Accomtour’s Weblog

สหภาพเมียนมาร์

MYANMAR

ประวัติศาสตร์ประเทศพม่า

ประวัติศาสตร์ของพม่า นั้นมีความยาวนาน และซับซ้อน มีประชาชน หลายเผ่าพันธุ์เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เผ่าพันธุ์ เก่าแก่ที่สุด ที่ปรากฏ ได้แก่ มอญ ต่อมา ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ชาวพม่า ได้อพยพลงมา จากบริเวณ พรมแดน ระหว่าง จีน และทิเบต เข้าสู่ ที่ราบลุ่ม แม่น้ำอิระวดี และได้กลายเป็น ชนเผ่าส่วนใหญ่ ที่ปกครองประเทศ ในเวลาต่อมา ความซับซ้อน ของประวัติศาสตร์พม่า มิได้เกิดขึ้น จากกลุ่มชน ที่อาศัยอยู่ ในดินแดนพม่าเท่านั้น แต่เกิดจาก ความสัมพันธ์ กับเพื่อนบ้านอันได้แก่ จีน อินเดีย บังกลาเทศ ลาว และไทยอีกด้วย

220px-burma_en-e0b981e0b89ce0b899e0b897e0b8b5e0b988

มอญ

มนุษย์ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนของประเทศพม่าราว 11,000 ปีมาแล้ว แต่ชนเผ่าแรกที่สามารถสร้างอารยธรรมขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนได้ก็คือชาวมอญ ชาวมอญได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้เมื่อราว 2,400 ปีก่อนพุทธกาล และได้สถาปนาอาณาจักรสุวรรณภูมิ อันเป็นอาณาจักรแห่งแรกขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 2 ณ บริเวณใกล้เมืองท่าตอน (THATON) ชาวมอญได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธ ผ่านทางอินเดียในราวพุทธศตวรรษที่ 2 ซึ่งเชื่อว่ามาจากการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช บันทึกของชาวมอญส่วนใหญ่ถูกทำลายในระหว่างสงคราม วัฒนธรรมของชาวมอญเกิดขึ้นจากการผสมเอาวัฒนธรรมจากอินเดีย จึงเป็นเอกลักษณ์ของตนเองจนกลายเป็นวัฒนธรรมลักษณะลูกผสม ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ชาวมอญได้เข้าครอบครองและมีอิทธิพลในดินแดนตอนใต้ของพม่าและได้เกิดอาณาจักใหม่ขึ้นเรียกว่า อาณาจักรสุธรรมวดี ที่เมืองพะโค (หงสาวดี)

ปยุ : พยู : เพียว

ชาวปยุ หรือ พยู หรือ เพียว คือกลุ่มที่เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศพม่าตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 4 และได้สถาปนานครรัฐขึ้นหลายแห่ง เช่นที่ พินนาคา (BINNAKA) มองกะโม้ (MONGAMO) ศรีเกษตร (SRI KSETRA) เปียทะโนมโย (PEIKTHANOMYO) และหะลินยี (HAINGYI) ในช่วงเวลาดังกล่าว ดินแดนพม่าเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าระหว่างจีนและอินเดีย จากเอกสารของจีนพบว่า มีเมืองอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของชาวพยู 18 เมือง และชาวพยุเป็นชนเผ่าที่รักสงบ ไม่ปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้นระหว่างชนเผ่าพยู ข้อขัดแย้งมักยุติด้วยการคัดเลือกตัวแทนให้เข้าประลองความสามารถกัน ชาวพยูสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ทำจากฝ้าย อาชญากรมักถูกลงโทษด้วยการโบยหรือจำขัง เว้นแต่ได้กระทำความผิดอันร้ายแรงจึงต้องโทษประหารชีวิต ชาวพยูนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่วัดตั้งแต่อายุ 7 ขวบจนถึง 20 ปี

นครรัฐ ของ ชาวปยุ ไม่เคยรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่นครรัฐขนาดใหญ่มักมีอิทธิพลเหนือนครรัฐขนาดเล็ก ซึ่งแสดงออกโดยการส่งเครื่องบรรณาการให้ นครรัฐที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้แก่ศรีเกษตร ซึ่งมีหลักฐานเชื่อได้ว่า เป็นเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าอาณาจักรศรีเกษตรถูกสถาปนาขึ้นเมื่อใด แต่มีการกล่าวถึงในพงศาวดารว่ามีการเปลี่ยนราชวงศ์เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 637 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาณาจักรศรีเกษตรต้องได้รับการสถาปนาขึ้นก่อนหน้านั้น มีความชัดเจนว่า อาณาจักรศรีเกษตรถูกละทิ้งไปในปีพุทธศักราช 1199 เพื่ออพยพย้ายขึ้นไปสถาปนาเมืองหลวงใหม่ทางตอนเหนือ แต่ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเมืองดังกล่าวคือเมืองใด นักประวัติศาสตร์บางท่านเชื่อว่าเมืองดังกล่าวคือเมืองหะลินคยี อย่างไรก็ตามเมืองดังกล่าวถูกรุกรานจากอาณาจักรน่านเจ้าในราวพุทธศตวรรษที่ 15 จากนั้นก็ไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงชาวพยูอีก

อาณาจักรพุกาม

ชาวพม่า เป็นชนเผ่าจากทางตอนเหนือที่ค่อยๆ อพยพแทรกซึมเข้ามาสั่งสมอิทธิพลในดินแดนประเทศพม่าทีละน้อย กระทั่งปีพุทธศักราช 1392 จึงมีหลักฐานถึงอาณาจักรอันทรงอำนาจซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง ” พุกาม ” (BAGAN)
โดยได้เข้ามาแทนที่ภาวะสุญญากาศทางอำนาจ ภายหลังจากการเสื่อมสลายไปของอาณาจักรชาวพยู อาณาจักรของชาวพุกามแต่แรกนั้นมิได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา (พ.ศ. 1587–1620) พระองค์จึงสามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสำเร็จ และเมื่อพระองค์ทรงตีเมืองท่าตอนของชาวมอญได้ในปีพุทธศักราช 1600 อาณาจักรพุกามก็กลายเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งที่สุดในดินแดนพม่า อาณาจักรพุกามมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้ากยันสิทธา (พ.ศ. 1624–1655) และพระเจ้าอลองสิทธู (พ.ศ. 1655–1710) ทำให้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ดินแดนในคาบสมุทรสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมดถูกครอบครองโดยอาณาจักรเพียงสองแห่ง คือเขมร(เมืองพระนคร) และพุกาม
อำนาจของอาณาจักรพุกาม ค่อยๆ เสื่อมลง ด้วยเหตุผลหลักสองประการ ส่วนหนึ่งจากการถูกเข้าครอบงำโดยของคณะสงฆ์ผู้มีอำนาจ และอีกส่วนหนึ่งจากการรุกรานของจักรวรรดิมองโกลที่เข้ามาทางตอนเหนือ พระเจ้านราธิหบดี (ครองราชย์ พ.ศ. 1779–1830) ได้ทรงนำทัพสู่ยูนนานเพื่อยับยั้งการขยายอำนาจของมองโกล แต่เมื่อพระองค์แพ้สงคราม ในปีพุทธศักราช 1820 ทัพของอาณาจักรพุกามก็ระส่ำระสายเกือบทั้งหมด พระเจ้านราธิหบดีถูกพระราชโอรสปลงพระชนม์ในปีพุทธศักราช 1830 กลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้อาณาจักรมองโกลตัดสินใจรุกรานอาณาจักรพุกามในปีเดียวกันนั้น ภายหลังสงครามครั้งนี้ อาณาจักรมองโกลก็สามารถเข้าครอบครองดินแดนของอาณาจักรพุกามได้ทั้งหมด ราชวงศ์พุกามสิ้นสุดลงเมื่อมองโกลได้แต่งตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นบริหารดินแดนพม่าในปีพุทธศักราช 1832

อังวะและหงสาวดี

หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรพุกาม พม่าได้แตกแยกออกจากกันอีกครั้ง ราชวงศ์อังวะซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรพุกามได้ถูกสถาปนาขึ้นที่เมืองอังวะในปีพุทธศักราช 1907 ศิลปะและวรรณกรรมของพุกามได้ถูกฟื้นฟูจนยุคนี้กลายเป็นยุคทองแห่งวรรณกรรมของพม่า แต่เนื่องด้วยอาณาเขตที่ยากต่อป้องกันการรุกรานจากศัตรู เมืองอังวะจึงถูกชาวไทใหญ่เข้าครอบครองได้ในปีพุทธศักราช 2070
สำหรับดินแดนทางใต้ ชาวมอญได้สถาปนาอาณาจักรของพวกตนขึ้นใหม่อีกครั้งที่หงสาวดี โดยกษัตริย์ธรรมเจดีย์
(ครองราชย์ พ.ศ. 1970 – 2035) เป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของมอญ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาทและศูนย์กลางทางการค้าขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา

อาณาจักรตองอู

หลังจากอาณาจักรพุกามถูกรุกรานจากไทใหญ่ ชาวอังวะได้อพยพลงมาสถาปนาอาณาจักรแห่งใหม่ โดยมีศูนย์กลางที่เมืองตองอูภายใต้การนำของพระเจ้ามิงคยินโย ในปีพุทธศักราช 2074 พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ (ครองราชย์ พ.ศ. 2074 –2093) ซึ่งสามารถรวบรวมพม่าเกือบทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกครั้ง
ในช่วงระยะเวลานี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาค ชาวไทใหญ่มีกำลังเข้มแข็งเป็นอย่างมากทางตอนเหนือ การเมืองภายในอาณาจักรอยุธยาเกิดความไม่มั่นคง ในขณะที่โปรตุเกสได้เริ่มมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสามารถเข้าครอบครองมะละกาได้ เกี่ยวกับการเข้ามาของบรรดาพ่อค้าชาวยุโรป พม่ากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง การที่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองหงสาวดี เหตุผลส่วนหนึ่งก็เนื่องด้วยทำเลทางการค้า พระเจ้าบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ. 2094–2124) ซึ่งเป็นพระเทวัน (พี่เขย)ของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ และสามารถเข้าครอบครองอาณาจักรต่าง ๆ รายรอบได้ อาทิ มณีปุระ (พ.ศ. 2103) อยุธยา (พ.ศ. 2112) ราชการสงครามของพระองค์ทำให้พม่ามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด อย่างไรก็ตาม ทั้งมณีปุระและอยุธยา ต่างก็สามารถประกาศตนเป็นอิสระได้ภายในเวลาต่อมาไม่นาน
เมื่อต้องเผชิญกับการก่อกบฏ จากเมืองขึ้นหลายแห่ง ประกอบกับการรุกรานของโปรตุเกส กษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอูจำเป็นต้องถอนตัวจากการครอบครองดินแดนทางตอนใต้ โดยย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองอังวะ พระเจ้าอะนอกะเพตลุน (ANAUKPETLUN) พระนัดดาของพระเจ้าบุเรงนอง สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งในพุทธศักราช 2156 พระองค์ตัดสินใจที่จะใช้กำลังเข้าต่อต้านการรุกรานของโปรตุเกส พระเจ้าธารุน (THALUN) ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ได้ฟื้นฟูหลักธรรมศาสตร์ของอาณาจักรพุกามเก่า แต่พระองค์ทรงใช้เวลากับเรื่องศาสนามากเกินไป จนละเลยที่จะใส่ใจต่ออาณาเขตทางตอนใต้ ท้ายที่สุด หงสาวดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสซึ่งตั้งมั่นอยู่ในอินเดีย ก็ได้ทำการประกาศเอกราชจากอังวะ จากนั้นอาณาจักรของชาวพม่าก็ค่อย ๆ อ่อนแอลงและล่มสลายไปในปีพุทธศักราช 2295 จากการรุกรานของชาวมอญ

ราชวงศ์อลองพญา

ราชวงศ์อลองพญา ได้รับการสถาปนาขึ้นและสร้างความเข้มแข็งจนถึงขีดสุดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว อลองพญาซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมจากชาวพม่า ได้ขับไล่ชาวมอญที่เข้ามาครอบครองดินแดนของชาวพม่าได้ในปี พ.ศ. 2296 จากนั้นก็สามารถเข้ายึดครองอาณาจักรมอญได้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2302 ทั้งยังสามารถกลับเข้ายึดครองกรุงมณีปุระได้ในช่วงเวลาเดียวกัน พระองค์สถาปนาให้เมืองย่างกุ้งเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 2303 หลังจากเข้ายึดครองตะนาวศรี (TENASSERIM) พระองค์ได้ยาตราทัพเข้ารุกรานอยุธยา แต่ต้องประสบความล้มเหลวเมื่อพระองค์ทรงสวรรคตในระหว่างสงคราม พระเจ้าสินบูหชิน (HSINBYUSHIN, ครองราชย์ พ.ศ. 2306 – 2319) พระราชโอรส ได้นำทัพเข้ารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2309 และประสบความสำเร็จในปีถัดมา ในรัชสมัยนี้ แม้จีนจะพยายามขยายอำนาจเข้าสู่ดินแดนพม่า แต่พระองค์ก็สามารถยับยั้งการรุกรานของจีนได้ทั้งสี่ครั้ง (ในช่วงปี พ.ศ. 2309–2312) ทำการขยายพรมแดนของจีนทางด้านนี้ถูกยุติลง ในรัชสมัยของพระเจ้าโบดอพญา (BODAWPAYA, ครองราชย์ พ.ศ. 2324–2362) พระโอรสอีกพระองค์ของพระเจ้าอลองพญา พม่าต้องสูญเสียอำนาจที่มีเหนืออยุธยาไป แต่ก็สามารถผนวกดินแดนยะไข่ (ARAKAN) และตะนาวศรี (TENASSERIM) เข้ามาไว้ได้ในปี พ.ศ. 2327 และ 2336 ตามลำดับ ในช่วงเดือนมกราคมของปี พ.ศ. 2366 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าบาคยีดอว์ (BAGYIDAW) ครองราชย์ พ.ศ. 2362–2380) ขุนนางชื่อมหาพันธุละ (MAHA BANDULA) เข้ารุกรานแคว้นอัสสัมได้สำเร็จ ทำให้พม่าต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับอังกฤษที่ครอบครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น

สงครามกับอังกฤษและการล่มสลายของราชอาณาจักรพม่า

สงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2367–2369) ยุติลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำสนธิสัญญายันดาโบ (YANDABOO) กับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม มณีปุระ ยะข่าย และตะนาวศรีไป ซึ่งอังกฤษเริ่มก็ต้นตักตวงทรัพยากรต่างๆ ของพม่านับแต่นั้น เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ สร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมาก กษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษ ทั้งต่อบุคคลและเรือ เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่สอง ซึ่งก็จบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษอีกครั้ง หลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้ อังกฤษได้ผนวกหงสาวดีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าไว้กับตน โดยได้เรียกดินแดนดังกล่าวเสียใหม่ว่าพม่าตอนใต้ สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจโดยพระเจ้ามินดง (MINDON MIN ) ครองราชย์ พ.ศ. 2396–2421 จากพระเจ้าปะกัน (PAGIN MIN, ครองราชย์ พ.ศ. 2389–2396) ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระชนนี พระเจ้ามินดงพยายามพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์ได้สถาปนากรุงมัณฑะเลย์ ซึ่งยากต่อการรุกรานจากภายนอก ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้
รัชสมัยต่อมา พระเจ้าธีบอ (THIBOW, ครองราชย์ พ.ศ. 2421–2428) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดง ทรงมีบารมีไม่พอที่จะควบคุมพระราชอาณาจักรได้ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปทั่วในบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปีพุทธศักราช 2428 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้าครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้

ธงชาติ พม่า125px-flag_of_myanmarsvg

ประวัติศาสตร์และเหตุการสำคัญในประเทศพม่า

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในเมียนมาร์

พ.ศ. 1043 มีการจารึกเกิดขึ้นครั้งแรกในพม่าของพุทธศาสนาลัทธิอารี ในตำบลมะยิงยาน
พ.ศ. 1297 อาณาจักรน่านเจ้ามีอำนาจปกครองพม่าตอนเหนือ
พุทธศตวรรษที่ 13 ราชวงศ์วิกรมากำเนิดขึ้นที่เมืองแปร
พ.ศ. 1343-1345 ชนเผ่าพยูส่งทูตมายังราชสำนักกรุงจีนพุทธศตวรรษที่ 14เมืองแปรล่มสลาย
กลางพุทธศตวรรษี่ 14 พ่อค้าชาวอาหรับเดินเรือมาถึงพม่าเป็นชาติแรก
พ.ศ. 1392 อาณาจักรพุกามก่อตั้งขึ้นริมแม่น้ำอิระวดี
พ.ศ. 1587 ยุคทองของพุกาม พระเจ้าอโนรธาพิชิตดินแดนต่างๆเข้าไว้เป็นปึกแผ่น รวมทั้งอาณาจักรสุ ธรรมวดี (สะเทิม) ของชาวมอญ และทรงนำพุทธศาสนาลัทธิหินยานเข้ามาสู่พม่าตอนเหนือ ลัทธิอารีจึงสูญสิ้นไป
พ.ศ. 1601 มีการจารึกเป็นภาษาพม่าเกิดขึ้นครั้งแรก
พ.ศ. 1602 พระเจ้าอโนรธาเริ่มสร้างพระเจดีย์ชเวดากอง ลดอำนาจของยะไข่เหนือ เสด็จเยือนเมือง
ยูนนาน ขุดคลองชื่อกะโยคเซ
พ.ศ. 1627 กองทัพชาวเมืองบุกโจมตีเมืองพุกาม
พ.ศ. 1633 พระเจ้าจันสิทธะสร้างวัดอานันดา ส่งสมณทูตพม่าไปพุทธคยา
พ.ศ. 1646 ทูตพม่าไปเยือนเมืองยูนนาน
พ.ศ. 1649 ทูตพม่าไปเยือนราชสำนักพระเจ้ากรุงจีน
พ.ศ. 1655 จารึกมยาเจดีย์
พ.ศ. 1658 ชินอรหันต์มรณภาพ ทูตพม่าไปยูนนาน
พ.ศ. 1661 เลตะยะมินนันฟื้นฟูอาณาจักรยะไข่เหนือ ซ่อมแซมพุทธคยา
พ.ศ. 1687 พระเจ้าอลองสิทธูสร้างวิหารธาตุพยินยูหรือวิหารสัพพัญญู
พ.ศ. 1753 สร้างเขื่อนกะโยคเซ
พ.ศ. 1816 พระเจ้านราธิหะปติสั่งฆ่าคณะทูตจากพระเจ้ากุบไลข่าน
พ.ศ. 1820 สงครามงาซางงาม
พ.ศ. 1823 สถาปนาอาณาจักรตองอู
พ.ศ. 1824 พระเจ้าวเรรุ(พระเจ้าฟ้ารั่ว) ฟื้นฟูอาณาจักรมอญขึ้นใหม่ ตั้งราชธานีที่เมืองเมาะตะมะ
พ.ศ. 1830 กองทัพชาวมองโกลของพระเจ้ากุบไลข่านตีกรุงพุกามแตกในสมัยพระเจ้านราธิหะปติ เป็นอัน สิ้นสุดอาณาจักร พุกามซึ่งเจริญรุ่งเรืองมาถึง 438 ปี
พ.ศ. 1912 มอญย้ายเมืองหลวงมี่เมืองหงสาวดี โดยมีเมืองท่าคือ “ดากอง” หรือ “ตะเกิง”
พ.ศ. 2029-2395 อาณาจักรราชวงศ์ตองอูเจริญรุ่งเรือง
พ.ศ. 2086 พระเจ้าตะเบงชเวตี้ยกทัพมาตีไทย ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ สมเด็จพระศรีสุริโยทัยออกรบถูก พระเจ้าแปรฟันขาดคอช้างสิ้นพระชนม์
พ.ศ. 2094 “ บายิ่นเนาน์ ” หรือพระเจ้าบุเรงนอง (ผู้ชนะสิบทิศ) ยึดครองหงสาวดีของมอญ ล้มราชวงศ์ มอญแล้วครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งหงสาวดี รวบรวมชาวพม่าเป็นปึกแผ่นเป็นสมัยที่2
พ.ศ. 2112 พระเจ้าบุเรงนองตีกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่1
พ.ศ. 2127 สมเด็จพระนเรศวรแห่งกรุงศรีอยุธยา ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับพม่า
พ.ศ. 2143 กองทัพยะไข่จากแคว้นอาระกัน ตีกรุงหงสาวดีแตกในสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง
พ.ศ. 2295 พระเจ้าอลองพญา ต้นราชวงศ์คองบอง รบชนะมอญรวบรวมพม่าเป็นปึกแผ่นสมัยที่3และตั้งราชธานี ที่ชเวโบ
พ.ศ. 2298 พระเจ้าอลองพญามีชัยชนะเหนือมอญเบ็ดเสร็จ เปลี่ยนชื่อเมือง “ ตะเกิง ” หรือ “ ดากอง ” เมืองท่าของ มอญ เป็น “ ย่างกุ้ง ” หรือ “ ยางกอน ” ซึ่งแปลว่า “ สิ้นสุดสงคราม ” หรือ “ สิ้นสุดศัตรู ”
พ.ศ. 2303 พระเจ้าฉินบูชิน (มังระ) ขึ้นครองราชย์หลังจากพระเจ้าอลองพญาสวรรคต ย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ
พ.ศ. 2310 พระเจ้ามังระตีกรุงศรีอยุธยาแตกเป็นครั้งที่2
พ.ศ. 2367 อังกฤษยึดครองอินเดียได้แล้วก็รุกคืบสู่ลุ่มน้ำอิระวดี เกิดสงครามระหว่างอังกฤษ-พม่า ครั้งที่1 จากนั้น อังกฤษก็ยึดดินแดนของพม่าได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสงครามอังกฤษ-พม่า ครั้งี่2และครั้งที่3
พ.ศ. 2396-2428ราชวงศ์คองบองหรืออลองพญา พระเจ้ามินดงขึ้นครองราชย์แล้วย้ายราชธานีจากอมรปุระ
มายังมัณฑะเลย์
พ.ศ. 2428 พม่าเสียเมืองให้แก่อังกฤษในสมัยพระเจ้าสีป่อแห่งกรุงมัณฑะเลย์ แล้วได้ย้ายเมืองหลวงมายัง
กรุงย่างกุ้ง
พ.ศ. 2444 นักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ก่อตั้ง “ ยุวพุทธสมาคม ” เป็นจุดกำเนิดของขบวนการกู้ชาติพม่า
(YONG MEN BUDDHIST ASSCOIATION-YMBA)
พ.ศ. 2460 เกิดกรณี “ ห้ามสวมเกือก ” (NO FOOTWEAR) ยุวพุทธ-สมาคมประท้วงชาวอังกฤษที่สวมรองเท้าเข้า วัด เพราะชาวพม่าถือว่าเป็นการกระทำที่ลบหลู่ดูหมิ่นพระศาสนามาก และพระสงฆ์ชื่อ “อูวิสาร” ได้ ทำการอดอาหารประท้วงอังกฤษจนมรณภาพ
พ.ศ. 2473 เกิดกบฏ “ ซายาซาน ” หรือ “ กบฏผู้มีบุญ ” เป็นการลุกฮือของชาวไร่ชาวนาทั่วประเทศ โดยบารมี อาจารย์ซายาซาน อดีตหมอยาแผนโบราณผู้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ สุดท้ายอังกฤษปราบได้ ซายาซานถูก แขวนคอและได้ประกาศก่อนตายอย่างอาจหาญว่า “เกิดชาติหน้าฉันใดขอให้ข้าพิชิตอังกฤษได้ตลอดไป”
พ.ศ. 2478 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จเยือนพม่าทรงนิพนธ์หนังสือที่มีคุณค่ามากคือ “ เที่ยวเมืองพม่า ”
พ.ศ. 2484 30 สหาย หรือตรีทศมิตร (30 COMRADES) ภายใต้การนำของอองซานร่วมกับกองทัพญี่ปุ่น ปลดปล่อย พม่าจากอังกฤษ
พ.ศ. 2485 ญี่ปุ่นปกครองพม่าและรัฐฉาน อองซานได้เป็นนายพล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม อายุเพียง28ปี เท่านั้น
พ.ศ. 2486 ญี่ปุ่นให้เอกราชแก่พม่า
พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ญี่ปุ่นที่ฮิโรชิมา และนางาซากิยุติสงครามโลกครั้งที่2อังกฤษกลับมายึด ครองพม่าอีกครั้ง อองซานตั้งสันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์ ตัดความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น
พ.ศ. 2490 อังกฤษลงนามคืนเอกราชให้พม่าในสนธิสัญญา “แอตลี่อองซาน” โดยมีอองซานเป็นนายกรัฐมนตรีคน แรกของ “ สหภาพพม่า ” ในเดือนมกราคม ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์อองซานลงนามข้อตกลงที่เวียงปินหล่ง ยอมให้ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในพม่า แยกตัวเป็นอิศระได้ภายหลังรวมกับพม่าครบ 10 ปี
กรกฎาคม 2490อองซานถูกบุกยิงที่อาคารรัฐสภา เสียชีวิตพร้อมกับรัฐมนตรีและทหารรักษาการณ์รวม8คน จากฝีมือของ อูซอ (อดีต30สหาย) และพรรคพวกที่ไม่พอใจที่อองซานขึ้นตำแหน่งสูงสุดอย่างรวดเร็ว ต่อมาอองซาน ได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งเอกราชของพม่า”
4 มกราคม 2491 พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษอย่างเป็นทางการ หลังถูกปกครองอยู่ถึง63ปี โดยมีอูนุ ( อดีต30สหาย ) เป็นนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2500 อูนุประกาศปฏิเสธที่จะใช้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวเป็นอิสระตามข้อตกลงที่เวียงปินหล่ง เกิดกบฏชนกลุ่มน้อย เผ่าต่างๆตามแนวชายแดน
พ.ศ. 2505 นายพลเนวินก่อรัฐประหาร ประกาศปกครองพม่าแบบเผด็จการสังคมนิยม ปิดประเทศเป็น “ ฤาษีแห่ง เอเชีย ” ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก
พ.ศ. 2531 นางอองซานซูจี บุตรสาวนายพลอองซาน ทำงานในองค์การสหประชาชาติที่นิวยอร์คและภูฏานเดินทาง กลับพม่าเพื่อรักษาแม่ที่กำลังป่วยหนัก
8 สิงหาคม 2531 เกิดกรณี “ 8.8.88 ” (วันที่ 8 เดือน8 ค.ศ.1988) เมื่อทหารพม่าปราบปรามฆ่าประชาชนที่เรียกร้อง ประชาธิปไตยจนเกิดกลียุค มีผู้บาดเจ็บ ตาย และถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก
กันยายน 2531 ทหารพม่าของนายพลเนวินประกาศจัดตั้ง “ สภาฟื้นฟูกฎระเบียบของชาติหรือสลอร์ค ” (STATE LAW AND ORDER RESTORATION COUNCIL-SLORC) โดยสัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งตามระบบ ประชาธิปไตย ขณะที่นางอองซานซูจีจัดตั้งพรรคสันนิบาตประชาธิปไตย
พ.ศ. 2533 มีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 30ปี พรรคของนางอองซานซูจีได้รับชัยชนะท่วมท้น แต่สภาสลอร์ค ไม่ยอมรับและไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน ซ้ำยังสั่งกักบริเวณนางอองซานซูจีในบ้านของนางเอง
กันยายน 2534 นางอองซานซูจีได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรับรางวัล
พ.ศ. 2535 สลอร์คประกาศเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจจากพุทธสังคมนิยมมาเป็นกึ่งเสรีตามแนวทุนนิยม เปิดประเทศ ต้อนรับนักลงทุน นักท่องเที่ยว และเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “ พม่า ” (BURMA) เป็น “ เมียนมาร์ ” (MYANMAR)
พ.ศ. 2538 สลอร์คให้อิสรภาพแก่นางอองซานซูจี หลังจากกักบริเวณมาเป็นเวลาถึง 6 ปี
พ.ศ. 2539 สลอร์คประกาศให้เป็นปีท่องเที่ยวพม่าถึงปี 2540 และเข้าเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียนพร้อมประเทศลาว
พ.ศ. 2540 สลอร์คเปลี่ยนชื่อเป็น “ สภาแห่งสันติภาพและการพัฒนาประเทศ ” (STATE OF PEACE AND DEVELOPMENT COUNCIL = SPDC) มีพลเอกตานฉ่วยเป็นประธานสภาฯ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนายกรัฐมนตรีพลโทขิ่น ยุ้นต์ เป็นเลขาธิการสภาฯพลโทหม่อง เอย์ คุมกำลังทหารในส่วนภูมิภาค ทั้งหมด

5 มหาบูชาสถาน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่า

5 มหาบูชาสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ของประเทศพม่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องไปสักการะ นมัสการให้ครบ ชาวพม่า ได้ชื่อว่า เป็นชนชาติที่ ยังยึดมั่นคำสอน ในพระพุทธศาสนา อย่างเหนียวแน่นที่สุด ชาติหนึ่งในโลก มีการสร้างเจดีย์ พระธาตุ ศาสนสถาน ทั่วทั้งประเทศ ดังนั้น จึงมีปูชนียสถาน อันเป็นที่ สักการบูชา ของชาวพม่า และ ชาวมอญ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่นับถือ เป็นมหาบูชาสถาน สำคัญสูงสุด มีเพียง 5 แห่ง ที่เป็นความใฝ่ฝัน ของชาว พุทธพม่า ว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ควรได้เดินทางไป สักการบูชา ให้ครบ ทั้ง 5 แห่ง จึงจะนอนตายตาหลับ หรือ ได้ขึ้นสวรรค์ มหาบูชาสถานทั้ง 5 แห่งนี้ได้แก่

1. มหาเจดีย์ชเวดากอง กรุงย่างกุ้ง

no_end_in_sight1137435900coolshwed1

เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุ รวม 8 เส้น ของพระพุทธเจ้า มีประวัติตำนานเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ตั้งแต่ ครั้งที่ย่างกุ้ง ยังเป็นดินแดน ของมอญ มีชื่อเดิม ว่า “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” ก่อนจะ ถูกพม่ายึดครองไป แล้วเปลี่ยนชื่อ เป็น “ย่างกุ้ง” “ชเวดากอง” แปลว่า “เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง” มหาเจดีย์แห่งนี้ มีการบูรณ ปฏิสังขรณ์ มาด้วยกันหลายครั้ง โดยเฉพาะ มีโบราณราชประเพณ ีที่กษัตริย์ของ มอญ และ พม่า ที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จะต้องถวาย ทองคำ หนักเท่ากับ น้ำหนัก ของพระองค์เอง เพื่อนำมาห้อหุ้ม องค์พระเจดีย์ ซึ่งถือกันว่า เป็นศูนย์กลาง แห่งจิตวิญญาณ ของชาวพุทธ แห่งลุ่มน้ำอิระวดีที่สำคัญที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน

2. เจดีย์ชเวซิกอง เมืองพุกาม

shwezigon06

เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างโดยพระเจ้าอโรรธามหาราชพระองค์แรก ผู้รวบรวมชนชาติพม่าเป็นปึกแผ่นได้เป็นครั้งแรกในอาณาจักรพุกามเมื่อ 900 ปีเศษมาแล้ว ภายหลังทรงยกทัพไปตีมอญที่อาณาจักรสุธรรมวดี ได้แล้วทรงกวาดต้อนชาวมอญ ตลอดจนช่างฝีมือ นักปราชญ์ และ ราชบัณฑิตมาที่เมืองพุกาม ทำให้พม่าได้รับอิทธิพงศิลปวัฒนธรรมจากมอญมาโดยไม่รู้ตัว ดังเช่น รูปร่างของเจดีย์ชเวซิกอง ก็มีรูปทรงระฆังคว่ำแบบมอญ ก่อนที่จะมีพุทธศิลป์ สกุลช่างพุกามเกิดขึ้น “ชเวซิกอง” แปลว่า “เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทราย”

3. เจดีย์ชเวมอดอร์ เมืองหงสาวดี

56200542bagoimg_7536 หรือที่เราเรียกกันว่า พระธาตุมุเตา เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุรวม 2 เส้น มีอายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี เป็นที่เคารพสักการะของทั้งกษัตริย์ มอญ พม่า และไทย เช่น พระเจ้าราชาธิราชของมอญ พระเจ้าบุเรงนองของพม่า และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของไทย

4. พระมหามัยมุนี แห่งมัณฑะเลย์

c45

เป็นพระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องแบบกษัตริย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 เมตร เป็นที่ยอมรับกันว่า มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดองค์หนึ่ง “มหามุนี” แปลว่า “มหาปราชญ์” หล่อขึ้นในราว พ.ศ. 688 โดยชาวยะไข่ ชนกลุ่มน้อยในรัฐอาระกัน ทางทิศตะวันตกสุดของพม่าติดกับประเทศอินเดีย ต่อมาเมื่อพระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่ายกทัพไปตีเมืองยะไข่ได้ จึงโปรดให้ชะลอพระพุทธรูปองค์นี้มาประดิษฐานที่เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อ 200 ปีมาแล้ว มีตำนานเล่ากันว่า พระพุทธเจ้าทรงประทานลมหายใจให้พระมหามุนี เป็นตัวแทนสืบทอดพระศาสนา จึงเชื่อกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้มีลมหายใจจริง จึงต้องมีพิธีล้างพระพักตร์ให้ทุกเช้า ซึ่งพิธีนึ้ก็ยังคงดำรงอยู่มาตราบจนถึงปัจจุบัน

5. พระธาตุอินทร์แขวน “ไจก์ทิโย” เมืองไจก์โถ่ รัฐมอญ

3-cc-hartfried-schmid

เชื่อกันว่าพระอินทร์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำเอาพระธาตุมาแขวนไว้ให้ผู้มีบุญมากราบไหว้ ใครได้มาสักการะก็เท่ากับได้ไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ และจะได้สั่งสมอานิสงส์ให้ไปเกิดร่วมยุคกับพระศรีอาริยเมตตรัย และผู้ที่มีบุญก็จะสามารถมองเป็นองค์พระธาตุลอยอยู่อย่างชัดเจน พระธาตุอินทร์แขวนตั้งอยู่บนหน้าผาสูงกว่า 1,200 เมตร สร้างตั้งไว้บนก้อนหิน สูงถึง 5.5 เมตร เส้นรอบวงของก้อนหินราว 17 เมตร มองดูคล้ายก้อนหินตั้งอยู่หมิ่นเหม่ใกล้จะตกลงมาเต็มที

ข้อควรปฏิบัติในการเที่ยวเมียนมาร์

ในปี พ.ศ.2535 รัฐบาลพม่าได้เปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ โดยต้องทำวีซ่าที่สถานทูตพม่าก่อนเข้าประเทศ และประกาศในปี พ.ศ.2539-2540 เป็นปีท่องเที่ยวพม่า (VISIT MYANMAR YEAR)

โดยแบ่งเป็น 3 เมืองวัฒนธรรม คือ

ชั้นใน ได้แก่ ย่างกุ้ง หงสาวดี สิเรียม พุกาม มัณฑะเลย์ ตองยี ทะเลสาบอินเล สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ สะดวก มีความพร้อมทั้งในเรื่องที่พัก อาหาร และยานพาหนะ

ชั้นนอก ได้แก่ เชียงตุง ปูเตา อาระกัน มะริด มะละแหม่ง พระธาตุอินทร์แขวนไจก์ทิโย เดินทางไปเที่ยวได้ แต่ สิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่พร้อมเท่าที่ควร

ชายแดน ได้แก่ ท่าขี้เหล็กตรงข้ามแม่สาย จ.เชียงราย เมียวดีตรงข้ามแม่สอด จ.ตาก พญาต่องซูตรงข้ามด่านเจดีย์ สามองค์ จ.กาญจนบุรี เกาะสองตรงข้ามท่าเรือ จ.ระนอง มอร์ด่องตรงข้ามด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถเดินทางได้สะดวกจากฝั่งเขตแดนไทย แต่ยังไม่สามารถเดินทางต่อไปยัง ย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์ได้เพราะถนนยังไม่ดี และความปลอดภัยยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์นัก เพราะยังมี ชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่

ลักษณะของการท่องเที่ยวในพม่า เป็นการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม พาชมวัด นมัสการพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระนอน ชมพระราชวังและพิพิธภัณฑ์ สัมผัสงานศิลปะ ดูงานประเพณีและวิถีชีวิตของผู้คน จึงไม่ค่อยเน้นความสนุกบันเทิง เที่ยวสถานรื่นรมย์ที่มีแสงสีทันสมัย

ข้อควรปฏิบัติในการท่องเที่ยวพม่า มีดังนี้คือ

1. เครื่องแต่งกาย ศาสนสถานในพม่าทุกแห่ง ห้ามสวมกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้นเข้าไป สุภาพสตรีสวมกางเกงขายาวได้ บางแห่งจะมีบริการเช่าผ้าถุงหรือโสร่ง สวมทับกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้น รวมทั้งยังต้องถอดหมวก ถอดแว่นดำก่อนที่จะเข้าไปด้วย

2. รองเท้า ทุกคนต้องถอดรองเท้าทุกชนิดก่อนเข้าเขตศาสนสถาน ตั้งแต่รั้วด้านนอก ถุงเท้า ถุงน่องก็ห้ามใส่เข้าไป ต้องเดินเท้าเปล่า และเป็นธรรมเนียมที่เคร่งครัดมากแต่สมัยโบราณ หากฝ่าฝืนชาวพม่าจะเข้ามาตักเตือนด้วยความไม่พอใจครับ

3. การถ่ายรูป วีดีโอ บางแห่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียม บางแห่งห้ามถ่าย เช่น พิพิธภัณฑ์ย่างกุ้ง ต้องฝากกล้องเอาไว้กับเจ้าหน้าที่ก่อนจะเข้าไป

4. ศาสนสถานบางแห่งอาจห้ามสุภาพสตรีเข้าไปในเขตหวงห้าม เช่น ห้ามขึ้นไปปิดทองที่องค์พระมหามุนี มัณฑะเลย์ หรือที่องค์พระธาตุอินทร์แขวน(ไจก์ทิโย) หรือที่เขตห้ามเข้าองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองและองค์พระเจดีย์ชเวซิกอง

5. เงินสด โดยทั่วไปจะไม่รับเงินบาทไทย ให้แลกกับไกด์ท้องถิ่นหรือบริษัททัวร์ได้ และถ้าแลกกับธนาคารจะได้อัตราทางการ แพงกว่าที่แลกกับบริษัททัวร์ หรือร้านค้าใหญ่มากหลายเท่าตัว ข้อควรระวัง อย่าแลกเงินกับชาวบ้านที่เข้ามาขอแลก เพราะอาจจะได้รับเงินปลอม เงินที่ยกเลิกไปแล้ว และถูกตำรวจจับอีก

6. เครื่องประดับ ของมีค่าต่างๆควรติดตัวไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพราะจะเกิดความยุ่งยากในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรเวลาเข้าเมือง และต้องแสดงว่าอยู่ครบเวลาจะเดินทางกลับจากพม่า หากอยู่ไม่ครบต้องเสียภาษีทันที เพราะศุลกากรพม่าจะถือว่านำไปขายต่อให้กับคนพม่า นอกจากนี้ยังเป็นภาระในการดูแลรักษา ล่อตาล่อใจมิจฉาชีพอีกด้วย

7. ยารักษาโรค ควรนำไปให้พร้อมและเพียงพอตามระยะเวลาเดินทาง เพราะในพม่า การแพทย์ สุขอนามัย และยารักษาโรค ยังขาดแคลนและไม่ทันสมัย

8. วัตถุโบราณ (AMTIQUE) บางประเภทเป็นสิ่งต้องห้ามจำหน่ายและนำออกนอกประเทศ ควรตรวจสอบให้ดีก่อนซื้อ และถ้าซื้อต้องมีใบเสร็จและใบอนุญาตนำออกอย่างถูกต้องจากทางร้านค้า รวมทั้งสินค้าอัญมณีบางชนิดด้วย หากไม่แน่ใจ ไม่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญ ควรงดเว้นการซื้อ

9. ระบบการจราจรในพม่ากำหนดให้ขับรถชิดเลนขวาตรงข้ามกับไทย เพราะฉะนั้นเวลาข้ามถนนต้องดูให้ดีและรอบคอบ

10.หญิงบริการ พม่าเป็นประเทศสังคมนิยมปกครองโดยรัฐบาลทหาร ทั้งยังมั่งคั่งไปด้วยศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของชาวบ้านผู้รักสงบและสันโดษ จึงเป็นการไม่เหมาะที่จะถามหาหญิงบริการ เพราะกฎหมายพม่ารุนแรงจับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

YAGON

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

SHWE DAGON PAGODA

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

มหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า มีความสูงถึง 326 ฟุต เป็น มหาเจดีย์สถาน 1 ใน 5 แห่ง ในประเทศพม่า เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศารวม 8 เส้น ของพระพุทธเจ้า มีประวัติตำนานเก่าแก่กว่า 2500 ปี ตั้งแต่ที่ย่างกุ้งยังเป็นดินแดนของมอญมีชื่อเดิมว่า “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” ก่อนจะถูกพม่ายึดครองแล้วเปลี่ยนเป็นเปลี่ยนชื่อเป็น “ย่างกุ้ง” ชเวดากอง แปลว่า เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง พระมหากษัตริย์มอญ คือ พระเจ้าโอกะลาปะ ทรงเลื่อมใส และศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้ทรงก่อสร้าง องค์พระเจดีย์ ชเวดากอง ขึ้นมาเมื่อกว่า 2000 ปี ก่อน ต่อมาพระมหากษัตริย์มอญ และพม่าแทบทุกพระองค์ ได้ถือเป็นพระราชภารกิจในการก่อเสริมองค์พระเจดีย์ให้สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง 326 ฟุต กว้าง 1355 ฟุตในปัจจุบัน โดยเฉพาะใน สมัยพระนางซินสอบู หรือ นางพระยาตะละแม่ท้าวเจ้า กษัตรีมอญผู้ครองเมืองหงสาวดี ได้ทรงริเริ่มธรรมเนียม บริจาคทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เอง ในการบูรณะพระมหาเจดีย์ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.1996 (ตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตยโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา) จนกลายเป็นพระราชพิธีที่ปฎิบัติสืบต่อกันมา
มหาเจดีย์ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้มอยู่เป็นน้ำหนักถึง 1100 กิโลกรัม โดยช่างชาวพม่า จะใช้ทองคำแท้ ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้รอบองค์ หากสังเกตในรายละเอียด จะเห็นรอบต่อของแผ่นทองคำ ซึ่งมิได้ผสานเป็นเนื้อเดียว แต่จะเป็นแผ่นๆ มาเรียกกัน ครั้งเมื่อแผ่นทองหมองคล้ำ ก็จะถอดหมุดแล้วแกะแผ่นทองออกมาขัดล้างปีละครั้ง เป็นประเพณีสืบเนื่องกันมาตลอด สุวรรณฉัตร หรือ ทององค์ใหญ่บนยอดเจดีย์ชเวดากอง เคยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เท่าที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์พม่า 3 ครั้ง คือ ครั้งแรก ในปี พ.ศ.2317 รัชสมัยพระเจ้าฉินบูชิน ทรงถวายสุวรรณฉัตรองค์ใหม่ รูปทรงพม่า แทนองค์เดิมที่เป็นรูปทรงมอญ โดยโปรดฯให้ระฆังเงินระฆังทอง และทองแดง รวม 600 ใบ และมีเพชรประดับโดยรอบด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ต่อมา เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เป็นเหตุให้สุวรรณฉัตร หักตกลงมา จึงมีการบูรณะครั้งที่สองในปี พ.ศ.2414 รัชสมัยพระเจ้ามินดง โดยทรงบริจาคพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อสร้างฉัตรใหม่ จนร่ำลือกันว่า ยอดฉัตรแห่งชเวดากองนั้น ประดับประดาด้วยเพชรพลอยอัญมณีล้ำค่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 62000 ปอนด์ ในสมัยนั้น โดยเฉพาะยอดเจดีย์ประดับระฆังใบเล็กถึง 5000 ใบ ครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2542 พุทธศาสนิกชนชาวมอญพม่า ได้พร้อมใจกันเปลี่ยนสุวรรณฉัตรองค์ใหม่ ถวายพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งมีผู้มีจิตศรัทธาแห่แหนมามืดฟ้ามัวดิน ร่วมทำบุญ ถวายปัจจัย บางคนถึงกับถอดแหวนเพชร สร้อยทองเครื่องประดับอัญมณีนานาชนิด ประดับสุวรรณฉัตรองค์ใหม่ด้วยแรงศรัทธาสูงส่ง
รอบๆ องค์พระเจดีย์ชเวดากอง เป็นลานกว้าง รองรับแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนได้จำนวนมาก บริเวณทางขึ้นทั้งสี่ทิศ
จะมีวิหารโถง สร้างด้วยเครื่องไม้หลังคาทรงปราสาท ปิดทองล่องชาด ประดับกระจก ทั้งหลัง ภายในประดิษฐานพระประธานสำหรับให้ประชาชนมากราบไหว้บูชา เพราะชาวมอญ และชาวพม่า ถือการกราบไหว้บูชาเจดีย์ชเวดากองเป็นนิตย์ จะนำมาซึ่งบุญกุศลอันเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นทุกข์โศกโรคภัยทั้งมวล บ้างนั่งทำสมาธิเจริญสติภาวนานับลูกประคำ และบ้างเดินประทักษัณรอบองค์เจดีย์
นอกจากนี้รอบองค์เจดีย์ ยังมีพระประจำวันเกิด ประดิษฐานทั้งแปดทิศรวม 8 องค์ หากใครเกิดวันไหนก็ให้ไปสรงน้ำพระประจำวันเกิดตน จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ทิศทั้งแปดของชาวพุทธ
ชาวพม่านับถือทิศทั้งแปดเหมือนกับคนไทย โดยรอบจักรวาลแบ่งเป็น 8 ทิศ ดังนี้คือ
วันอาทิตย์ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีครุฑ
วันจันทร์ ทิศตะวันออก มีเสือ
วันอังคาร ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีสิงห์
วันพุธ (เช้าหรือกลางวัน) ทิศใต้ มีช้างมีงา
วันพุธ (เย็นหรือกลางคืน) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีช้างไม่มีงา
วันพฤหัสบดี ทิศตะวันตก มีหนู
วันศุกร์ ทิศเหนือ มีหนูตะเภา
วันเสาร์ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีพญานาค

การบูชาชเวดากอง

1.ไหว้พระประธานที่วิหารโถงทิศใดทิศหนึ่ง โดยสวดมนต์ภาวนา หรือจุดธูปเทียนและถวายดอกไม้ด้วยก็ได้
2.ไหว้พระประจำวันเกิด จุดธูปเทียนถวายดอกไม้
3.สรงน้ำพระเท่าจำนวนอายุ (บวกหนึ่ง)
4.เดินประทักษิณ (วนขวา) ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรรอบเจดีย์หนึ่งรอบ
5.ร่วมบริจาคจตุปัจจัยเพื่อทำนุบำรุงองค์พระเจดีย์ ค้ำจุนพระศาสนา (ตามกำลังศรัทธา)
6.ตีระฆังที่ตั้งไว้รอบพระเจดีย์ (ใบใดใบหนึ่ง) ให้เทพยดาบนสรวงสวรรค์อนุโมทนารับส่วนบุญ (สาธุ)

แนะนำในการเข้าชมมหาเจดีย์ชเวดากอง

1.ห้ามผู้ชายและผู้หญิงนุ่งกางเกงขาสั้น
2.ห้ามสวมถุงน่อง รองเท้าทุกชนิด (เพื่อเป็นการเคารพสถานที่)
3.นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องชำระค่าเข้าชมคนละ 5 ดอลล่าร์ แล้วต้องติดสติกเกอร์สีประจำวันไว้ที่หน้าอกเพื่อแสดงไว้ ว่าได้ชำระค่าเข้าชมแล้ว (หากท่านไม่ติดสติกเกอร์ อาจมีเจ้าหน้าที่มาสอบถามท่านครับ)
4.การเที่ยวชมมหาเจดีย์ชเวดากอง ให้เดินวนทางขวามือ

หมายเหตุ มหาเจดีย์ชเวดากองเปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน

ตั้งแต่ 04.00 น. – 21.00 น. ทุกวัน

SULE PAGODA

เจดีย์สุเล

เจดีย์สุเล เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมกลางเมืองย่างกุ้ง เป็นเจดีย์ที่มีรูปทรงสวยงามที่สุดในประเทศพม่า สร้างในสมัยที่อังกฤษยัง ปกครองพม่าอยู่ เป็นทองเหลืองอร่าม จนมีคนเปรียบเทียบไว้ว่า ” เจดีย์ชเวดากองนั้นเปรียบเสมือนวิญญาณของชาวพม่าและเจดีย์สุเล เปรียบเสมือนหัวใจ ” เจดีย์นี้สันนิษฐานว่ามีอายุกว่า 2000 ปีมาแล้ว ภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระเกศาธาตุอีก เช่นกัน เจดีย์นี้สูงประมาณ 50 เมตร มีลักษณะพิเศษคือ รูปทรงแปดเหลี่ยมฝั่งตรงข้าม ของเจดีย์มี ” สวนสาธารณะมหาบัญฑุละ ” ภายในสวนมี อนุสาวรีย์อิสระภาพ รูปเสาแหลมสูง 40 เมตร ล้อมรอบด้วยเสาหินสูง 9 เมตร 5 ต้น แทน รัฐที่ปกครองตนเองกึ่งอิสระ 5 รัฐ คือ ฉาน กะฉิ่น กะยิน(กะเหรื่ยง) กะยา และ ชิน
อาคารโดยรอบสร้างตามแบบศิลปะวิกตอเรีย มี อาคารศาลฏีกา และ ศาลอุธรณ์

BO TAH TAUNG PAGODA

เจดีย์โบตะทาวน์

เจดีย์โบตะทาวน์ (หมายถึงทหารพันนาย) ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมธาตุที่พระสงฆ์อินเดีย 8 รูปได้นำมาเมื่อ 2000 ปี
พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญทรงบัญชาให้นายทหารระดับแม่ทัพตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศธาตุ ที่นายวาณิชสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือ และมาขึ้นฝั่ง เมืองตะเกิง หรือ ดากอง ณ บริเวณนี้ จึงสร้าง เจดีย์โบตะทาวน์ ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งแบ่งพระพุทธเกศา 1 เส้น มาบรรจุไว้ ก่อนนำไปบรรจุในมหาเจดีย์เวดากอง และเจดีย์สำคัญอื่นๆ เจดีย์โบดาทาวน์ จึงเป็น หนึ่งในมหาบูชาสถานของชาวมอญ แล ะพม่าเรื่อยมา
จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดถล่มย่างกุ้ง ทำให้เจดีย์โบดาทาวน์องค์เดิม
ถูกทำลายพินาศ แต่ในระหว่างการบูรณะ ได้ค้นพบผอบทรงสถูปบรรจุพระเกศธาตุ และ พระบรมสารีริกธาตุ
เมื่อเจดีย์โบดาทาวน์องค์ใหม่ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2496 จึงนำพระเกศธาตุมาบรรจุในมณฑปครอบแก้วใส ประดิษฐาน ณ ใจกลางเจดีย์ และทำช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปดูและสักการบูชาได้อย่างใกล้ชิด
พระพุทธรูปทองคำ ประดิษฐานในวิหารด้านขวา ซึ่งเป็นพุทธรูปปางมารวิชัย ที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่งนัก
ตามประวัติว่า เคยประดิษฐานอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ ครั้นเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษในปี พ.ศ. 2428
ถูกเคลื่อนย้ายไปยัง พิพิธภัณฑ์กัลกัตตาในอินเดีย ทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ถล่มวังมัณฑะเลย์
ต่อมาในปี 2488 พระพุทธรูปองค์นี้ ถูกจัดไปแสดงที่ พิพิธภัณฑ์วิกตอเรีย และ แอลเบิร์ต นอกจากพระพุทธรูปทองคำแล้ว ยังมี พระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเก็บรักษาไว้ในตู้กระจก อยู่ใกล้ๆ กับวิหารพระทองคำ และด้านซ้ายมื้อจะมี รูปปั้น นัต หรือ เทพทันใจ ซึ่งชาวมอญ และพม่านิยมมากราบไหว้บูชา ด้วยเชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจ
วิธีการสักการะรูปปั้นเทพทันใจ (นัต) เพื่อขอสิ่งใดแล้วสมตามความปราถนาก็ ให้เอาดอกไม้ ผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าวอ่อน กล้วย หรือผลไม้อื่นๆมาสักการะ นัตโบโบยี จะชอบมาก จากนั้นก็ให้เอาเงินจะเป็นดอลล่า บาท หรือจ๊าด ก็ได้
แล้วเอาไปใส่มือของนัต สัก 2 ใบ ไหว้ขอพร แล้วดึกกลับมา 1 ใบ เอามาเก็บรักษาไว้ จากนั้นก็เอาหน้าผากไปแตะกับนิ้วชี้ของนัตโบโบยี แค่นี้ท่านก็จะสมตามความปราถนาที่ขอไว้ครับ

KYAIKHTIYO PAGODA

พระธาตุอินทร์แขวน

สถานที่ตั้ง พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ที่เมืองไจ้ก์โถ่ อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญของประเทศพม่า บนยอดเขา PAUNG LAUNG เหนือระดับ น้ำทะเล 3,615 ฟุต ลักษณะเด่นของพระธาตุอินทร์แขวนคือ มีลักษณะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่ เหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลกโดยไม่ตกลงมาอย่างเหลือเชื่อ พระธาตุอินทร์แขวนนับเป็น 1ใน 5 มหาบูชาสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่าต้องไปสักการะ และตามความเชื่อล้านนาเชื่อว่าเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีจอ
ไจ้ก์ทิโย ในภาษามอญ หมายความว่า หินรูปหัวฤๅษี โดยมีตำนานเล่าขานกันในสมัยพุทธกาล
ตำนานแรกเล่าว่า ฤาษีติสสะผู้หนึ่งได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้มอบให้ไว้เป็นตัวแทนพระพุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ แต่ว่าฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม พอเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขาร โดยมีความตั้งใจจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของตน จึงให้พระอินทร์ช่วยหาก้อนหินที่มีลักษณะเหมือนกับศีรษะ ซึ่งได้มาจากใต้ท้องมหาสมุทร และก็ให้พระอินทร์นำมาวางหรือแขวนไว้บนภูเขาหิน จึงเป็นที่มาของชื่อ ” พระธาตุอินทร์แขวน ” แต่ชาวพม่าและชาวมอญจะเรียกพระธาตุอินทร์แขวนว่า ” ไจก์ทิโย ” ซึ่งเป็นภาษามอญ หมายถึง เจดีย์บนหินที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะฤๅษี
อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า มีฤๅษีองค์หนึ่งซ่อนพระเกศาที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้นมาโปรดสัตว์ในถ้ำไว้ในมวยผมมาเป็นเวลานาน เมื่อใกล้ถึงวาระที่จะต้องละสังขารจึงตัดสินใจมอบพระเกศาให้กับพระเจ้าติสสะ กษัตริย์ผู้ครองนครแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของลูกศิษย์ที่นำมาฝากให้ฤๅษีช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก แต่ก่อนอื่นพระเจ้าติสสะต้องหาก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายศีรษะของฤๅษี โดยมีพระอินทร์เป็นผู้ช่วยค้นหาจากใต้สมุทรนำมาวางไว้ที่หน้าผา
เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน
เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน เป็นนวนิยายขนาดสั้น ของมาลา คำจันทร์ ได้รับรางวัลซีไรต์
เนื้อเรื่องโดยย่อ
เปิดตัว ที่ปี พ.ศ. 2461 เจ้าจันท์เป็นเจ้าหญิงล้านนาคนงาม เธอต้องเดินทางไปบูชาพระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดที่อยู่ในเขตพม่าใกล้เมืองเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจว่าจะตัดผมหอมบูชาพระธาตุ ตำนานเล่าว่าผู้ใดที่ปูผมลอดพระธาตุได้ จะสมหวังในสิ่งใดก็ตามที่ตั้งใจไว้และสำหรับเจ้าจันท์แล้ว เธอกำลังต้องการให้ความหวังที่มีอยู่เป็นความจริง
การเดินทางไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวนนั้น ก็ต้องใช้เงินและบริวาลในการเดินทางซึ่งเดินทางกันเป็นแรมปี โดยพ่อเลี้ยงได้ให้สัจจะว่าหากเจ้าจันท์ปูผมหอมลอดพระธาตุได้ เขายินดีจะให้เจ้าจันท์แต่งงานกับชายคนรัก แต่ถ้าหากว่าเส้นผมเจ้าจันท์ลอดพระธาตุไม่ได้ ก็ต้องแต่งานกับเขา
เจ้าจันท์เดินทางไปกับบริวารและพ่อเลี้ยง ผู้ที่พ่อและแม่ของเจ้าจันท์เห็นว่าเจ้าจันท์ควรแต่งงานด้วย แต่เจ้าจันท์มีเจ้าพี่อินทะเป็นคนรักอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าอินทะเป็นคนจน รูปหล่อและแต่งโคลงกลอนได้หวานจับใจ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างพ่อเลี้ยงกับเจ้าพี่อินทะ พ่อเลี้ยงเป็นแค่คนรว แต่ประมาณว่ารูปชั่วตัวดำ ซึ่งไม่เป็นที่ต้องใจของเจ้าจันท์นัก
การเดินทางไปไหว้พระธาตุพระธาตุในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องตัดสินชีวิตและหัวใจของเจ้าจันท์ ที่จะได้พิสูจน์หัวใจตนเองและได้รู้จักน้ำใจพ่อเลี้ยงที่แม้จะรักเธอเพียงใด…..

BAGO

ประวัติศาสตร์เมืองหงสาวดี

หงสาวดี (HANSAWADEE) หรือ บะโค เมืองหลวงเก่าแก่ของอาณาจักรมอญโบราณ ที่มีอายุมากกว่า 400 ปี
ภาษาอังกฤษ เรียกว่า “ BAGO ” หรือ “ PEGU ” ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของสหภาพพม่ามาก่อน ตั้งอยู่ใกล้เมืองเมาะตะมะ ทางตอนใต้ของประเทศพม่า
หงสาวดี (Hansawadee) หรือ บะโค เมืองหลวงเก่าแก่ของอาณาจักรมอญโบราณ ที่มีอายุมากกว่า 400 ปี
อยู่ห่างจากย่างกุ้ง ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง
เรียกตามชื่อแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองนี้ไปบรรจบแม่น้ำอิรวดีที่เมืองย่างกุ้ง สาเหตุที่เรียกว่า “เมืองหงสาวดี” เพราะตำนานเล่าว่า เมืองนี้
เป็นเมืองริมทะเล เป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ มีหงส์ตัวผู้มาเกาะอยู่ที่นั่นก่อน แต่เนื่องจากที่เล็กมากจนไม่ม่ให้หงส์ตัวเมียเกาะ หงส์ตัวเมีย
จึงบินขึ้นไปเกาะอยู่บนหลังตัวผู้ จึงเรียกกันต่อว่า เมืองหงสาวดี และ พระพุทธเจ้าได้ทำนายไว่ว่า ต่อไปที่ตรงนี้จะเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่
และเป็นศุนย์กลางสำคัญในการเผยแผ่พุทธศาสนาสืบต่อไป เมืองหงสาวดีนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวมอญมาแต่ดั้งเดิม เป็นศูนย์กลาง
สำคัญของอาณาจักรมอญ มีพระเจ้าแผ่นดินองค์สำคัฐหลายองค์ เช่น พระเจ้าราชาธิราช ครองราชราวปี พ.ศ.1900 เศษ
พระเจ้าแผ่นดินที่สำคัญอีกพระองค์หนึ่งคือ พระเจ้าธรรมเจดีย์ ได้ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนามาก โดยรับอิทธิพลจากลังกาใน
ลัทธิเถรวาท ครองราชราว ปี พ.ศ.2000 ซึ่งต่อมาพระเจ้าแผ่นดินพม่าชื่อว่า “ตะเบงชเวตี้” ตีเมืองหงสาวดีแตกได้ฆ่าชาวมอญล้มตาย
เป็นจำนวนมาก และต่อมา บุเรงนอง พี่เขยของตะเบงชเวตี้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อมา บุเรงนองได้ย้ายเมืองหลวงของพม่า มา
อยุ่ที่เมืองหงสาวดี จึงกลายเป็นราชธานีของพม่ามาตั้งแต่คราวนั้น ต่อมาสิ้นสุดลงในยุคของ บุเรงนอง พม่าเริ่มอ่อนแอลง มอญเข้มแข็งขึ้นได้แยกตัวเป็นอิสระ และยกทัพขึ้นไปทางเหนือ สามารถตีกรุงอังวะราชานีของพม่าได้
ต่อมาไม่นานมีนายพรานผู้หนึ่งชื่อ “อลองพญา” เป้นหัวหน้าหมู่บ้านมีผู้นับถือมากมาย ได้ตั้งตัวแข็งข้อไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจมอญ
มอญได้ส่งกองทัพไปปราบแต่ไม่สำเร็จพ่ายแพ้ทุกครั้ง ชาวพม่าจึงได้เข้ามาสมัครเป็นพรรคพวกมากขึ้นจนตั้งเป็นกองทัพใหญ่ และยก
ลงมาตีเมืองหงสาวดีของมอญได้ ต่อจากนั้นที่อังกฤษสามารถรบชนะพม่าได้ที่เมือง มัณฑะเลย์ จึงได้ใช้ ย่างกุ้ง เป็นเมืองหลวง ส่วน
มอญยังคงถือว่าเป็นเมืองหงสาวดีเป็นเมืองสำคัญ ต่อมา
สัญลักษณ์ของเมืองหงสาวดี
ตำนานหงส์คู่ หงส์ตัวบนเป็นหงส์ตัวเมีย ส่วนตัวล่างเป็นตัวผู้ เพราะเรื่องนี้มีตำนานที่จารึกไว้เป็นภาษามอญว่า …เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงยังดินแดนแห่งนี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นหงส์ทอง 2 ตัวเล่นน้ำอยู่ จึงได้ทำนายว่า ในภายภาคหน้าเมืองนี้จะกลายเป็นมหานครขึ้น ชื่อว่า ” เมืองหงสาวดี ” หลังจากนั้นดินแดนที่มีหงส์ทอง 2 ตัวลงเล่นน้ำก็ได้กลายเป็นมหานครและเป็นราชธานีในเวลาต่อมา และได้มีการแต่งเติมเรื่องราวเกี่ยวกับหงส์ทอง 2 ตัวเพิ่มขึ้นโดยเล่าว่าหงส์ที่บินมาเกาะอยู่เหนือพื้นดินผืนเล็กๆ ในทะเล ผืนดินแผ่นนี้เล็กจนกระทั่งตัวเมียไม่มีที่เกาะ และต้องมาเกาะอยู่บนหลังของหงส์ตัวผู้ เดิมทีหงสาวดี ถือเป็นศูนย์กลางทางด้านต่างๆ อันสำคัญของชาวมอญ ต่อมาพวกพม่า ก็ได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือเมืองหงสาวดี ในปี พ.ศ. 2082 และพัฒนาเมืองให้กลายเป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรือง หลังจากนั้นก็กลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของชนชาติมอญอีกครั้ง แต่ในปี พ.ศ. 2300
เมืองพะโคหรือหงสาวดี ก็ต้องถูกรุกรานทำลายอีกครั้ง ในสมัยของพระเจ้าอลองพญา ก่อนที่จะถูกพม่ายึดครองได้อย่างเบ็ดเสร็จ หงสาวดีวันนี้ เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของพม่า ที่มีสภาพของตึกรามบ้านเรือนร้านต่างๆ ไม่แตกต่างจากเมืองใหญ่อื่นในพม่า โดยในหลายพื้นที่ของเมืองนี้ มีรถม้าไว้คอยบริการผู้โดยสาร ซึ่งถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่ง
หงสาวดี เมืองแห่งตำนานหงส์คู หงสาวดี หรือที่คนพม่าเรียกว่าเมือง “พะโค” เมืองนี้มีสัญลักษณ์เป็นหงส์คู่
(ตัวผู้อยู่ล่างตัวเมียอยู่บน) ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง
แหล่งท่องเที่ยวเมืองหงสาวดี
เมืองหงสาวดี มีโบราณสถานที่สำคัญได้แก่ พระเจดีย์ชเวมอดอว์ (พระธาตุมุเตา) : พระราชวังบุเรงนอง : พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว : พระเจดีย์ไจ๊ปุ่น
ปัจจุบัน หงสาวดีเป็นเมืองที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศพม่าด้วยความที่เป็นเมืองท่องเที่ยว มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และศิลปะ วัฒนธรรม

การเดินทาง

หงสาวดี อยู่ห่างจากย่างกุ้ง ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ก็มาถึงเมืองเก่าแก่ที่สำคัญกับประวัติศาสตร์ไทยเรา

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

SHWETHALYAUNG BUDDHA

พระพุทธไสยาสน์ ชเวตาเลียว

องค์พระนอนประดับมุข ลงรักษ์อย่างงดงามมาก ขนาดใหญ่มาก ยาว 54 เมตร
(แต่ยังเป็นรอง พระพุทธไสยาสน์เจ๊าทัตจี Kyauk Htat Gyi ที่ย่างกุ้ง)
เป็นพระนอนที่งดงามที่สุดในพม่า มีพระพักต์รอยยิ้มแสดงถึงความเมตตา
ตามประวัติไม่มีใครทราบว่าผู้ใดเป็นคนสร้าง เมื่อครั้งอังกฤษเข้ามาปกครองประเทศพม่า และได้ดำเนินการสร้างทางรถไฟ ผ่านมาจน
ได้พบ พระนอนชเวตาเลียว ในป่ารกมีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น ชำรุดทรุดโทรมมาก ได้มีการบูรณะขั้นมาใหม่อย่างงดงาม ในสมัย
หลังไม่นานมานี้ พร้อมทั้งสร้างหลังคาคลุมเป็นโครงเหล็ก ไม่สวยงามเลย แต่เพื่อไม่ให้ถูกแดดถูกฝนจนทรุดโทรมเร็วเหมือนแต่ก่อน
จะเห็นชาวพม่ามานั่งสวดมนต์ ถือลูกประคำกันมาก บ้างก็นั่งสมาธิ ไม่สนใจผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา เราควรนั่งกราบ 3 ครั้ง และ
ประทักษิณเวียนขวา 3 รอบ แล้วทำบุญในกล่องบริจาคตามศรัทธา ซึ่งมีอยุ่มากกว่า 30 ตู้
ด้านหน้าพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ จะมีร้านค้าของชาวหงสาวดี ขายของแปลกๆ เช่น ไม้แกะสลัก ไม้จันทน์หอม ผ้าพิมพ์เป็นรูป
ภาพต่างๆ เครื่องเขิน เครื่องเงิน หลังจากที่พระเจ้าอลองพญาทรงปราบมอญราบคาบ เมืองหงสาวดีก็ถูกทิ้งร้าง พระพุทธไสยาสน์ไม่ได้รับการดูแลจนกลายเป็นกองอิฐจมอยู่ในโคกดิน จนถึงปี พ.ศ.2424 เมื่ออังกฤษสร้างทางรถไฟสายพม่า จึงขุดพบพระนอนองค์นี้ จากนั้นปี พ.ศ.2491 หลังจากพม่าได้รับเอกราช ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างจริงจัง และได้ทาสีและปิดทองลงชาดใหม่ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

KYAIK PUN PAGODA

วัดไจปุน

ตามประวัติสร้างในสมัย ” พระเจ้าหงสาวดี ” เมื่อราว 200 ปีมาแล้ว ครั้งที่หงสาวดีเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรมอญ
โดยพระราชธิดาทั้ง 4 องค์ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อกันและกันว่า จะรักกันและอุทิศตนเป็นอุบาสิกาอุปถัมพระพุทธศาสนาตลอดไป โดยจะไม่อภิเษกสมรสจึงได้สร้างพระพุทธรูป 4 องค์ นั่งหันหลังชนกัน ณ วัดไจปุน ต่อมาพระธิดาองค์สุดท้องได้ผิดสัญญา พระพุทธรูปองค์หนึ่งได้เกิดปฏิหารพังทลายลงมา พระนั่ง 4 ทิศ (เหมือนพระ 4 อิริยาบถ ที่กำแพงเพชร) พระพุทธรูปปรางมารวิชัยทั้ง 4 ทิศ รวม 4 องค์ ศิลปะมอญ ใบหน้าเป็นรูปไข่ คิ้งโก่ง ห่มจีวรเฉียง จีวรมีริ้ว ปลายสังฆาฏิเป็นริ้วระบายซ้อนทับกันลงมา ประกอบด้วย
1. องค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า (หันพระพักต์ไปทางทิศเหนือ) กับพระพุทธเจ้าในอดีต 3 พระองค์ คือ
2. พระพุทธเจ้าโกนาคมน์ (ทิศใต้)
3. พระพุทธเจ้ากกุสันธ (ทิศตะวันออก)
4. พระพุทธเจ้ามหากัสสปะ (ทิศตะวันตก)
พระพุทธรูปองค์หันหน้าไปทาง ทิศตะวันออก เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่ ทดแทนองค์ที่เกิดปาฏิหารพังทลายลงทมา สังเกตุที่พระพักต์ของพระพุทธรูปจะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบพม่า เพราะได้ซ่อมแซมขึ้นภายหลัง ต่างจากองค์อื่นๆ อีก 3 องค์ ที่มีพระพักต์เป็นรูปวงรี (รูปไข่) แบบมอญ ซึ่งเป็นองค์เดิมตั้งแต่แรกสร้าง

Ruin Palace of Bayinnaung the Great

พระราชวังบุเรงนอง

พระราชวังบายิงนอง หากพูดถึงกษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเมืองหงสาวดีก็เห็นจะไม่มีกษัตริย์พระองค์ไหนโดดเด่นเท่า พระเจ้าบุเรงนอง (หรือที่คนไทยรู้จักในดีจากวรรณกรรมเรื่อง “ ผู้ชนะสิบทิศ ” ) เพราะเป็นผู้สร้างเมืองหงสาวดีให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยพระองค์ได้สร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นในปี พ.ศ. 2109 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางทางการปกครองและใช้ออกว่าราชการ
ปี พ.ศ. 2142 ในสมัย พระเจ้านันทบุเรง พระราชวังบุเรงนองได้ถูกทำลายด้วยฝีมือของพวกยะไข่กับตองอู ทิ้งให้พระราชวังแห่งนี้รกร้างลงเป็นเวลาร่วม 3 ศตวรรษ ซึ่งพระราชวังเดิมนั้นเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และถูกจับเป็นตัวประกันอีกด้วย
ในปี พ.ศ. 2533 มีการค้นพบเสา และกำแพงเดิม ที่ถูกฝังอยู่ในดิน รัฐบาลพม่าจึงได้ทำการขุดค้น และสร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยถอดแบบจากของเดิม ซึ่งบางส่วนได้สร้างแล้วเสร็จไป ส่วนอีกบางส่วนก็กำลังรอทุนในการก่อสร้างอยู่ โดยส่วนที่สร้างเสร็จ และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ก็มี พระตำหนักที่ประทับบรรทมสีทองเหลืองอร่าม ที่ดูโดดเด่นชวนมอง ในรูปแบบสถาปัตยกรรมพม่า และ ท้องพระโรงที่ใช้ออกว่าการ ก็ดูโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรรมพม่าสีทองเหลืองอร่าม ทั้งภายนอก และภายใน ซึ่งในอนาคตที่นี่ จะใช้เป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติเมืองหงสาวดี และพระราชวังบุเรงนองอันสำคัญ ในขณะที่ปัจจุบันเป็นโถงโล่งๆมีราชรถจำลอง โมเดลของพระราชวัง และบานประตูไม้สักขนาดใหญ่ของพระราชวังเดิมวางไว้ให้ชม

SHWE MAWMAW PAGODA

มหาเจดีย์ชเวมอดอร์ (พระธาตุมุเตา)

มหาเจดีย์ชเวมอดอร์ หรือที่เราเรียกกันว่า พระธาตุมุเตา ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี พระเจดีย์องค์นี้ถือว่ามีความโดดเด่นในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า และยังเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสูงสุดของชาวพม่า นอกจากนี้มหาเจดีย์ชเวมอดอ ยังเคยผ่านการพังทลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยแผ่นดินไหวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ก.ค. พ.ศ. 2473 ได้ทำให้ปลียอดของเจดีย์องค์นี้หักพังลงมา แต่ว่าด้วยความศรัทธาที่ชาวเมืองมีต่อเจดีย์องค์นี้ พวกเขาได้ทำการสร้างเจดีย์ชเวมอดอขึ้นมาใหม่ในปีพ.ศ.2497 ด้วยความสูงถึง 374 ฟุต (ตอนแรกที่สร้างสูง 70 ฟุต) นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า ส่วนปลียอดที่พังลงมาก็ได้ตั้งไหว้ที่มุมหนึ่งขององค์เจดีย์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาควบคู่ไปกับเจดีย์องค์ปัจจุบัน
สำหรับความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเจดีย์ชเวมอดอก็คือ เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะแบบมอญอย่างเด่นชัด คือมีฉัตรแบบเรียบๆและมีองค์ระฆังของเจดีย์มีลักษณะแคบเรียว ภายนอกหุ้มด้วยทองจังโก้ ภายในเป็นอิฐกลวง แตกต่างจากเจดีย์ชเวดากองที่เป็นเจดีย์แบบพม่า (อย่างชัดเจน)
ส่วนบริเวณรอบๆองค์เจดีย์ก็มีพระพุทธรูปหลายองค์ให้กราบไหว้ มีอาคารสถาปัตยกรรมพม่าผสมตะวันตกให้เดิน นอกจากนี้ที่ด้านหนึ่งของเจดีย์ยังมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆเก็บโบราณวัตถุต่างๆให้ชม

วัดไจ๊คะวาย

เพื่อทำบุญใส่บาตรข้าวสวยแด่ภิกษุ สามเณร จำนวน 1200 รูป
(สิ่งที่ทางวัดต้องการ คือ ถ้วย ชาม สำหรับใส่อาหาร สมุด และ เครื่องเขียน สำหรับการศึกษาของ ภิกษุ สามเณร)
สถานที่แห่งนี้เป็นโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนานักธรรมชั้นตรี โท และเอก

พระมหาเซดี (พระมห-เจดีย์)

ได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2103 โดยพระเจ้าบุเรงนอง (พระเจ้าบะยินเนาน์ ตามภาษาพม่า) เพื่อบรรจุพระทันตธาตุของ
พระพุทธเจ้าเพื่อเสริมบารมี น่าเสียดายที่ปัจจุบันพระทันตธาติได้ถูกย้ายไปประดิษฐานที่เมืองอังวะ เมื่อครั้งย้ายเมืองหลวง

Mandalay

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

Mandalay Palace

พระราชวังมัณฑะเลย์mandalay-palace

เมืองมัณฑะเลย์ : ปัจจุบันนี้มีฐานะเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของพม่ารองจาก ย่างกุ้ง และเป็น ราชธานีสุดท้าย ของราชวงศ์พม่า ก่อนที่ระบอบกษัตริย์ จะถูกโค่นล้มลง และก่อนจะตกเป็นเมืองขึ้น ของอังกฤษ

ก่อนเสียกรุงศรีครั้งที่ 2 : พระเจ้าอลองพญา ส่งกองทัพมารุกราน กรุงศรีอยุธยา แต่เกิดเหตุ ปืนใหญ่ระเบิด สิ้นพระชนม์ จนต้อง ยกทัพกลับไป จนกระทั่ง พระเจ้ามังระ แห่งกรุงอังวะ ได้ยกทัพใหญ่มาตีครั้งใหม กรุงศรีอยุธยา ทำให้เราต้องเสียกรุงครั้งที่ 2

หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2310 หลังจากนั้นเพียง 57 ปี ในปีพ.ศ. 2367 กองทัพอังกฤษ ยกทัพเรือ ล่องขึ้นม ตามอิระวดี เข้ายึดพม่า จากทางตอนใต้ บุกขึ้นสู่ภาคเหนือ ของประเทศพม่า จากเมืองหลวง กรุงอังวะ พม่าย้ายเมือง มาเป็น ตั้งเมืองหลวงที่ เมืองอมรปุระ สงครามระหว่าง อังกฤษกับพม่า ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ พม่ารบแพ้อังกฤษ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า…. สงครามที่พม่า เหมือนจะไม่ มีทางชนะ พระเจ้ามินดง ย้ายเมืองหลวงอีกครั้ง จากเมือง อมรปุระ ย้ายมาสู่ เมืองมัณฑะเลย์ เพื่อเป็นการ ถือฤกษ ์เอาชัย แก้เคล็ดว่า จะสามารถชนะกองทัพอังกฤษได้ ราชวงศ์สุดท้าย ก็ถึงกาลอวสาน

มัณฑะเลย์ ราชธานีสุดท้ายของพม่า

หลังจากที่ พระเจ้ามินดง มาก่อสร้าง พระราชวังมัณฑะเลย์ แค่ 28 ปี อังกฤษ ก็ตีเมืองมัณฑะเลย์แตกใน ปี พ.ศ. 2367 พระเจ้าธีบอ ซึ่งโอรสของ พระเจ้ามินดง จึงเป็นกษัตริย์ องค์สุดท้ายของพม่า และถูกส่งไปอินเดีย และเชื่อกันว่า ถูกประหารที่นั่น โดยไม่ได้ กลับพม่าอีกเลย สมบัติทุกชิ้น ถูกอังกฤษ ขนเอาไป ไม่เว้นแม้แต่ ราชบัลลังก์นกยูง สัญลักษณ ์แห่งราชวงศ์ และพระที่นั่งสิงหนาท ในท้องพระโรงใหญ่ ที่เป็นทองคำ ประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม อัญมณี อันมหาศาล ก็ถูกขนไป ไว้ที่ประเทศอังกฤษ

mandalay01

อวสานพระราชวังมัณฑะเลย

พระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวัง ที่ส่วนใหญ่ ก่อสร้างด้วยไม้สัก ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง ของเอเชีย ในสมัย สงครามมหาบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) วันที่ 20 มีนาคม 2488 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร โดยกองทัพอังกฤษ ได้ทิ้งระเบิด จำนวนมากมาย ถล่ม พระราชวังมัณฑะเลย ของประพม่า จนไฟลุกไหม้เป็นจุล ด้วยเหตุผลว่า พระราชวังน ี้เป็นแหล่งซ่องสุมกำลัง ของกองทัพญี่ปุ่น พระราชวังมัณฑะเลย ์ซึ่งเป็น พระราชวังไม้สัก ก็ถูกไฟไหม้เป็นจุล เผาราบเป็นหน้ากลอง หลงเหลือก็แต่ ป้อมปราการ และ คูน้ำ รอบพระราชวัง

ปัจจุปัน พระราชวังที่เห็นอย ู่เป็นพระราชวัง ที่รัฐบาลพม่าได้จำลองรูปแบบ ของพระราชวังของเก่าขึ้นมาใหม่

palace

พระมหามุนี แห่งวัดยะไข่ มัณฑะเลย์

มหาเจดีย์สถาน 1 ใน 5 แห่ง ในประเทศพม่า

Maha Muni Pagoda

พระมหามุนีm000529

มหาเจดีย์สถาน 1 ใน 5 แห่ง ในประเทศพม่า พระมหามุนี แห่งวัดยะไข่ มัณฑะเลย์ เป็นพระพุทธรูปสำริด ทรงเครื่อง แบบกษัตริย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 เมตร เป็นที่ยอมรับกันว่า มีพุทธลักษณะ งดงามที่สุดองค์หนึ่ง” มหามุนี ” แปลว่า ” มหาปราชญ์ “ หล่อขึ้น ราว พ.ศ.688 โดยชาวยะไข่ ชนกลุ่มน้อย ในรัฐอาระกัน ทางทิศตะวันตกสุดของพม่า ติดกับ บังคลาเทศ ต่อมา เมื่อพระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่า ยกทัพไปตี เมืองยะไข่ได้ จึงโปรดให้ชะลอพระพุทธรูปองค์นี้ มาประดิษฐาน ที่เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อ 200 ปีมาแล้ว อุโบสถ ที่ประดิษฐาน พระมหามุนี สร้างโดย พระเจ้าโบดอพญา

325285mahamuni-2 มีตำนานเล่ากันว่า พระพุทธเจ้า ทรงประทานลมหายใจ ให้พระมหามุนี เป็นตัวแทน สืบทอดศาสนา จึงเชื่อกันว่า พระพุทธรูป ศักดิ์สิทธิ์องค์น ี้มีลมหายใจจริง จึงต้องมี พิธีล้างพระพักตร์ ให้ทุกเช้ามืดของทุกวัน เหมือนคนปกติธรรมดา ที่ต้อ งล้างหน้า ทุกเช้า ซึ่งพิธีน ี้ก็ยังคงดำรงอยู่ มาตราบจนปัจจุบัน

U-Bein Bridge

สะพานอูเป็ง194u-bein-bridge3

อยู่ห่างจาก วัดมหากัณฑะประมาณ 10 นาที สะพานแห่งนี้ สร้างโดย ข้าราชการผู้ใหญ่ ชื่อว่า ” อูเป็ง ” ในสมัย ” พระเจ้า โบดอพญา ” อายุราว 140 ปี เป็นสะพานไม้สัก ยาวกว่า 1 ก.ม. สร้างข้าม ทะเลสาบเตาง์ตะมัน (Toungthamon) ไปสู่ วัดจอกตอจี (Kyauk Tawgyi) ซึ่งเจดีย์สร้าง ตามแบบเจดีย์วัดอานันดา ในพุกาม สีขาวอยู่บนพื้นเตี้ย มีนรสิงห์ (มนุษย์ครึ่งคนครึ่งสิงห์) รวม 12 ตน อยู่โดยรอบ เพื่อปกป้องอันตรายทั้งปวง และ มีจิตกรรมฝาผนังแบบเฟรสโก (Fresco) ที่ลือชื่อ ในความงาม เป็นเงาสะท้อน เกี่ยวกับศาสนาพุทธ และ จักรวาล ของคนพม่าในอดีต

Sunset U-Bein Bridgeu-bein-bridge-23

Mahagandha Temple

วัดมหากัณฑะ

ตั้งอยู่ ริมแม่น้ำอิระวดี มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก มีภิษุ สามเณร จำพรรษาอยุ่ เป็นจำนวนมากที่สุด ในพม่า ทั้งหมด ประมาณ 1500 รูป

Zegyo Market

ตลาดเซโฉ่

เปิดตั้งแต่เช้า ถึงเย็น เป็นตลาดที่ดีที่สุด อยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัยของชาวจีน และชาวอินเดีย บริเวณถนนสาย 84 ตัด ระหว่าง ถนนสาย 26 กับ 28 มีสินค้ามากมาย แทบทุกชนิดจำหน่าย

BAGAN

พุกาม

สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ

Shwezigon Pagoda

มหาเจดีย์ชเวซิกอง168982-shwezigon-pagoda-2

เป็น มหาเจดีย์สถาน 1 ใน 5 แห่ง ในประเทศพม่า มี มหาสถูปสูงถึง 60 เมตร สร้างอยู่บนแผ่นดิน ไม่มีเนินเขา หนุนให้สูง สร้างโดย พระเจ้า ” อนุรุทธมหาราช ” เป็นแบบ องค์ระฆังหัวคว่ำ ปากผาย มีลวดลายปูนปั้น ประดับอยู่ 3 แถว ตั้งอยู่บนฐานเขียงย่อ มุมไม้ 20 (ย่อมุมละ 5 มุม) ถัดลงมา เป็นฐานทักษิณ สี่เหลี่ยมย่อเก็จ อีก 3 ชั้น มีเจดีย์ขนาดเล็กย่อส่วน แบบพระธาตุ เป็นบริวาร อยู่บนฐานทักษิณ ทั้ง 4 มุม ยอดพระธาตุ ตอนที่ต่อจากองค์ระฆัง ขึ้นไปไม่มีบัลลังก ์เหมือนอย่างสถูปของอินเดีย หรือลังกา แต่ได ้เอาปล้องไฉน กับส่วนบน ขององค์ระฆังมาเลย ปล้องไฉน เป็นลักษณะคล้ายกับ ระบายฉัตรซ้อนกันลดขนาด ขึ้นไป 5 ชั้น ต่อจากปล้องไฉนขึ้นไปทำเป็นบัวคว่ำ บัวหงาย แล้วถึงปลี เป็นรูปทรงอย่างสั้น ของฉัตรโลหะ ที่มีบนยอด ส่วนบน ลานรอบฐานทักษิณ ประดับด้วยต้นไม้ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ใบทำด้วย โลหะปิดทองบ้าง เงินบ้าง ตั้งอยู่บนฐานปูน ที่อยู่ราบรอบ วิหารบูชา วิหารทิศ ต่อออกมา มีลาน และมีคลัง กับศาลาราย ตั้งอยู่ริมกำแพงทุกด้าน พระพุทธรูปยืน 4 องค์ เป็น ศิลปอินเดีย สมัยปาละ ประดิษฐาน อยู่ในวิหารทิศ วิหารละองค์ สูงประมาณ 5 ศอก เป็นพระพุทธรูปหล่อ ปิดทอง ตั้งเป็นประธาน อยู่ในวิหารทิศ หอผีนัต เป็นวิหาร ยาวประมาณ 4 ห้อง ตรงกลาง มีฐานชุกชียาวตลอดหลัง ตั้งรูปของ เจ้าผีนัตไว้ ครบจำนวนทั้ง 37 ตน พระพุทธรูปหินอ่อนสีขาว ศิลปะแบบพม่า ประดิษฐาน อยู่ทางด้านหน้าศาลา พระบรมสารีริกธาตุ ภายใน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้หลายส่วน เช่น พระนลาฎ (หน้าผาก) พระอุรังคธาตุ (กระดูกไหปลาร้า) และ พระเกศาธาติ (เส้นผม)

Anada Temple

วัดอนันดาananda01

สร้างโดย ” พระเจ้าจันสิทธะ” ในปี พ.ศ.1634เป็นวัดที่มีวิหารใหญ่ที่สุด ในพุกาม มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส มีมุขเด็จ ยื่นออกไปทั้ง 4 ด้านแผนผังเหมือนไม้กางเขนแบบกรีก ซึ่งต่อมาเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมพม่า ในยุคต้นของพุกาม พระพุทธรุปยืน 4 องค์ ขนาดสูงประมาณ 9 เมตร ประดิษฐาน เป็นพระประธานอยู่ในซุ้มคูหาด้านละ 1 องค์ ทั้ง 4 ด้าน สิ่งที่น่าทึ่งใน วิหารอานันดา คือ ช่างได้ทำช่องส่งแสงสว่างเข้าไปในวิหาร เฉพาะ ให้ตรงองค์พระประธาน (เช่นเดียวกับ วิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตะ จ.พิษณุโลก) พระพุทธรูปประจำทิศ เหมือนมีชีวิตจริง พระโอษฐ์ยิ้มได้ เมื่อเรายืนมองท่านอยู่ไกลๆ แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆพระโอษฐ์จะบึ้งดูขรึมน่ากลัว

พระพุทธรุปยืน ขนาดสูงประมาณ 9 เมตร ภายในวัดอนันดาananda34

That Byin Nyu Temple

วิหารสัพพัญญูthat05

เป็นวิหารที่สร้างมาแล้ว 850 ปีเศษ ก่อนสมัยกรุงสุโขทัย สร้างโดย ” พระเจ้าอลองสิทธู” ครองราช ต่อจาก พระเจ้าจันสิทธะ สร้างเลียนแบบ วัดในอินเดีย เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มี 5 ชั้น มีมุขเดียว กว้างด้านละ 180 ฟุต สูงถึงยอด 201 ฟุต ถือเป็น วิหารที่สูงที่สุด ในเมืองพุกาม ตัวอาคารเป็น 2 ตอนซ้อนกัน ตอนล่างเป็นพื้น 2 ชั้น ชั้นล่าง เป็นที่สำหรับคฤหัสพัก ชั้นที่ 2 เป็นที่สำหรับพระสงฆ์ ชั้นที่ 3 มีมณฑป มีมุขด้านหน้า ประดิษฐาน พระพุทธรูปปรางมารวิชัย หน้าตัก 3 ศอก บนฐานชุกชี เป็นพระประธานของวัด เป็นพระพุทธ รูปปั้นปิดทอง ชั้น 4 เก็บพระไตรปิฎกชั้น 5 ประดิษฐาน พระบรมธาตุ ชมพระอาทิตย์ตกดิน สถานที่แรก บนฐานทักษิณชั้นบนสุด ของวิหารวัดสัพพัญญู อันเป็นวิหารที่สูงที่สุดในพุกาม อีกแห่งหนึ่งคือ ริมฝั่งแม่น้ำอิระวด เหนือลานเจดีย์ดอกบัวตูม แห่งวัดบูพระยา (Buphaya)

Htilominlo Temple

วัดติโลมินโลdhamma02

สร้างในสมัย ” พระเจ้านรปติสิทธู ” พ.ศ. 1716-1753 รูปทรงเจดีย์ เป็นมณฑป รูปสี่เหลี่ยมก่ออิฐทึบ ฐานปูน มีลวดลายปูนปั้น ประดับอยู่มากมาย มีซุ้มจรนำ ยื่นออกมา ตรงประตูด้านหน้า “ทางเข้า ซึ่งมีทางเดียว” ไม่มีหน้าต่าง ภายใน มีพระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปะแบบพม่า ปางมารวิชัยขัดสมาธิ ราบขนาดกลาง ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง

พระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปะแบบพม่า ปางมารวิชัยขัดสมาธิ gilded-buddha

Dhammayangyi Temple

วัดธรรมยางจีhtilominlo

เป็นวิหารขนาดใหญ่ สวยงาม เป็นอิฐสีแดงเข้มทั้งหลัง สร้างโดย ” พระเจ้านรธุ ” (Narathu) ในปี พ.ศ.1706บางครั้ง เรียกว่า ” กาลักษามิน” (Kalagya Min) อันมี ความหมายว่า วิหารแห่งกษัติย์ ผู้ถูกฆ่าโดยพวกกาลา วิหารแห่งนี้ สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ หรือบางครั้ง ถูกเรียกว่า วิหารสร้างไม่เสร็จ (Temple Never Completed)

mingalazedi-c-awfulsara1

SYRIEM

สิเรียม

สิเรียม เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำหงสา และแม่น้ำย่างกุ้ง ซึ่งในอดีตเมืองนี้เป็นเมืองท่าสำคัญในการเดินเรือของชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเมืองสิเรียมเป็นเมืองอุตสาหกรรม ชาวเมืองส่วนใหญ่ทำงานในโรงกลั่นน้ำมันหรือไม่ก็เป็นลูกจ้างในโรงเบียร์ ประชากรส่วนมากเป็นชาวพม่าเชื้อชายอินเดีย เพราะในสมัยที่พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ สิเรียมเป็นศูนย์กลางของเมืองท่า และยังเป็นแหล่งผลิตอาหารส่งสู่กรุงย่างกุ้ง และอังกฤษต้องเกณฑ์แรงงาน
อินดียมาทำนา แล้วพากันมาปักหลักทำมาหากินกันจนถึงปัจจุบนี้

ประวัติศาสตร์เมืองสิเรียม

สิเรียม พื้นที่มีสภาพเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เป็นแหล่งอูข้าวอู่น้ำที่สำคัญ ทำให้เป็นที่หมายปองของชาวต่างชาติในยุคล่าอาณานิคม มีชาวโปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส และฮอนลันดาต่างก็แย่งกันขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้
หลังจากหมดยุคอันเกรียงไกรของอาณาจักรหงสาวดี สิ้นบุญพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่าผู้สืบราชบัลลังก์ ต่อจากบุเรงนอง คือ พระเจ้านันทบุเรง พระองค์ทรงอ่อนแอจนบรรดาประเทศราชประกาศแยกตัวเป็นอิสระ แม้กระทั่งกองทหารและชาวบ้าน ก็หลบลี้หนีหาย จนอาณาจักรหงสาวดีที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร แทบกลายเป็นเมืองร้าง กองทัพชาวยะไข่ จากรัฐอาระกัน ก็บุกเข้ามาปล้นสะดม แล้วเผาเมืองโดยง่าย พวกยะไข่ มีกองทัพที่เข้มแข็ง และยังมีทหารรับจ้าง
เป็นชาวโปรุเกสที่เชี่ยวชาญการรบ เมื่อครั้นเคลื่อนพลมาหงสาวดี ก็ตั้งกองทัพเรือที่เมืองสิเรียม ครั้นเสร็จศึกสงคราม
ก็ปูนบำเหน็จให้ทหารรับจ้างโปรตุเกสชื่อฟิลิป เดอ บริโต ยี นิโคเต เป็นเจ้าเมืองสิเรียม ตั้งแต่นั้นมาเมืองสิเรียมก็เป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลแทนหงสาวดี
ฟิลิป เดอ บริโต ยี นิโคเต ปกครองเมืองสิเรียม 13 ปี ได้ทำลายดินแดนพระพุทธศาสนา ยึดทรัพย์สินและบังคับให้ชาวเมืองสิเรียมเข้ารีตเป็นชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอริก ให้ทำลายรูปปั้นในศาสนาอื่น โดยเฉพาะวัดในพุทธศาสนา กอบโกยผลประโยชน์ทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเมืองสิเรียม จนพระเจ้าอนอคะเปตลุน กษัตริย์พม่า มาล้อมเมืองสิเรียม จับ เดอ บริโต เสียบประจานรับโทษทัณฑ์สูงสุดตามกบิลเมืองพม่าที่กำหนดไว้สำหรับผู้ที่ปล้นวัดวาอาราม ทนทุกข์ทรมานอยู่สามวันจึงตาย หลังจากการตายของเดอ บริโต เมืองสิเรียมตกอยู่ในอำนาจของพม่าบ้าง มอญบ้าง ไทยบ้างกระทั่ง พ.ศ.2428 พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 อังกฤษได้พัฒนาเมืองสิเรียมเป็นเมืองอุตสาหกรรมและแหล่งปลูกข้าวตราบจนปัจจุบัน

YE LE PAYA

เจดีย์เยเลพญา

burma1995_01089_t1

เจดีย์เยเลพญา หรือ เจดีย์กลางน้ำ ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยมีคหบดีชาวมอญเป็นผู้สร้างและยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่

burma1995_01096_t1

เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น
การเดินทาง เมืองสิเรียมอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งประมาณ 25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ถนนลาดยาง สภาพดีครับ

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: