านางอัปสรลอยอยู่
ทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือ
ภาพเรือที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามเรียงแถวกันในน้ำ เรือด้านบนมีการเล่นหมากรุก เรือด้านล่างผู้หญิงในเรือกำลัง
เล่นกับเด็ก ๆ
ทิศเหนือ ด้านทิศตะวันออก
ภาพเรื่องราวของพระกฤษณะ ตอนพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะขึ้นกำบังพายุฝนที่ตกกระหน่ำอย่างรุนแรงให้แก่คนเลี้ยงสัตว์
และฝูงวัว ซึ่งเกิดจากพระอิทนร์บันดาล เนื่องจากไม่พอใจเหล่าคนเลี้ยงสัตว์ที่ไม่เคารพสักการะ
ทิศเหนือ เหนือประตู
ภาพจากมหกาพย์รามายณะตอนพระรามยิงกวางทอง ซึ่งเป็นยักษ์แปลงกายมาเพื่อหลอกล่อให้นางสีดาพลัดหลงกับพระราม
กลางป่า
ทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตก
ภาพกวนเกษียรสมุทรของหล่าอสูรและ เทวดาเพื่อผลิตน้ำอัมฤต ที่ดื่มแล้วจะเป็นอมตะ ในภาพแถวอสูรอยู่ด้านซ้าย และเทวดา
อยุ่ด้านขวา ผลัดกันดึงลำตัวนาควาสุกรี ที่พันรอบเขามันทระให้หมุนเพื่อกวนทะเลน้ำนม
พระวิษณุปราบอสุร (ระเบียงคตทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือ)
เป็นภาพพระวิษณุต่อสู้กับกองทัพอสูร มีความยาวทั้งภาพ ๕๒ เมตร ภาพนี้สลักภายหลังจากสร้างปราสาทนครวัดเสร็จสิ้นแล้ว
หลายร้อยปี ประมาณ พ.ศ. ๒๐๘๙ – ๒๑๐๗ ภาพแสดงพระวิษณุทรงครุฑกำลังสู้กับกองทัพอสูรที่เรียงหน้าเข้ามาทั้งด้านซ้าย
และด้านขวาพระวิษณุอยู่กลางภาพ นอกจากกลางภาพแล้ว จุดน่าสนใจอื่น ๆ คือ ภาพของเหล่าอสูรบางตนขี่รถศึก บางตน
เดินเท้า บางตนขี่นกยักษ์
ภาพกฤษณะปราบพญาพาน (ระเบียงคตทิศเหนือ ด้านทิศตะวันออก)
ภาพสลักมีความยาว ๖๖ เมตร เป็นตอนพระกฤษณะสู้รบกับทัพพญาพาน เนื่องจากพญาพานได้ชิงตัวหลานของพระกฤษณะ
ไปเป็นเมีย ในภาพพระกฤษณะทรงครุฑปรากฎอยู่เป็นช่วง ๆ ตลอดภาพ ช่วงท้ายทางด้านขวาของภาพเป็นภาพพญาพานทรง
รถศึกเทียมราชสีห์ ซึ่งถูกพระกฤษณะตัดมือทั้ง ๑๐๐๐ มือ ถัดไปอีกเป็นภาพพระศิวะมาขอให้ละเว้นชีวิตพญาพาน
การรบของเทวดาและอสูร (ระเบียงคตทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตก)
ภาพสลักนี้ยังคงลวดลายดีอยู่ มีความยาว ๙๔ เมตร ภาพแสดงการรบกันของเทวดาและอสูร ฝ่ายเทวดาหันหน้าไปทางทิศ
ตะวันตก และเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดของภาพ เนื่องจากมีภาพเทพเจ้าที่สำคัญของศาสนาฮินดูหลายองค์ เช่น พระอินทร์ทรง
ช้างเอราวัณ พระวิษณุทรงครุฑ พระพรหมทรงหงส์ พระพิรุณทรงนาค พญายมทรงรถเทียมความย พระอัคนีทรงรถเทียมแรด
พระศิวะทรงรถเทียมโคนนทิ พระอาทิตย์ทรงรถเทียมม้า ในภาพที่เท้าพระศิวะเป็นภาพพระพิฆเนศวร์
ศาลาหัวมุมระเบียงคตทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ลักษณะเหมือนกับศาลาที่อยู่ทางทิศใต้ ทุกด้านสลักภาพครบ ๑๒ ภาพ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องในมหากาพย์รามายณะ
ทิศเหนือ ด้านทิศตะวันออก
ภาพสลักคล้ายคนสวมมุงกุฎสองคนในพระราชวัง ล้อมรอบด้วยข้าราชสำนัก ไม่ปรากฎว่าอยู่ในเรื่องใด
ทืศเหนือ เหนือประตู
จากมหากาพย์รามายณะ เป็นภาพตอนยักษ์ลักพาตัวนางสีดาไปกรุงลงกา ในภาพพระรามและพระลักษมณ์ ยืนโก่งคันธนู
ทิศเหนือ ด้านตะวันตก
จากมหากาพย์รามายณะ ภาพนี้ค่อนข้างชำรุด เป็นตอนที่นางสีดาพิสูจน์ตัวเองกับพระราม ระหว่างที่ถูกจับตัวไป ในภาพไม่มี
นางสีดาอยู่แล้ว
ทิศตะวันตก ด้านทิศเหนือ
ภาพจากมหกาพย์รามายณะ ตอนพระรามเสด็จกลับกรุงอโยธยา หลังรบชนะพวกยักษ์ที่กรุงลงกา
ทิศตะวันตก เหนือประตู
จากมหากาพย์รามายณะ เป็นภาพพระราม พระลักษมณ์ และกองทัพลิง
ทิศตะวันตก ด้านทิศใต้
จากมหากาพย์รามายณะ เป็นตอนที่หนุมานพิสูจน์ตัวเองกับนางสีดาที่ถูกลักพาตัวไปกรุงลงกา
ทิศใต้ เหนือประตู
จากมหากาพย์รามายณะ เป็นภาพพระรามและ พระลักษมณ์ สู้กับยักษ์
ทิศใต้ ด้านทิศตะวันออก
จากมหากาพย์รามายณะ ภาพในราชสำนักซึ่งมีการแข่งขันยิงธนู มีรางวัล คือ นางสีดา คนที่มาร่วมแข่งขันไม่มีใครมาแรงมาก
พอที่จะยกคันธนูได้ ยกเว้นพระรามที่ยิงนกได้ในภาพพระรามเล็งคันธนูไปที่นกที่เกาะอยู่บนคาน
ทิศตะวันออก ด้านทิศใต้
เป็นเรื่องพระกฤษณะ พระกฤษณะขี่ครุฑรอบ ๆ และด้านล่างของพระกฤษณะเป็นกองทัพของพระกฤษณะถือของที่ยึดมาได้
จากการรบ
ทิศตะวันออก เหนือประตู
จากมหากาพย์รามายณะ เป็นภาพพระรามกับพระลักษมณ์ และสุครีพยืนตรงข้ามกัน
ทิศตะวันออก ด้านทิศเหนือ
ภาพพระวิษณุอนันตศายิน หรือนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งบรรทมอยู่บนอนันตนาคราช ลอยอยู่บนเกษียรสมุทร ด้านข้างคือ
นางลักษมี ด้านล่างมีเหล่าเทพหลายองค์
การสู้รบที่กรุงลงกา (ระเบียงคตทิศตะวันตก ด้านทิศเหนือ)
ภาพสลักตอนนี้นับเป็นจุดสำคัญท้ายสุดของมหากาพย์รามายณะ เป็นตอนที่กองทัพของพระรามยอทัพไปรบกับยักษ์ที่กรุงลงกา
เพื่อปราบทศกัณฐ์ และชิงตัวนางสีดาคืน ตัวละครในภาพส่วนใหญ่เป็นลักษณะการรบกันแบบตะลุมบอนของลิงกับยักษ์ มีภาพ
พระรามง้างธนูยืนอยู่บนไหล่หนุมาน

ข้อมูลแต่ละปราสาท

ปราสาทนครวัด

ชม สิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก นั่นคือ ปราสาทนครวัด ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่สุดยอดในการเดินทางครั้งนี้
ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พุทธศักราช 1650-1720 ชมรูปสลักนางอัปสรนับหมื่นองค์ ชมภาพแกะสลักนูนต่ำ การกวนเกษียรสมุทร ซึ่งเป็นพิธีกรรมโบราณอันศักดิ์สิทธิ์น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านจะได้ชมภาพการยกกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โดยมีภาพของกองทัพเสียมกุก ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกเราชาวไทยปรากฎอยู่ด้วย เราจะใช้เวลาในการชื่นชมความมหัศจรรย์ของคนโบราณ ที่สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมอันวิจิตร

เมืองนครธม

นครธม มีความหมายว่า เมืองใหญ่ นครแห่งรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ใครก็ตามที่ได้มาเยี่ยมชมเมืองนครหลวงจะต้องเดินผ่านช่อง ประตูทางเข้าด้านทิศใต้ เป็นต้องตื่นตะลึงกับความโอฬารของหินทรายที่สลักเป็นรูป
พระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรซึ่งสลักไว้ทั้ง 4 ทิศ ด้วยสายตาที่ทอดลงมายังที่ต่ำ และรอยยิ้มที่เป็นสุข หรือ ยิ้มแบบบายน ที่เปี่ยมด้วยเมตตา กรุณา ส่วนด้านข้างของกรอบประตูพบกับปติมากรรมลอยตัวพระอินทร์ทรงช้างเอรวัณ 3 เศียร สะพานนาคราช สองข้างทางของสะพานที่ทอดข้ามคูเมือง ด้านซ้าย เป็นศิลาทรายสลักลอยตัวของเหล่าเทวดาฉุดตัวนาค ส่วนด้านขวา เป็นบรรดายักษ์กำลังฉุดดึงลำตัวพญานาคอยู่เช่นกัน เมืองพระนครหลวงมีคูเมืองล้อมรอบกว้างประมาณ 80 เมตร แต่ละด้านมีความยาว 3 กม. กำแพงล้อมทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านก่อด้วยศิลาแลงสูง 7 เมตร

ปราสาทบันทายสรี

ปราสาทบันทายสรี สร้างในสมัย พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 และ พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ในปีพ.ส. 1510 ในศานาฮินดู ไศวนิกาย ปราสาทแห่งนี้แม้จะเล็ก แต่น่าประทับใจสร้างด้วยหินทรายสีชมพู ดูสดใสไมีมีปราสาทใดเสมือน จนหลายคนขนานนามว่าเป็นปราสาทแห่งความรัก ชาวฝรั่งเศสให้ฉายาปราสาทแห่งนี้ว่า รัตนชาติแห่งศิลปะขอมเพราะการก่อสร้างทำด้วยหินทรายสีชมพูเนื้อละเอียด การสลักลวดลายจึงดูอ่อนช้อย ลายคมชัด มีชีวิตชีวา ภาพทับหลัง และ หน้าบันส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวในมหากาพย์รามายาณะ หรือ รามเกียนติ์ ไม่ว่าจะมองมุมใดปราสาทบันทายสรีก็มีความงดงามเป็นปราสาทที่มีทับหลังและหน้าบันสมบูรณ์ที่สุด แม้กระทั่งเรือนแก้วยังมีความงดงาม

ปราสาทพระขรรค์

ปราสาทพระขรรค์ ซึ่งเป็นปราสาทขนาดใหญ่ทางพุทธศาสนา พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นับว่าเป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ นอกจากจะทรงสร้างปราสาทต่างๆ ขึ้นมากมายเพื่อใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ด้วยการสร้าง อโรคยศาลา ถึง 102 แห่ง ในบรรดาปราสาทต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระองค์ต้องยกให้ปราสาทพระขรรค์เป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระราชบิดา สะพานข้ามคูเมืองหน้าโคปุระปราสาท มีประติมากรรมลอยตัวรูปเทวดาและยักษ์ฉุดนาคทั้งสองด้านของสะพานลักษณะคล้ายประตูเมืองนครธม ความสำคัญของปราสาทพระขรรค์ อีกอย่างหนึ่งคือ บริเวณปราสาทใช้เป็นที่ประทับชั่วคราวของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ระหว่างการก่อสร้างเมืองหลวงที่ถูกกองทัพจามยึดและทำลายในปี พ.ศ. 1720 ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่ที่ระเบีบงด้านเหนือของตัวปราสาท โคปุระตัวปราสาทชั้นนอกด้านทิศตะวันออก มีต้นสะปงสูงใหญ่ขึ้นเกาะกุมระเบียงคตปราสาทไขว้กันเป็นมุมหนึ่งที่สวยงามในศิลปะธรรมชาติ นักท่องเที่ยวนิยมมาบันทึกภาพ เสานางเรียงหน้าโคปุระของกำแพงปราสาทด้านทิศตะวันออก ยังคงเหลือภาพสลักพระพุทธรูปเพียงภาพเดียว นอนนั้นถูกสกัดทิ้งไปในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ที่ทรงนับถือศาสนาฮินดู

กลุ่มปราสาทหริหราลัย

นำท่านออกเดินทางตามเส้นทางหมายเลข 6 สู่ กลุ่มปราสาทหริหราลัย ประกอบด้วย ปราสาทโลเลย ปราสาทพระโค และ ปราสาทบากอง

ปราสาทพระโค

ปราสาทพระโค สร้างในสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ในปี พ.ศ. 1442 ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย มีปราสาท 6 หลังตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน เป็นปราสาทอิฐ 5 หลัง แต่กรอบประตูและกรอบหน้าต่างสร้างด้วยหินทราย มีรูปวัวนนทิ หันหน้าเข้าหาปราสาท ซึ่งประดิษฐานศิวลึงค์ อยู่ในเขตเมืองหริหราลัย เบริเวณผนังปราสาทมีลายปูนปั้นประกอบด้วยการสลักทับหลังศิลาทรายแบบนูนสูง รูปเทวรักษ์ หรือ ทวารบาล ที่ผนังปราสาทพระโคทั้งสี่ด้านไม่ว่าจะเป็นหญิง หรือชายมักยืนอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ผู้ชายมักใส่เครื่องศิราภรณ์ประดับศรีษะ มือขวาถือหอก มือซ้ายเท้าสะเอวนุ่งผ้าจีบหน้า คาดเข็มขัดสวยงาม โดยเฉพาะมือที่ถือหอกกำไม่สู้แน่นนัก ทำให้ดูนุ่มนวนเหมือนท่านาฎลักษณ์ ประติมากรรมลอยตัวรูปโคนนทิ ที่เรียกว่า ปราสาทพระโค เชื่อว่าเป็นเพราะมีรูปโคนนทิ 3 รูป ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาท

ปราสาทโลเลย

ปราสาทโลเลย เป็นปราสาทที่อยู่ในกลุ่มเทวสถานเมืองหริหราลัย สันนิษฐานว่า โลเลย มาจาก ราลัย อันเป็นชื่อท้ายของเมืองนั่นเอง
(หราลัย) ปราสาทโลเลยสร้างอยู่กลาง บารายอินทรตฎากะ หรือ สระน้ำของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ปัจจุบันได้ตื้นเขินไปหมดแล้ว พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 สร้างบารายเพื่อให้เป็นด่านป้องกันศัตรู อีกพระประสงค์หนึ่ง แต่พระองค์ก็ย้ายนครหลวงแห่งนี้ไปที่เมืองพระนคร เนื่องจากไม่สามารถที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์ที่เมืองหริหราลัยไปได้มากกว่านี้ นามของเมืองหริหราลัยจึงถูลบเลือนไป ปราสาทโลเลย สร้างอยู่บนฐานที่มีความกว้าง 80 เมตร ยาว 90 เมตร ก่อสร้างด้วยอิฐทั้งหมด มีโคปุระทางด้านทิศตะวันออกเพียงแห่งเดียว ปราสาทนี้เป็นกลุ่มปราสาทที่มีทั้งหมด 4 หลัง 2 หลัง อยู่ในแนวทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก อีก 2 หลังอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ การวางผังของปราสาทคล้ายกับปราสาทพระโค ต่างกันที่จำนวนปราสาทเท่านั้น ภาพสลักปราสาทโลเลย แม้จะทรุดโทรมมากแต่ยังมีภาพสลักอยู่ตรงกรอบประตู และภาพสลักหินทรายบนทับหลังพอที่จะสันนิษฐานได้ว่าปราสาทที่อยู่ทางทิศตะวันออกมีหน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ด้านซ้ายและขวาของเศียรช้างเอราวัณมีพวงอุบะ (พวงมาลัย) ด้านล่างและด้านบนของพวงอุบะมีลายก้านขด และลายดอกไม้ ที่หน้าบันเหนือทับหลังเป็นภาพสลักนูนต่ำของฤาษีทั้งหมดที่มีอยู่ 8 ตน กำลังนั่งบำเพ็ญตบะ ส่วนภาพที่กรอบประตูซึ่งทำจากหินทรายเป็นภาพของสิงห์คาบพวงอุบะออกมาจากปาก

ปราสาทบากอง

ปราสาทบากอง สร้างในสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ในปี พ.ศ. 1424 ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย เป็นปราสาทหินทรายตั้งอยู่บนฐาน 5 ชั้น สูงประมาณ 20 เมตร มีปราสาทเล็กหลายหลังตั้งอยู่บนฐาน มีปราสาทใหญ่ตั้งอยู่บนส่วนยอด ปราสาทบากองอยู่กลางเมืองหริหราลัย เป็นศูนย์กลางจักรวาลและเป็นปราสาทหินหลังแรกของอนาจักรขอม สร้างหลังปราสาทพระโคประมาณ 2-3 ปี เป็นปราสาทหลวง เป็นสัญาลักษณ์แห่งแรกในการสร้างปราสาทที่มีลักษณะเป็นปิรามิด ตัวปราสาทมีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นถูกสร้างขึ้นจากหินทราย ยกเว้นปรางค์ประธานที่อยู่ชั้นบนสุดยังสร้างขึ้นจากอิฐ สันนิษฐานว่าพังไปหมดแล้ว ชั้นที่ 1 ประกอบด้วยวิหารขนาดเล็กอยู่ที่มุมของทิศทั้ง 8 แต่ละชั้นของปิรามิดจะมีบันไดขึ้น ความกว้างยาวของฐานเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัส โดยรอบฐานแต่ละชั้นมีประติมากรรมลอยตัวรูปนาค และครุฑ ภาพสลักนางอัปสร ด้านข้างของบันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานของแต่ละชั้นมีภาพสลักนางอัปสร ขนาดสูงถึง 1.5 เมตร ชั้นสองภาพสลักยักษ์ สันนิษฐานว่าเป็นภาพในเรื่องรามเกียรติ์ ท่านสามารถรอชมพระอาทิตย์ตกดิน ที่ยอดปราสาทบากอง

กบาลสะเปียน

หลังจากนั้นพาท่านเดินทางต่อไปยังกบาลสะเปียน ระยะทาง 12 กม. จากปราสาทบันทายสรี และต้องเดินเท้าต่ออีก 2 กม. ไต่ระดับไปเรื่อยๆ แต่ไม่สูงชันนัก ตลอดทางมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมได้บรรยากาศร่มรื่นพอสมควร ก่อนถึงทางไปสู่ต้นน้ำและสายธารแห่งศิวลึงค์พันองค์ กบาลสะเปียน ถูกขนานนามจากแนวก้อนหินที่เกิดขึ้นตามะรรมชาติ โดยมีลักษณะคล้ายสะพานทอดข้ามสายน้ำเล็กๆ ซึ่งมีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาพนมกุเลน ทั้งพนมกุเลนและกบาลสะเปียนแม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละที่ แต่ก็มีสองสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้ผืนน้ำของท้องธารทั้งสองที่เหมือนกันคือ รูปศิวะสลัก หรือศิวลึงคองค์ย่อมๆ ไปถึงขนาดใหญ่นับพันองค์ และรูปโยนีสลักอีกจำนวนไม่น้อย แผ่ขนานไปตามความยาวของลำธารตื้นๆ เป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตรเลยที่เดียว กบาลสะเปียนสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีพระประสงค์ให้พราหมณ์ประกอบพิธีเสกน้ำให้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำน้ำไปประกอบพิธีหลวงในพระราชวังและเพื่อให้เหล่าประชาราษฎร์ นำไปบูชารักษาโรคภัยไข้เจ็บ นำไปใช้กับเรือกสวนไร่นาของตนได้ รูปสลักศิวลึงใต้น้ำ และรูปสลักทางศาสนาฮินดู ความน่าตื่นตะลึงของกบาลสะเปียนมีได้มีเพียงรูปสลักศิวลึงนับพันองค์คู่กับฐานโยนีใต้ท้องน้ำที่มีหินทรายทอดตัวขนานไปกับสายธารนั้น ยังมีภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ภาพพระพรหมสี่หน้า ภาพตรีมูรติมีพระศิวะ พระพรหม และพระวิษณุประทับทรงอยู่ในปรางค์ปราสาท การสลักภาพมีทั้งแบบนูนสูงและต่ำ โดยเฉพาะภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนศิลาทรายทั้งที่ใต้ท้องน้ำ ตามโขดหิน และก้อนหินขนาดใหญ่มีให้ชมมากกว่า 5 แห่ง จุดเด่นที่สุดของกบาบสะเปียน คือบริเวณเหนือสะพานหินธรรมชาติขึ้นไปเล็กน้อยจะมีน้ำตกเล็กๆ หลังไหลผ่านภาพสลักศิวลึงค์และโยนีที่ท้องธารกบาลสะเปียนแล้วยังไหลผ่านภาพจำหลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ นับเป็นอุบายเสกน้ำให้ศักดิ์สิทธิ์ของกษัติย์ขอมในอดีต น้ำตกกบาลสะเปีนย หลังจากไหลผ่านภาพสลักต่างๆ แล้วน้ำจะไหลตกลงมา ณ ผาแห่งนี้ ผู้คนชาวกัมพูชานิยมมาอาบน้ำ และนำภาชนะมารองรับไปฝากญาติมิตร สะพานหินที่ทอดยาวในป่า แม้น้ำจะสูงอย่างไรก็ไม่สามารถท่วมสะพานหินนี้ได้ แลเชื่อนี้ก็กลายมาเป็นกบาลสะเปียนอันมีความหมายตรงตัวว่า “สะพานหิน” ที่เกิดจากธรรมชาติ

ปราสาทบันทายสำเหร่

ปราสาทบันทายสำเหร่ สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในศาสนาฮินดูไศวนิกาย
และถือว่าเป็นต้นแบบของการสร้างมหาปราสาทนครวัดด้วย โดยจะมีขนาดเล็กย่อส่วนลงมา ปราสาทแห่งนี้มีรูปร่างคล้ายคลึงกับปราสาทหินพิมายของไทย จุดเด่นของปราสาทแห่งนี้อยู่ที่ภาพสลักที่หน้าบันและทับหลัง ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาเรื่องราวในมหากาพย์รามายาณะ ชมภาพหลักเรื่องเทพเจ้าที่เป็นที่นับถือของศาสนาฮินดู ชมรัศมีบนเศียรนาคที่มีเครื่องประดับที่มีความงดงามยิ่ง บริเวณที่สร้างปราสาทแห่งนี้ เคยเป็นที่อยู่ของชาวสำเหร่ (ชนกลุ่มน้อยของกัมพูชา) มาก่อน จึงเรียกปราสาทแห่งนี้ตามชาวสำเหร่ ที่ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากปราสาทในกลุ่มเมืองพระนคร อยู่ทางทิศตะวันออกของบารายตะวันออก ช่องทางเดินในปราสาทแต่ละหลังค่อนข้างจะแคบ ปรางค์ประธานตั้งอยู่ปรางค์เดียวไม่มีปรางค์บริวาร มีแต่เพียงบรรณาลัย อยู่ข้างปรางค์ประธาน
มีระเบียงคตอยู่โดยรอบปรางค์ประธาน

ปราสาทแม่บุญตะวันออก

หลังจากนั้นพาท่านชม ปราสาทแม่บุญตะวันออก ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. 1495 ในศาสนาฮินดู ในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ย้ายเมืองหลวงกลับมาที่เมืองพระนคร โดย 16 ปีก่อนหน้านี้พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองพระนครไปตั้งที่เกาะแกร์ ปราสาทนี้สร้างขึ้นอยู่บนเกาะกลางบารายตะวันออก มีน้ำล้อมรอบเกาะอันเป็นที่ตั้งของปราสาทอยู่ แต่ในปัจจุบันน้ำในบารายแห้งไปหมดแล้ว

ปราสาทแปรรูป

ปราสาทแปรรูป สร้างในสมัยพระเจ้าเชนทรวรมันที่ 2 ในปีพ.ศ. 1504 ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย ปราสาทแปรรูปใช้วัสดุหลายชนิดในการก่อสร้าง ทั้งศิลาแลง หินทราย และอิฐ จุดประสงค์ในการสร้างเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ตามศิลาจารึกกล่าวไว้ว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ทรงสร้างศิวลึงค์ ชื่อ ราเชนทรศวร เพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาในปราสาทนี้ ตามตำนานของชาวบ้านเล่าว่า บริเวณปราสาทเคยใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระศพ หลังจากถวายพระเพลิงพระศพแล้วนำพระอัฐิมาเรียงใหม่ก่อนการเก็บ หรือที่เรียกอย่างไทยว่า แปรอัฐิ
ปรางค์ประทานถูกสร้างอยู่เหนือฐานอิฐ 3 ชั้น แต่ละชั้นมีบันไดขึ้นไป 12 ชั้น รูปทรงลักษณะคล้ายปิรามิด ส่วนปรางค์บริวารทั้ง 4 อยู่บนฐานเดียวกัน ภาพสลักพระอินทร์ ที่ทับหลังของปรางค์ประธาน มีภาพสลักพระอินทร์เป็นเทพประจำทิศตะวันออก พวงอุบะ(พวงมาลัย) และเหล่าพรรณพฤกษาถือเป็นต้นแบบของศิลปะยุคแปรรูป ด้านข้างของเสากรอบประตูมีภาพสลักของเทพธิดา บันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานค่อนข้างชันและแคบ ปรางค์บริวารด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีภาพสลักของเทพธิดาที่งดงามบนอิฐ และปูนปั้นโบราณของพระนางลักษมี และพระวิษณุ
ภาพสลักพระนางอุมาเทวี และพระศิวะ ส่านปรางค์ประธานที่อยู่ตรงกลง มีถาพสลักพระพรหม 4 หน้า 4 กร

พนมบาเค็ง

ปราสาทพนมบาเค็ง สร้างในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 กลางพุทธศตวรรษที่ 15 ประมาณ พ.ศ.1450 ปราสาทพนมบาเค็งตั้งอยู่บนเขาลูกเล็กที่มีความสูงประมาณ 70 เมตร มีชื่อในสมัยก่อนว่า ปราสาทพนมกันดาล (พนม แปลว่า ภูเขา กันดาล แปลว่า กลาง) ตั้งอยู่กลางระหว่าง ปราสามพนมกรอบ กับปราสาทพนมบก ซึ่งอยู่บนภูเขาขนาดใกล้เคียงกัน ต่อมาเรียกปราสาทนี้ว่า ปราสาทพนมบาเค็ง ตามลักษณะของต้นบาเค็ง (คล้ายต้นมะขาม)ที่มีอยู่มาก ตัวปราสาทอยู่ใจกลางยอดเขาจำลองลัษณะมาจากปราสาทบากอง มีสถาปัตยกรรมคล้ายกัน รูปทรงแบบปิรามิด ที่ตัวระเบียงแต่ละชั้นมีปราสาทเล็กๆ 4 มุม ภายในปรางค์ประธานมีศิวลึงค์ตั้งอยู่ตั้งแต่ ค.ศ.907 ในปีที่เริ่มสร้างปราสาท พระพุทธรูปที่เห็นภายในปรางค์ประธานนั้น มีการอัญเชิญพระพุทธรูปขนาดใหญ่ไปประดิษฐานบนแท่นหินทรายแทนศิวลึงค์เมื่อ พ.ศ. 2509 ปราสาทพนมบาเค็งเป็นศาสนสถานแห่งแรกของเมืองพระนคร ทางขึ้นอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นเขาสูงชัน บันไดขึ้นสู่ปรางค์ประธานมีอยู่ 5 ชั้น แต่ละชั้นมีปรางค์เล็ก 12 ปราสาท รวม 5 ชั้น
60 ปราสาท ส่วนบนยอดมีปรางค์บริวารล้อมรอบปรางค์ประธานอีก 4 ปราสาท เสมือนเป็นการจำลองยอดเขาพระสุเมรุรวมทั้งหมดมี 89 ยอด ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเขาจึงเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม โดยเฉพาะเห็นยอดปราสาทนครวัดผุดขึ้นกลางป่า นอกจากนั้นยังเห็นวิว 360 องศา เห็นบารายทิศตะวันตก ซึ่งกลางบารายจะมีเกาะเล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทแม่บุญตะวันตก ยังเห็นตัวเมืองเสียมเรียบ เห็นยอดเขาพนมบกที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 14 กม. ยอดเขาพนมกรอมที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 24 กม. และเทือกเขาพนมกุเลนทอดยาว

ปราสาทปักษีจำกรง

ปราสาทปักษีจำกรง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 ปลายพุทธศตวรรษที่ 15 พ.ศ. 1471 และบูรณะ
ในรัชสมัยพระเจ้าเชนทรวรมันที่ 2 ปราสาทปักษีจำกรงมีรูปทรงปิรามิด มีนิทานพื้นบ้านเล่าขานกันว่า พญานกได้นำเอาโอรสของพระราชา ซึ่งตกอยู่ในอันตรายระหว่างการแย่งชิงราชสมบัติมาเลี้ยงจนเติบใหญ่ จึงกลับมาชิงราชบัลลังก์คืนได้ และเมื่อปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัติย์ จึงได้ทรงสร้างปราสาทนี้ขึ้นเป็นการทดแทนบุญคุณของพญานก ตัวปราสาทสูงจากพื้น 27 เมตร มีฐาน 4 ชั้น ชั้นแรกสูง 15 เมตร มีบันไดทางขึ้นปราสาทได้ 4 ทิศ ค่อนข้างสูงชัน ตัวปราสาทมีทางเข้าทางเดียว คือ ทิศตะวันออก อีก 3 ประตูเป็นประตูหรอก มีฐานเป็นศิลาแลงสี่เหลี่ยมย่อมุม ศิลาแลงมีลักษณะดีไม่มีรูพรุน เสาประดับกรอบประตูและทับหลังทั้ง 4 ด้าน ทำด้วยหินทรายสลักลวดลายสวยงามมาก

ปราสาทธรรมานนท์

ปราสาทธรรมานนท์ สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกนอกประตูเมืองนครธม ตัวปราสาทหันหน้าเข้ากำแพงประตูเมือง นครธมจะอยู่ทางขวามือ ตรงข้ามกับปราสาทเจ้าสายเทวดา แต่มีขนาดเล็กกว่าตัวปรางค์ประธานของปราสาทยังสภาพดีอยู่ ในขณะที่กำแพงล้อมรอบพังทลายไปหมดแล้ว คงเหลือโคปุระซึ่งมีสัดส่วนกะทัดรัดสวยงาม เป็นปราสาทขนาดเล็ก ล้อมรอบด้วยคูน้ำที่ขอมโบราณเชื่อว่าเป็นน้ำที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ปราสาทนี้ต่างจากปราสาทเจ้าสายเทวดาตรงที่มีบรรณาลัยแห่งเดียวอยู่ท่างด้านขวามือ หรือทิศใต้ของปราสาทส่วนคูน้ำปัจจุบันแห้งไปหมดแล้ว ภาพสลักที่ประตูด้านหน้า ลายก้ามปูและนางอัปสรมีความงดงามเช่นเดียวกับปราสาทนครวัด ที่น่าสังเกตคือ มีรูปนางอัปสร รวมอยู่กับภาพทวารบาล ทับหลังด้านใน เป็นภาพสลักพระนารายณ์ทรงครุฑ ลักษณะพระนารายณ์แบะพระบาทอยู่บนไหล่ครุฑ มีอาวุธครบมือ ส่วนครุฑนั้นเอาหัวแหวกนาคออกมาอยู่กึ่งกลาง จึงมีหัวนาคข้างละ 2 หัว นับว่าแปลกและไม่มีในภาพสลักของ
ปราสามใดๆ ตัวปรางค์ปราสาท ลายก้านขดประกอบด้วยรูปคนและสัตว์ชนิดต่างๆ มาก สลักเป็นภาพนูนต่ำเสียมาก ประดับอยู่ตามส่วนต่างๆ และบรรณาลัย เช่น ผนังด้านหน้าปราสาท ที่โคปุระหลังย่อมๆ หน้าปราสาทภาพสลักครุฑยืนบิดกายอยู่บนมุมหลังคาของโคปุระอย่างสง่างาม

ปราสาทเจ้าสายเทวดา

ปราสาทเจ้าสายเทวดา สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นศิลปะแบบนครวัด ปราสาทเจ้าสายเทวดา ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนนจากปราสาทธรรมานนท์ เป็นปราสาทขนาดย่อม สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีลวดลายลักษณะสวยงามไม่ผิดจากปราสาทนครวัด เป็นปราสาทคู่กับปราสาทธรรมานนท์
ที่อยู่ใกล้กัน ถนนที่ตัดผ่านปราสาทนั้นอยู่ทางทิศเหนือ นักท่องเที่ยวจึงมักจะเดินเข้าสู่ปราสาททางด้านทิศเหนือ แต่ทางเข้าในสมัยโบราณนั้นอยู่ทางทิศตะวันออก ปราสาทเจ้าสายเทวดาทรุดโทรมลงมาก และกำลังได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง การเที่ยวชมอาจไม่สะดวกนัก ทางเข้าจะมีโคปุระมีสะพานซึ่งมีเสากลมๆ รองรับตัวสะพานอยู่รายเรียงกันอย่างสวงงาม ในสมัยโบราณปราสาทนี้มีการทำพิธีสักการะศิวลึงค์ การล้างบาปและพิธีกรรมต่างๆ เนื่องจากอยุ่ใกล้กับแม่น้ำเสียมเรียบ ซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนแม่น้ำคงคาในอินเดีย สะดวกในการทำพิธีกรรม

ปราสาทตาแก้ว

ปราสาทตาแก้ว สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 พุมธศตวรรษที่ 16 แม้ว่าจุดประสงค์ของการสร้างปราสาทตาแก้วเพื่ออุทิศแด่ พระศิวะในศาสนาฮินดู ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ทรงนับถือ แต่พระองค์ก็ทรงให้ความอุปถัมภ์
แก่พระพุทธศาสนา นิกายมหายานอย่างเปิดเผย ปราสาทตาแก้วเป็นปราสาทแรก ที่ทดลองนำหินทรายมาสร้าง ลักษณะเป็นปราสาท 5 หลัง ก่อด้วยหินเป็นชั้น 5 ชั้น สูง 20 เมตร ในชั้นที่ 2 มีระเบียงคตยาวติดต่อล้อมรอบ
เป็นปราสาทที่ยังสร้างไม่เสร็จดี พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 ผู้มีศักดิ์เป็นพระนัดดาขึ้นครองราชย์ต่อมา จารึกไม่ได้ระบุว่าพระองค์ทรงสร้างปราสาทต่อหรือไม่ เพราะเป็นการขึ้นครองราชย์ช่วงสั้นๆ จวบจนพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ขึ้นครองราชย์ จึงทรงสร้างปราสาทตาแก้วต่อจนสิ้นรัชกาลก็ยังไม่สำเร็จ ระเบียงคต ฐานแต่ละชั้นเริ่มมีระเบียงคต และมุงหลังคาด้วยอิฐ เสาในระเบียงคต สลักลวดลายไว้ แต่เสาภายนอกไม่มีการสลักภาพใดๆ เป็นปราสาทแรกที่ช่างขอมสามารถสร้างปราสาทด้วยหินทราย มีปราสาท 5 หลัง อยู่บนฐานเดียวกันได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
จากเดิมที่ใช้อิฐสร้างตัวปราสาท ลวดลายที่ฐานบัวสวยงาม ชมวิวจากยอดสูงสุดของปราสาทมองเห็นราวไพรร่มรื่น

ปราสาทตาเนย

ปราสาทตาเนย ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทตาแก้วประมาณ 600 เมตร เป็นปราสาทที่อยู่ในป่าไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ปราสาทนี้มีความสวยงามน่าชม ทางเข้าปราสาทอยู่ทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก เป็นปราสาทหินทรายที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ปัจจุบันได้ชำรุดทรุดโทรมลง มีต้นไม้ใหญ่เข้าชอนไชคล้ายกับปราสาทตาพรม ภาพหน้าบัน รูปเจ้าชายสิทธัตถะทรงม้า เพื่อออกบวช ด้านล่างเป็นรูปเทวดานั่งพนมมือ เป็นที่น่าสังเกตว่า
ภาพด้านล่างถูกทำลายโดยการสกัดภาพออก เมื่อพุทธศตวรรษที่ 19 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 นับถือศาสนาฮินดู

ปราสาทนาคพัน

ปราสาทนาคพัน สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พุทธศตวรรษที่ 18 ในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ตั้งอยู่ใจกลางบารายชัยตฏากะ แสดงถึงการชลประทานในสมัยอดีต ปราสาทมีลักษณะแปลก แต่จัดเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ที่สุด ภาพสลักส่วนใหญ่บนหน้าบันปราสาทองค์กลาง และศาลาหินที่อยู่รอบทั้งสี่ทิศเกี่ยวกับคติธรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่ถูกดัดแปลงหรือทำลายไปในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ที่ทรงนับถือศาสนาฮินดู ผู้ที่ได้มาอาบ หรือดื่มกินน้ำจากสระแห่งนี้โดยผ่านจากปากของราชสีห์ ช้าง ม้า และ มนุษย์ ที่อยู่ในศาลาทั้ง 4 ทิศ เชื่อว่าจะรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

ปราสาทตาสม

ปราสาทตาสม เป็นปราสาทขนาดเล็กหากเทียบกับปราสาทตาพรม หรือปราสาทบันทายกเดย ปราสาทแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนเล็กๆ คือ โคปุระด้านนอก และกำแพงล้อมรอบ โคปุระด้านใน และปรางค์ประธาน พร้อมกับระเบียงคตทั้งสี่ด้าน มีบรรณาลัยอยู่ภายในระเบียงคต กำแพงด้านนอก กว้าง 200 เมตร ยาว 240 เมตร ทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก เข้าสูโคปุระด้านในจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ระเบียงคตรอบปรางค์ประธานมีความยาว 30 เมตร กว้าง 20 เมตร บรรณาลัยอยู่ทางทิศเหนือ และใต้ด้านหลัง เนื่องจากถนนตัดผ่านด้านหลังปราสาท

ปราสาทแม่บุญตะวันตก

ปราสาทแม่บุญตะวันตก ปราสาทนี้ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ตรงกลางของบารายตะวันตก ถูกสร้างขึ้นโดย
พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 เพื่อเก็บกักน้ำสำหรับเมืองพระนคร มีความลึก 7 เมตร กักน้ำได้ถึง 123 ล้านลูกบาศก์ลิตร
ปัจจุบันปริมาณน้ำที่บารายแห่งนี้ใกล้เคียงกับยุคโบราณที่สร้างขึ้นมา จึงเป็นประโยชน์สำหรับการเกษตรและการประมง ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ถึง 17 พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 มีพระบัญชาให้สร้างปราสาทแม่บุญตะวันตกขึ้นกลางเกาะในยุคสมัยเดียวกัน ต้องเดินทางด้วยการนั่งเรือข้ามไปยังเกาะกลางบาราย จึงไม่เป็นที่นิยม ประกอบกับตัวปราสาทพังหมดแล้ว หากเราขึ้นเขาพนมบาเค็ง จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว้างไกล และมองเห็นดวงอาทิตย์ตกที่บารายแห่งนี้

ปราสามแม่บุญตะวันออก

ปราสามแม่บุญตะวันออก สร้างในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ในปีพ.ศ.1495 ในศาสนาฮินดู ไศวนิกาย
ก่อนการก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ทรงสร้าง บาราย ยโศธรตฎากะ จุดประสงค์เพื่อให้มีน้ำใช้กันทั้งเมือง ต่อมาภายหลังพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 จึงสร้างปราสาทแม่บุญตะวันออกขึ้นกลางบาราย ปราสาทแม่บุญตะวันออกเปรียบเสมือนวิหารอยู่บนยอดเขา มีความสูงทั้ง 3 ชั้น จากพื้นถึงยอดปรางค์สูง 28 เมตร ปัจจุบัน
บารายล้อมรอบไม่มีน้ำแล้ว

ปราสาทกระวาน

ปราสาทกระวาน ความหมายของกระวาน คือ ดอกนมแมว ซึ่งเคยมีอยู่มากโดยรอบปราสาทแห่งนี้ เป็นปราสาทขนาดเล็กสร้างบนฐานเดียวกัน 5 ปราสาท เรียงกันในแนวเหนือใต้ ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระวิษณุ หรือ พระนารายณ์ สังเกตได้จากภาพสลักที่ปรากฎอยู่ ณ ปรางค์ประธาน จะพบภาพสลักเป็นรูปพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ตรีวิกรม
และนารายณ์ทรงครุฑ นอกจากนี้ปราสาททางด้านทิศเหนือ ยังมีภาพสลักพระนางลักษมี ชายาของพระวิษณุ

ปราสาทบันทายกเดย

ปราสาทบันทายกเดย มีลักษณะคล้ายปราสาทตาพรหม และปราสาทพระขรรค์ แต่มีขนาดเล็กกว่าโคปุระทั้ง 4 แห่ง
มีพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หันพระพักตร์ไป 4 ทิศ เช่นเดียวกับที่ปราสาทบายน โดยมีกำแพงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ปรางค์ประธานมีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่ จัดเป็นวัดทางพุทธศาสนา มีสภาพทรุดโทรมมาก

สระสรง

สระสรง เป็นสระที่มีน้ำขังนับพันปีแล้ว หลังจากเที่ยวชมปราสาทบันทายกเดยแล้วทางออกทางทิศตะวันตกจะนำท่านสู่สระสรง เดินไปเยี่ยมชมได้เลย ท่าของสระสรงสร้างด้วยหินทราย มีบันไดลงไปถึงพื้นน้ำ จุดประสงค์ของการสร้างเพื่อเป็นศาสนสถานพร้อมกับปราสาทบันทายกเดยในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เชื่อกันว่าใช้เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์

ปราสาทตาพรหม

ปราสาทตาพรหม จัดว่าเป็นวัดในพุทธศาสนา เป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1729
เพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดา ปราสาทตาพรหมถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้เห็นสภาพที่แท้จริงว่าอยู่กับธรรมชาติเกือบ 500 ปีท่านจะเห็นต้นไม้เกาะกุมและชอนไชไปยังส่วนต่างๆ ของปราสาท ช่วยให้บรรยากาศดูลึกลับ และ สวยไม่เหมือนกับปราสาทใด ๆ ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุด เรียก ต้นสะปง ภายในมีภาพสลักคติธรรมทางพุทธศาสนา ตอนพระแม่ธรนีบีบมวยผม ซึ่งเป็นตอนที่มีมารมาผจญเจ้าชายสิทธัตถะก่อนที่จะตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า

สะเปียนทะมอ

สะเปียนทะมอ สร้างเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำเสียมเรียบ สะเปียนทะมอ อยู่ด้านซ้ายของถนน จากประตูชัยของเมืองพระนครหลวง เป็นสะพานหินดั้งเดิมของขอมโบราณวิธีการสร้างเช่นเดียวกับการสร้างปราสาทต่างๆ ซึ่งเสาหินหรือฐานเป็นวงโค้งแคบ ๆ รองน้ำหนักเนื่องจากความแคบของเสา สายน้ำจึงไหลผ่านได้ยากขึ้น ทำให้ต้องสร้างสะพานยาวเป็น 2 เท่าของความกว้างของแม่น้ำ สายน้ำพัดพาตะกอนมาทับถมที่เสาสะพานมากขึ้นจึงทำให้น้ำเปลี่ยนเส้นทางไปไหลอ้อมหัวสะพานทั้งสองข้าง ถ้าสังเกตเสาสะพานนี้จะมีหินหลายชิ้นมีภาพสลักแสดงให้เห็นว่าผู้สร้างใช้หินจากปราสาทต่างๆ มากมายหลายยุคหลายสมัยมาสร้าง

ลานพระเจ้าขี้เรื้อน

ลานพระเจ้าขี้เรื้อน สร้างขึ้นปลายพุทธศตวรรษที่ 18 โดยที่ไม่ทราบชื่อ เลยถูกขนานนามขึ้นมาใหม่เชื่อกันว่าเป็นศาลตัดสินโทษ ผนังของลานสันนิษฐานว่าถล่มลงมา และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ทั้งหมด มีความยาว 25 เมตร สูง 6 เมตร

ลานช้าง

ลานช้าง สูงจากพื้น 3 เมตร ผนังฐานพลับพลาสร้างด้วยหินสลักเป็นรูปช้าง และครุฑพ่าห์ พื้นพลับพลาเป็นหินตั้งอยู่ด้านหน้าช้าง ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองพระนคร หันหน้าสู่ลานกว้างเรียกว่า สนามหลวง ลักษณะเป็นระเบียงยาว 350 เมตรประตูพระราชวังมีมุขยื่นออกมาทั้ง 2 ด้าน คือมุขช้างเอราวัณ และมุขรูปครุฑพ่าห์ มีบันไดใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลางซึ่งเป็นทางพระราชดำเนินใช้ไปยังสนามหลวงของกษัตริย์เท่านั้น จุดประสงค์ในการสร้างเพื่อให้กษัตริย์ทอดพระเนตรการสวนสนาม การซ้อมรบ การเฉลิมฉลอง ตลอดจนต้อนรับพระราชอาคันตุกะ

ปราสาทซัวร์ปรัต

ปราสาทซัวร์ปรัต สร้างขึ้นเพื่อใช้ทำการแสดงการไต่เชือกให้กษัตริย์ทอดพระเนตร มีทั้งหมด 12 ปราสาท สร้างเรียงเป็นแถวอยู่บริเวณสนามหลวง 12 ปราสาทใช้แทน 12 นักษัตร โดยการนำเชือกเส้นใหญ่ที่ทำจากหนังวัวหนังควายมาผูกไว้ที่ยอดของปราสาทแต่ละปราสาท ตามบันทึกของจิวต้ากวน ปราสาทนี้ยังใช้เป็นที่ตัดสินนักโทษ โดยจะให้คู่กรณีเข้าไปอยู่ในปราสาทตามปีเกิดของตน ในกำหนดเวลา หากผู้ใดมีอาการเจ็บป่วย ผู้นั้นจะถูกตัดสินว่ากระทำความผิด ส่วนผู้ที่ไม่เป็นอะไรเลยแสดงว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

ปราสาทพิมานอากาศ

ปราสาทพิมานอากาศ เป็นปราสาทหลังเดียวที่ก่อสร้างด้วยหินทรายอยู่บนฐานศิลาแลงซ้อนกันเป็น 3 ชั้นคล้ายปิรามิด ทางเข้าชมต้องเดินผ่านฐานขึ้นบนพลับพลาสูงไปตามบันไดครุฑ เมื่อขึ้นสู่พลับพลาสูง จะเห็นประติมากรรมลอยตัวรูปสิงห์ ศิลปะสมัยบายน ยืนผงาดอยู่เชิงบันไดทั้งสองข้าง บนฐานสูงแห่งนี้ยังมีร่องรอยการปลูกสร้างพลับพลาในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ใช้ออกว่าราชการ ตรวจพลสวนสนาม หรือประกอบพิธีทางศาสนา ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยอีกแล้ว

ปราสาทบาปวน

ปราสาทบาปวน จัดเป็นปราสาทแรกในกลุ่มปราสาทเมืองพระนคร มีทางเดินเข้าสู่ตัวปราสาทเป็นสะพานหินยกระดับทอดยาว ทางเดินเข้าผ่านโคปุระรูปกากบาท 3 ทาง เป็นปราสาทที่มียอดสูง มีหลักฐานจากบันทึกของ
จิวต้ากวนราชทูตจากเมืองจีน ในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวว่า ยอดปราสาทบาปวนเคลือบด้วยสัมฤทธิ์แลอร่ามแต่ไกล หากยอดไม่พังเสียก่อน คาดว่าปราสาทนี้จะมีความสูงกว่าปราสาทพิมานอากาศ ปัจจุบันได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง

ปราสาทบายน

ปราสาทบายน เป็นปราสาทหลวงประจำรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นเพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นิกายมหายานอย่างยิ่ง แม้จะเป็นปราสาทไม่ใหญ่โตเท่านครวัด แต่มีความแปลก และดูลี้ลับ
ทั้งปราสาทมีแต่ใบหน้าคน ปรางค์ปราสาททั้ง 54 ปรางค์ ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หันหน้าไปทั้ง 4 ทิศ เพื่อสอดส่องดูแลทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มแบบนี้เรียกว่า
ยิ้มแบบบายน ที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ใบหน้าเหล่านั้นรวมกันได้ 216 หน้า แต่ปัจจุบันพังทลายลงไปเหลือไม่ครบแล้ว

ปราสาทเบย

ปราสาทเบย มีความหมายว่า ปราสาท 3 หลัง สร้างขึ้นจากอิฐ โดยการนำมาเรียงกัน สันนิษฐานว่าสร้างไม่เสร็จ
จนกระทั่งได้รับการบูรณะจากฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1960 ภายในปรางค์มีแท่นศิวลึงค์ตั้งอยู่

ปราสาททะมอ บายกะแอก

ปราสาททะมอ บายกะแอก สร้างในยุคเดียวกับปราสาทเบย ปัจจุบันมีเพียงฐานของอิฐ และมีศิวลึงค์อยู่บนฐานนั้นแทบจะไม่เหลือโครงร่างแล้ว

พนมกุเลน

Phnom Kulen

003014_buddha_phnom-kulenพระองค์ธม บนยอดเขา พนมกุเลน

พนมกุเลน อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบประมาณ 50 กม. ให้ท่านขึ้นนมัสการพระพุทธรูปปางไสยาส วัดพระองค์ธม เป็นพระพุทธรูป ที่แกะสลักจากก้อนหินธรรมชาติก้อนใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนยอดพนมกุเลน ฐานของพระองค์นี้ ยังคงเป็นหินธรรมชาติ แกะสลักเอา เฉพาะยอด โดยมีการสร้างโบสถ์ลอยฟ้าเล็กๆ เพื่อกันแดดฝนคลุมไว้ ให้กับองค์พระ ใต้ฐานพระพุทธรูปมีรูปสลักรูปเทพพนมมือ และเทพถวายของ ให้ พระพุทธเจ้า การขึ้นไปชมนั้นต้องปีนบันไดที่สูงสิบกว่าเมตรขึ้นไปยังโบสถ์ และยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม เห็นราวป่าเขียวชะอุ่ม พระพุทธรูปนี้ถูกสร้างขึ้นในปีพุทธศักราช 1701 ในสมัยพระเจ้าศรีสุคณธบุตร และพระเจ้าองค์จันทร์ที่ 1 หลังจากนั้นพาท่านชม น้ำตำพนมกุเลน ชมความมหัศจรรย์ของศิวลึงค์พันองค์ แล้วชมสายน้ำที่ไหลลดหลั่นลงสู่ที่ต่ำ ก่อให้เกิดชั้นน้ำตกสวยงามถึงสองชั้น ชั้นแรกเป็นน้ำตกชั้นเล็ก ดูสวยงามน้ำไหลลงเป็นม่าน ส่วนชั้นล่างมีทางเดินเลาะลงไปเล็กน้อยจะพบชั้นน้ำตกสูงสวยงามมาก สายน้ำ ทิ้งตัวลงสู่แอ่งน้ำใหญ่เบื้องล่าง ท่านจะได้ชม ศิวลึงค์พันองค์ใต้น้ำ ศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายนั้น บูชาศิวลึงค์ ว่าเป็นต้นกำเนิด ของ สรรพชีวิต ศิวลึงค์นั้นก็คืออวัยวะเพศของชายใช้แทน พระศิวะ และฐานโยนีแทนอวัยวะเพศของหญิง แทนพระอุมาเทวี ชาวฮินดู เชื่อว่า ตราบใดที่ อวัยวะทั้งสองน ี้อยู่ด้วยกัน ตราบนั้นโลกจะอยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญรุ่งเรือง สำหรับกสรบูชาศิวลึงค์นั้น พราหมณ จะเป็นคน เอาน้ำ มาราดบนศิวลึงค์ และน้ำที่รดไหลไปนั้น จะไปออกที่ช่องโยนี ลงไปสู่ท่อโสมสูตรผู้คนจะมารองรับน้ำนี้ไปดื่มกิน เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้

โตนเลสาบ

Tonle Sapdscn1347

floating_village

อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบ ประมาณ 15 กม. ในช่วงฤดูแล้งน้ำจะแห้งขอดลงไปมาก ต่างจากในช่วงฤดูฝน ระดับน้ำ จะเอ่อขึ้นมาถึง ทาเรือพนมครอม สำหรับช่วงฤดูแล้งเราจำเป็นต้องขับรถ ลงไปอีกประมาณ 4-5 กม. จึงจะถึงจุดลงเรือล่องโตนเลสาบ Tone Sap Lake เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่กว้างใหญ่ที่สุดในเอเซีย ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กำปงทม กำปงชะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และ เสียมเรียบ ในฤดูฝนน้ำจะท่วมถึง 7,500 ตาราง กม. ลึก 10 เมตร โตนเลสาบมีปรากฎการณ์พิเศษผิดธรรมชาติ นับได้ว่า เป็นศูนย์กลางทางการกสิกรรม และประมงของประเทศกัมพูชา ความมั่งคั่งของประเทศกัมพูชา จำเป็นจะต้องอาศัยทะเลสาบแห่งนี้
ในช่วงฤดูมรสุมจะส่งผลให้ท้องน้ำในทะเลสาบขยายกว้างขวางออกไปเหมือนอ่างเก็บน้ำธรรมชาติ ขนาดใหญ่ และจะค่อย ๆ ระบาย น้ำออกมาในช่วงฤดูแล้งที่แห้งแล้งและร้อนอบอ้าว นอกจากนี้ยังพา ดินตะกอนอันอุดมสมบูรณ์ ของแม่น้ำโขง มาทับถม เป็นบริเวณกว้าง ทำให้พื้นที่บริเวณนี้เหมาะแก่การ เพาะปลูก นอกจากนี้ภายในทะเลสาบยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิดมากกว่า 300 ชนิด
สายพันธุ์ นับได้ว่าภายในโตนเลสาบแห่งนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียก็ว่าได้ เราสามารถ นั่งเรือ ชมวิธีชีวิต ของชุมชนชาวประมงในโตนเลสาบ ซึ่งดำรงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย เรือพายขายของโชว์ห่วย ของชาวเวียดนามอพยพ ด้วย ตะเกียง น้ำมันก๊าด ดวงเล็ก ๆ ส่องแสงประกาย ให้เห็นระยะไกล ๆ ชาวเรือนแพในโตนเลสาบยังใช้ตะเกียงดวงเล็ก ๆ เป็นเครื่อง นำทาง ส่องแสงสว่างไปทุก ๆ ซอกซอยที่เรือจะเข้าไปถึง ชาวเรือแพที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบส่วนใหญ่ เป็นชาวเวียดนาม ที่อพยพ เข้ามาอยู่ ในเขมร เมื่อครั้งที่ทหารเวียดนามเข้ามาขังไล่กองกำลังทหารเขมรแดงของนายพล พอลพต จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีท่าที ที่จะ เดินทาง กลับประเทศ ของตนอาศัยอยู่ร่วมกับชาวเขมร ในโตนเลสาบมาจนถึงทุกวันนี้ จนดูเหมือนกับเมืองลอยน้ำ หรือ Wate World ก็ว่าได้ ช่วงเวลาเหมาะสมที่ควรจะมาชมก็คือ ช่วงใกล้ค่ำเพราะอากาศไม่ร้อนและจะได้เห็นวิถีชีวิตของ ชาวแพ พร้อม พระอาทิตย์ตกดิน ในโตนเลสาบอีกด้วย

casa-flotante

Sun rise Tole sapknia-214_night

ปราสาทเกาะแกร์

ปราสาทเกาะแกร์ อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบ ระยะทางประมาณ 133 กม. โดยใช้เส้นทางหมาย
เลข 6 ทางไปกรุงพนมเปญเส้นทางราดยางอย่างดี จนมาถึง ตลาดดำเร็ก จากนั้นเลี้ยวซ้ายมือไปตาม
ถนนราดยางสลับกับลูกรัง ผ่านหน้าทางเข้า ปราสาทบึงมาเลีย สองข้างทางเป็นหมู่บ้านชาวเขมร
ตามต้นไม้มีป้ายหัวกระโหลกบอกให้เราทราบว่าเป็นเขตอันตรายห้ามเดินเข้าไปใกล้ อาจจะถึงตายได้
เพราะเหยียบกับระเบิด ถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียมเดินทางเข้าไปชม ปราสาทเกาะแกร์ คนละ 10 USD
เป็นค่าสร้างถนนเข้าไปยัง ปราสาทเกาะแกร์
ปราสาทเกาะแกร์ เป็นปราสาทที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมน้อยมาก เพราะห่างไกลจากตัวเมือง
และ อันตรายจากกับดักระเบิดในบางจุดที่ยังเก็บกู้ไม่หมด ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป
บริเวณด้านหน้าทางเข้าสู่ปราสาทเกาะแกร์มีร้านจำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มอยู่ หนึ่งร้านพร้อม
ตำรวจเขมรที่คอยรักษาการณ์ดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
ลักษณะปราสาทที่มองเห็นมีลักษณะคล้ายกับปราสาทสามแห่งมารวมกันเป็นปราสาทเดียวกันคือ
ปราสาทพิมานอากาศ ปราสามปักษีจำกรงผสมกับปราสาทพนมบาเค็ง บรรยากาศทางเดินเข้าไปยัง
องค์ปราสาทชั้นในสุดร่มรื่นด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่มีอายุนับพันๆ ปี องค์ปราสาทชั้นนอกชำรุดทรุดโทรม
เพราะพิษภัยของสงครามกลางเมืองครั้งที่ผ่านมา องค์ปราสาทชั้นในสุด รูปลักษณ์ขององค์ปราสาท
มีลักษณะเป็นชั้น ๆ คล้ายกับปราสาทพิมานอากาศในเมืองพระนคร มีความสูง 35 เมตร จำนวน 7 ชั้น
มีบันไดทางขึ้นไปจนถึงยอดบนสุด 90 ขั้น ด้านบนสุดขององค์ปรางค์ปราสาทเป็นที่ตั้งของศิวลึงค์
ขนาดยักษ์ ซึ่งบัดนี้ไม่ทราบว่าสูญหายไปไหนแล้ว มีแต่แท่นโยนีที่ล้มอยู่เท่านั้น ล้อมรอบด้วยกำแพง
หินสูงประมาณ 2 เมตรทั้งสี่ทิศ ปราสาทเกาะแกร์คาดว่า สร้างในราวปี พ.ศ. 1465-1490
ก่อนปราสาทนครวัด ประมาณ 200 ปี

Phnom Penh

พนมเปญ

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

เจดีย์อุดง

Oudong

คำว่า ” อุดง ” มีความหมายว่าชัยชนะ เจดีย์อุดงตั้งอยู่บนยอดเขามีความสูงประมาณ ๒๐๐ เมตร
มีถนนลาดยางขึ้นไปจนเกือบถึงยอดบนสุดของภูเขา ด้านบนมีที่จอดรถ มีบันไดปูนความสูงประมาร
๒๐๐ เมตร เดินเท้าขึ้นไปยังบนสุดขององค์เจดีย์ทั้งสามองค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิธาตุของเจ้ามณีวงศ์
เจ้านโรดม และ พระเจ้าสุริโยพรรณ (กษัตริย์เขมรศตวรรษที่ ๑๗) อยู่ภายใน จากบนยอดสุดของเจดีย์อุดง
สมารถมองเห็นทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาของประเทศกัมพูชา ตลอดจนเห็นกรุงพนมเปญซึ่งอยู่ห่างออกไป ๓๕
กิโลเมตร เจดีย์อุดง เป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวเขมรทุกๆ วันจะมีประชาชนมากราบไหว้บูชามากมาย
พระบรมมหาราชวัง (พระราชวังเขมริทร์)
ชาวเขมาเรียกว่า ” พระราชวังเขมริทร์ ” ด้านหน้าพลับพลาที่ประทับมีพระบรมรูปของเจ้านโรดมสีหมุนี
ประดิษฐานอยู่ พระราชวังเขมรินทร์สร้างขึ้นตามรูปแบบศิปละเขมรโดยความช่วยเหลือของฝรั่งเศส
ในปี ค.ศ. ๑๘๖๖ ใช้เป็นที่ประทับของเจ้านโรดมสีหนุ นับจากพระองค์เสด็จนิวัติสู่กรุงพนมเปญในปี ๑๙๙๒
เป็นต้นมา

เปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชมเวลา ๐๗.๓๐ – ๑๑.๐๐ และ ๑๔.๐๐ – ๑๗.๐๐ ทุกวัน

ค่าเข้าชม ท่านละ ๓ usd , ค่ากล้องถ่ายรูป ท่านละ ๒ usd

เขตพระราชสุสานชั้นในในปัจจุบันนี้ยังคงใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เป็นเขตหวงห้าม

วัดพระแก้ว

Silver Pagoda

หรือพระเจดีย์เงิน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของกัมพูชา มีพระพุทธรูปประดิษฐาน ๒ องค์
คือ พระแก้วมรกต สมัยศตวรรษที่ ๑๗ และ พระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ หนัก ๙๐ กิโลกรัม ประดับด้วยเพชร
๙,๕๘๔ เม็ด เม็ดใหญ่ที่สุดหนัก ๒๕ กะรัต สมเด็จเจ้านโรดมสร้างขึ้นในปี ค.ศ.๑๘๙๒ ต่อมาในสมัยสมเด็จ
เจ้านโรดมสีหนุได้มีการสร้างขยายต่อเติมออกไปอีก ในปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ด้านขวามือของพระบรมมหาราชวัง
มีตึกเก่าสมัยโคโลเนียลสีเหลืองสลับขาวเป็นที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ
อาคารพิพิธภัณฑ์สภานแห่งชาติของกัมพูชา
เป็นอาคารสีแดงสดรูปทรงคล้ายวัด อยู่ติดกับพระบรมมหาราชวัง ภายในเก็บรวบรวมโบราณวัตถุล้ำค่าของ
กัมพูชาตั้งแต่ยุคเก่าที่สุดราว ๑,๕๐๐ ปี จนถึงศิลปสมัยบายนเมื่อ ๘๐๐ ปีที่ผ่านมา (ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด)
ค่าเข้าชม ท่านละ ๓ usd
เปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชมเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ ทุกวัน

วัดพนม

Wat Phnom

ตั้งอยู่บนเนินเขามีความสูงประมาณ ๒๗ เมตร ประตูทางเข้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีนาฬิกาขนาดยักษ์
แขวนอยู่ด้านหน้า ทางขึ้นมีบันไดนาคแต่ไม่สุงมากนัก วัดพนมเป็นที่รวบรวมความเชื่อต่างๆ เป็นวัดในนิกาย
เถรวาท วิหารใหญ่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๒๖ ภายในวิหารมีภาพจิตกรรม ฝาผนังวาดเป็นเรื่องรามเกียรติ์
ลานหน้าวัดทิศใต้มีศาลาหลักงเล็ก ๆ ใช้ตั้งรูปปั้นของยายเป็ญ หรือยายเพ็ญ ผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้

ตลาดกลางซาตามัย

Phsav Thmey

ตลาดซาตามัย (สวนจตุจักรแห่งกรุงพนมเปญ) ตลาดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๓๙ สมัยกัมพูชายังเป็น
อาณานิคมของฝรั่งเศส ลักษณะโครงสร้างเป็นสไตล์ฝรั่งเศส (อาร์ตเดโก) ทาสีเหลืองซึ่งเป็นสียอดนิยมใน
กัมพูชา แผนผังของตลาดกลางทำเป็นรูปกากบาท มีปีกอาคารยื่นออกมาจากโดมที่ตั้งอยู่กึ่งกลางมองดูคล้าย
ทรงซิกกูแรตของพวกบาบิโลน สิ้นค้าภายในตลาดส่วนใหญ่มาจากไทย จีน เวียดนาม บริเวณโดยรอบตลาด
เป็นตลาดต้นไม้ และ ไม้ดอกคล้ายปากคลองตลาดบ้านเรา

คุกตวลสเลง

Toul Sleng

หรือค่าย S-๒๑ ตั้งขึ้นในสมัยเขมรแดง ค.ศ. ๑๙๗๕ – ๑๙๗๘
(Toul Sleng Genocide Musem ) คุกนี้เดิมเป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ของรัฐบาล หลังจากวันที่ ๑๗ เมษายน
ค.ศ. ๑๙๗๕ เขมรแดงได้รับชัยชนะ พอลพตได้สั่งปิดโรงเรียนแห่งนี้ โดยยึดเอาอารคารทั้งหมดเป็นกองบัญชาการ
เรียกว่า (S-๒๑) ถือว่าเป็นกองบัญชาการที่ใหญ่ที่สุดของเขมรแดง จากนั้นดัดแปลงโดยสร้างรั้วขึ้นมาใหม่สองชั้น
ให้มิดชิดแข็งแรงไม่ผิดกับคุกแถมยังขึงรวดหนามปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้กันนักโทษ จากนั้นนำผู้ต้องสงสัย คือคน
เขมรระดับปัญญาชน อาทิ ครูอาจารย์ ข้าราชการ พ่อค้า ตลอดจนประชาชนตกดำ ๆ มาสอบสวนและทรมานจนตาย
คาคุก หรือไม่ก็ส่งไปแดนประหารเจียงเอ็ก ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร
ภายในคุกตวลสเลงประกอบด้วยอาคารเรียน ๓ ชั้น เป็นรูปตัวยู อาคาร ๒ หลังแรกทาสีเหลืองซีด ๆ สภาพเก่า
คร่ำคร่าขาดการบูรณะ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลให้คงสภาพเดิม ๆ ไว้มากที่สุดเพื่อสะท้อนให้เห็นความโหดร้าย
ของสงครามที่คนในชาติกระทำต่อคนชาติเดียวกันเอง
อาคาร A เป็นคุกสอบสวนมีเตียงวางอยู่กลางห้อง พร้อมโซ่ตรวน แสดงว่าเหยื่อถูกล่ามโซ่อยู่คนเดียวตลอด
เวลา ข้างเตียงมีกระป๋องสังกะสีเก่าคร่ำคร่าใบหนึ่ง คงใช้เป็นที่ถ่ายหนักเบา ห้องเรียนถูกก่อกำแพงกั้น ซอยออก
เป็น ๑๐ ห้อง ไว้คุมขังเดี่ยว
อาคาร B ตามฝาผนังมีรูปของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเรื่องราวอยู่นับเป็นรัอย ๆ คน สายตาแต่ละคนแสดงถึงความ
ท้อแท้สิ้นหวัง ด้านล่างมีตู้กระจกขนาดใหญ่ ภายในตู้กองสุมด้วยเสื้อผ้าของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเอาไว้เต็มตู้ พร้อมกับ
กลิ่นอับของเสื้อผ้าที่เก็บไว้นานหลายสิบปี เดินเข้าไปดูตามห้องต่าง ๆ คล้ายห้องแสดงภาพเขียนของจิตกร เพราะ
ตามผนังมีภาพเขียนสีน้ำมันแขวนอยู่เต็มห้องไปหมด ภาพเขียน เหล่านี้แสดงถึงวิธีการทารุน และการฆ่าที่เขมรแดง
กระทำต่อผู้เคราะห์ร้ายชาวเขมรด้วยกันเอง
อาคาร C ห้องสุดท้ายมีแผนที่ประเทศกัมพูชาทำด้วยกระโหลกศรีษะชาวเขมรนับร้อย ตรงกลางคือ โตนเลสาบ
แดงเป็นสีเลือด
ค่าเข้าชม ท่านละ ๒ usd
เปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชมเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ ทุกวัน

ทุ่งสังหารเจียงเอ็ก

Cheung Ek Memorial

ห่างจากพนมเปญ 15 กิโลเมตร หรือที่รู้จักกันว่า ” Killing Fields ” สภาพถนนทรุดโทรมมาก ใช้เวลาประมาณ
30 นาที หลังจากที่ทรมารผู้เคราะห์ร้ายแล้วก็นำมาสังหารที่นี้ ชาวเขมรแดง หรือ “Khmer Rouge”
เขมรแดงยึดอำนาจจาก นายพล ลอนนอลได้ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ กรุงพนมเปญแตก เขมรแดง
ปกครองประเทศกัมพูชาจนเขมรแดงสิ้นอำนาจลงเมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒ วันเวลา ๓ ปี ๘ เดือน ๒๐ วัน
แขมรแดงได้ทำการล้างเผ่าพันธุ์เพื่อนร่วมชาติชาวเขมรด้วยกันตายไปราว ๆ ๓ ล้านคน สาเหตุที่ชาวเขมรแดงฆ่า
คนเขมรด้วยกัน เพราะปัญหาชนชั้นเขมรแดงต้องการขจัดชนชั้นปัญญาชนในเขมรให้หมดสิ้นไปเรียกว่าจะสร้างสังคม
เขมรขึ้นมาใหม่โดยใช้กรรมกร หรือชาวนา ชนชั้นกรรมมชีพเป็นแกนหลักในการสร้างชาติ ให้เป็นสังคมเสรีภาพใน
ระดับเดียวกันตามระบอบคอมมิวนิสต์ กว่าจะยุติลงได้คนเขมรก็ตายไปถึง สามล้านกว่าคน จำนวนมากยิ่งกว่าฮิตเลอร์
ฆ่ายิวในสงครามโลกครั้งที่สองเสียอีกส่วนกรรมวิธีการฆ่าคนของเขมรแดงก็โหดจนนรกเมิน คือให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
ทุกคนขุดหลุมขนาดใหญ่เตรียมฝังตัวเองหลังจากนั้นก็ใช้จอบหรือฆ้อนทุบหัวจนตาย เสร็จแล้วก็โยนลงหลุม
ภายในทุ่งสังหารเราจะเห็นร่องรอยของหลุมฝังศพขนาดใหญ่ มากมายหลายร้อยหลุมเต็มท้องทุ่งไปหมด
หัวกระโหลกที่ขุดมาได้นำมาบรรจุในโกฐตู้กระจกขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ ๓๐ เมตร เรียงเป็นชั้น ๆ จนเต็มโกฐ
ส่วนชั้นล่างสุด เป็นเสื้อผ้าของผู้ตาย กองสุม ๆ กันนับพันชุด
ค่าเข้าชม ท่านละ ๒ usd
เปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชมเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ ทุกวัน

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: