Accomtour’s Weblog

เวียดนาม

Vietnam

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ขอมูลทั่วไปประเทศเวียตนาม

• อาณาเขต เวียดนามมีพื้นที่ประมาณ 327,500 ตารางกิโลเมตร ความยาวจากเหนือจรดใต้ 1,650 กิโลเมตร ขนานไปตามแนวยาวของคาบสมุทรอินโดจีน นอกจากนี้ยังมีไหล่เขาและหมู่เกาะต่างๆ อีกนับพันเกาะเรียงรายตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยไปจนถึงอ่าวไทย

ทิศเหนือ ติดกับ ประเทศจีน

ทิศใต้ ติดกับทะเลจีนใต้

ทิศตะวันออก ติดกับ อ่าวตังเกี๋ยและทะเลจีนใต้

ทิศตะวันตก ติดกับอ่าวไทย ประเทศกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

• ลักษณะภูมิอากาศ เนื่องจากแผ่นดินของเวียดนามมีความยาวมาก ทำให้ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยอาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

• ภาคเหนือ ภูมิประเทศเวียดนามประกอบด้วยภูเขาสูงมากมาย โดยเฉพาะเทือกเขาฟานสีปัน สูงถึง 3,143 เมตร สูงที่สุดในอินโดจีน มีแม่น้ำสายสำคัญคือ แม่น้ำกุง ซึ่งไหลไปบรรจบกับแม่น้ำแดงเป็นดินดอนสามเหลี่ยมที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูกและยังเป็นที่ตั้งของเมืองฮานอยอัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเวียตนาม มีที่ราบลุ่ม Cao Bang และ Vinh Yen ตลอดจนเกาะแก่งกว่า 3,000 เกาะ อ่าวฮาลอง และเนื่องจากพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตอากาศหนาว ซึ่งได้รับอิทธิพลกระแสลมแรงพัดจากขั้วโลก ทำให้มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น

• ภูมิอากาศในเขตภาคเหนือแบ่งออกได้เป็น 4 ฤดู

1.ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-เมษายน) มีฝนตกปรอยๆ และความชื้นสูง อุณหภูมิประมาณ 17 องศา – 23 องศา

2.ฤดูร้อน (พฤษภาคม-สิงหาคม) อากาศร้อนและมีฝน อุณหภูมิประมาณ 30 – 39 องศา เดือนที่ร้อนที่สุดคือเดือนมิถุนายน

3.ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) อุณหภูมิ 23 – 28 องศา

4.ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อากาศจะหนาวเย็นที่สุดในรอบปี คือ ประมาณ 7 – 20 องศา แต่ในบางครั้งอาจลดลงถึง 0 องศา เดือนที่อากาศหนาวที่สุดคือ มกราคม

• ภาคกลาง ภาคกลางของเวียตนามยังมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากมาย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงซึ่งเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ

• ภูมิอากาศในเขตภาคภาคกลาง 2 ฤดู

1.ฤดูฝน (พฤษภาคม-ตุลาคม) เดือนที่อากาศร้อนที่สุดคือ มิถุนายน-กรกฎาคม อุณหภูมิเกือบ 40 องศา

2.ฤดูแล้ง (ตุลาคม-เมษายน) เดือนที่อากาศเย็นที่สุด คือ มกราคม อุณหภูมิเกือบ 20 องศา

• ภาคใต้ แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของเวียตนามเป็นที่ราบสูง แต่ก็มีที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง หรือชื่อที่รู้จักคือ กู๋ลอง (Cuu Long) อันเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งเพาะปลูกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเวียตนาม และเป็นที่ตั้งของกรุงโฮจิมินห์ซิตี้ หรือ ไซ่ง่อน ภูมิอากาศค่อนข้างร้อน อุณหภูมิประมาณ 27 องศา มี 2 ฤดู คือ

1.ฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน) เดือนที่ร้อนที่สุดคือ เดือนเมษายน อุณหภูมิประมาณ 39 องศา

2.ฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน-เมษายน) เดือนที่อากาศเย็นที่สุดคือ มกราคม อุณหภูมิประมาณ 26 องศา

• เมืองหลวง คือ ฮานอย ตั้งอยู่ทางภาคเหนือ เป็นเมืองศูนย์กลางด้านการค้าและอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมีเมืองสำคัญต่างๆ ดังนี้

1.โฮจิมินห์ซิตี้ (ไซ่ง่อน) ตั้งอยู่ทางภาคใต้ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางทางการค้าด้วย

2.ไฮฟอง เป็นเมืองท่าอยู่ทางชายฝั่งตอนเหนือใกล้เมืองฮานอย

3.ดานัง เป็นเมืองท่าและเป็นเมืองด้านการท่องเที่ยว ติดทะเลจีนใต้อยู่ทางภาคกลางของเวียตนาม

4.เว้ เป็นเมืองประวัติศาสตร์ใกล้เมืองดานัง

• พื้นที่ เวียตนามมีพื้นที่ 327,500 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 81.4 ล้านคน

• ศาสนา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาคริสต์ ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ และที่เหนือนับถือศาสนาอื่นๆ อีก 3 เปอร์เซ็นต์

ภาษา ภาษาทางการคือ ภาษาเวียตนาม ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ คือ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน

สกุลเงิน สกุลเงินของเวียตนามคือ ดอง อัตราแลกเปลี่ยน 420-460 ดอง ต่อ 1 บาท

ระบบการปกครอง เวียตนามปกครองแบบระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นการปกครองโดยกองกำลังของรัฐ มีการแบ่งเขตการปกครอง แบ่งออกเป็น 59 จังหวัด และ 5 เทศบาลนคร

• วัฒนธรรม

เวียตนามมีการผสมผสานด้านวัฒนธรรม จากหลายชนชาติ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 432 เวียตนามได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจากจักรพรรดิจีนนานกว่าพันปี ดังนั้น สิ่งก่อสร้าง อาหารการกิน จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับวัฒนธรรมของจีนมาก และยังมีความหลากหลายของผู้คนของชาวเขาหลากหลายชนเผ่าทางภาคเหนือของเวียตนาม และเมื่อสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครอง เวียตนามก็ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมฝรั่งเศสด้วย ได้แก่ ตึกที่อยู่อาศัยที่ดูทันสมัย เป็นตึกสีเหลืองสไตล์โคโลเนียลที่มีให้พบเห็นมากมาย ดังนั้นวัฒนธรรมต่างๆ ของเวียตนามจึงมีการผสมผสานกันเป็นอย่างมาก ทั้งด้านที่อยู่อาศัย เทศกาล อาหาร เป็นต้น

• เทศกาลเต็ด (Tet)

โดยปกติแล้ว ชาวเวียตนามจะเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ อย่างน้อย 3-7 วัน ติดต่อกัน โดยมีเทศกาลทางศาสนาที่สำคัญที่สุด คือ “เต็ดเหวียนดาน” (Tet Nguyen Dan) มีความหมายว่าเทศกาลแห่งรุ่งอรุณแรกของปี ที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า เทศกาลเต็ด เทสกาลจะเริ่มต้นขึ้น 1 สัปดาห์ก่อนจะมีวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติ คือ ระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ในวันขึ้น 15 ค่ำ ของวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในฤดูหนาว กับวันที่กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ในฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลองในภาพรวมทั้งหมดของความเชื่อในเทพเจ้า ลัทธิเต๋า ขงจื๊อ และศาสนาพุทธ รวมถึงการเคารพบรรพบุรุษ

• เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง

สำหรับเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง นับตามจันทรคติตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ชาวบ้านจัดประกวด “ขนมบันตรังทู” หรือ ขนมเปี๊ยะโก๋ญวน ทีมีรูปร่างกลม มีไส้ถั่วและไส้ผลไม้ พร้อมทั้งจัดขบวนแห่เชิดมังกร เพื่อแสดงความเคารพต่อพระจันทร์ ซึ่งในบางหมู่บ้านอาจประดับโคมไฟพร้อมทั้งจัดงานขับร้องเพลงพื้นบ้าน

• เวลาทำการของขององค์กรรัฐและเอกชน

1.หน่วยงานราชการ สำนักงาน และองค์กรให้บริการสาธารณสุข 8.00 – 16.30 น. ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ – วันศุกร์ พิพิธภัณฑ์จะเปิดให้บริการวันเสาร์อีกครึ่งวัน                                                                                                                  2.ร้านค้าเอกชนทั่วไปให้บริการระหว่าง 6.00 – 18.30 น.

3.ธนาคารพาณิชย์ ให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ – วันศุกร์ ระหว่างเวลา 8.00 – 16.00 น. (หยุดพักเวลา 12.00 – 13.00 น.)

4.สำนักงานไปรษณีย์โทรเลข ให้บริการ ตั้งแต่ 7.00 – 20.00 น.

5.โรงงานอุตสาหกรรม ทำงานวันจันทร์ – วันศุกร์ และวันเสาร์อีกครึ่งวัน โดยเวลาทำงานรวมไม่เกิน 48 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ หากเกินจากนี้ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา สำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่ม 2 เท่า และวันหยุดนักขัตฤกษ์จ่ายเพิ่ม 3 เท่า

Hanoi

ถานที่ท่องเที่ยวกรุงฮานอย

ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม

(Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)

brian_raimondi_people

ที่ตั้ง : ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าฮานอย สำหรับนักเดินทางที่มาเยือนฮานอย  ซึ่งไม่ได้มากับบริษัททัวร์ส่วนใหญ่นิยมหาที่พักในบริเวณเมืองเก่า ที่เปรียบได้กับถนนข้าวสารของเมืองไทย เพราะมีเกสต์เอาส์และโรงแรมราคาประหยัดมากมาย มีเอเย่นต์ทัวร์สำหรับเลือกซื้อแพ็คเก็จทัวร์หรือตั๋วเดินทางภายในประเทศทั้งทางรถบัส รถไฟ เครื่องบิน และยังมีร้านจำหน่ายอาหารประเภทพื้นเมืองและตะวันตกมากมาย และร้านขายของที่ระลึก ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิง จนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไป จักพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ หากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็น เจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว (Thap Rua) ซึ่งหมายถึง หอคอยเต่า และในปัจจุบันยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาล

Thap Rua (หอคอยเต่า)

misty-mirror-swan-lake

วัดหง็อกเซิน

( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)

ที่ตั้ง : อยู่ริมทะเลสาบบนเกาะหยก ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ สามารถข้ามจากฝั่งไปยังวัดโดยข้าม สะพานเทฮุก (The Huc) หรือ สะพานแสงอาทิตย์ มีสีแดงสดใสถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงฮานอย

สะพานแสงอาทิตย์

hanoi_003p

นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกันเสอมเมื่อถึง วัดหว็อกเซิน ด้านในมีบรรยากาศร่มรื่น และมีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อน

พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ

(Museum of Vietnamese Revolution)

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนตงดาน (Tong Dan) ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติหรือที่ชาวเวียตนามเรียกว่า Bao Tang Cach Mang เป็นสถานที่ที่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อสันติภาพของคนในแผ่นดินนี้ต้องพบกับเรื่องราวอะไรมาบ้านตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงยุค พ.ศ. 2518 อันเป็นช่วงปีที่ทหารอเมริกา                       ถอนกำลังออกจากเวียตนาม นอกจากนี้ยังมีหลาวไม้ขนาดยาวที่ปักไว้เพื่อสกัดกั้นกองกำลังมองโกล รวมถึงกลองศึกสำริดใบยักษ์ที่มีการสร้างมาตั้งแต่ก่อน 24,000 ปีก่อนคริสตกาลก็มีให้ชมกัน นับได้ว่าที่นี่น่าสนใจมากกับสิ่งของเรื่องราวที่จัดแสดงและประวัติอันขมขื่นที่ต้องเรียนรู้ จากความเจ็บปวดของชนในชาติ

พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม

(Fine Arts Museum)

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเหวียนไทฮ็อก (Nguyen Thai Hoc)ค่าเข้าชม 10,000 ดอง เปิด 09.15 – 17.00 น.   หยุดวันจันทร์ พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมหรือที่ชาวเวียตนามเรียกว่า บ่าวตางมีทวด (Bao Tang My Thuat) เป็นแหล่งแสดงผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของเวียดนามก็ว่าได้ เพราะที่นี่ได้จัดนิทรรศการครอบคลุมถึงงานศิลปะและประวัติของชนกลุ่มน้อยในเวียตนาม และมีพระพุทธรูปไม้ที่งดงามหลายองค์ซึ่งมีอายุหลายร้อยปี นอกจากนี้ยังมีกล่องสำริดดงเซิน (Dong Son) และศิลปะเวียดนามอย่างอื่นอีกมากมายทั้งที่เป็นของสมัยโบราณและยุคใหม่

พิพิธภัณฑ์ทหาร

(Army Museum)

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) ค่าเข้าชม 10,000 ดอง เปิด 08.00 – 11.30 น. และ 13.30 – 16.30 น.  หยุดวันจันทร์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงการประกาศอิสรภาพ และการรวมชาติของเวียตนามและแสดงให้เห็นถึงการทำสงครามกับมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา โดยภายในพื้นที่ได้นำซากเครื่องบินทิ้งระเบิด B52 มาจัดให้คนรุ่นหลัง งคราม เมื่อเข้าไปด้านในก็มีภาพถ่ายของนักรบที่ร่วมกันชนะสงคราม เครื่องแบบทหารอเมริกา และยังมีโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กๆ ซึ่งฉายภาพช่วงท้ายๆ ของสงครามเวียตนาม สำหรับที่นี่ชาวเวียตนามออกเสียงว่า บ่าว ตาง กวาน โด่ย (Bao Tang Quan Doi พิพิธภัณฑ์ทหาร)

สุสานของโฮจิมินห์

(Ho Chi Minh’ s Mausoleum)

tha-mausoleum-at-night

สุสานของโฮจิมินห์

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) บริเวณจัตุรัสบาสดิงห์ (Ba Dinh) สุสานแห่งนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 เสร็จในปี พ.ศ. 2518 เป็นอาคารหินอ่อนและหินแกรนิตรวมถึงไม้เนื้อดีจากทั่วประเทศ เป็นอาคารที่โดดเด่นและสง่างามมาก โดยมีชื่อในภาษาเวียตนามว่า จู่ติกโอจิมินห์ (Lang Chu Tich Ho chi Minh ) ด้านในจะพบกับศพโฮจิมินห์ ซึ่งอาบน้ำยาอยู่ในโลงแก้วเพื่อให้ผู้คนที่เข้ามาชมได้รู้จักผู้นำที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งที่นี่เป็นการกระทำซึ่งขัดต่อความต้องการของโฮจิมินห์ เพราะท่านต้องการให้เผาร่างเมื่อตายลง สำหรับห้องนี้ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูป วีดีโอ โทรศัพท์ หรือกระเป๋าทุกชนิดเข้าไปโดยเด็ดขาดบริเวณจัตุรัสบาสดิงห์นี้เองที่โฮจิมินห์ อ่านคำประกาศอิสรภาพของเขาในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2488 และอีก 34 ปีต่อมา ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2512 ยังเป็นวันเสียชีวิตของโฮจิมินห์อีกด้วยหลังสุสานโฮจิมินห์ มีสวนสาธารณะที่เงียบสงบร่มรื่นและมีสระน้ำเล็กๆ และบ้านที่สร้างบนเสาสูงซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของโฮจิมินห์ และบริเวณใกล้ๆนั้นมี เจดีย์เสาเดียว ที่สร้างในปี 1049 สมัยราชวงศ์หลี เป็นเจดีย์ไม้ที่งดงาม ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบั

พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์

(Ho Chi Minh Museum)

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังสวนสาธารณะใกล้ๆ กับจัตุรัสบาดิงห์ เดินผ่านสวนสาธารณะที่มีเจดีย์เสาเดียวตั้งอยู่ ก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นรูปแบบของอาคารสมัยใหม่ขนาดใหญ่ มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมาย มีการถ่ายภาพขาวดำ ในสมัยสงคราม ซึ่งจะได้เห็นความเป็นอยู่ของเหล่าทหารกู้ชาติอีกด้วยและเรื่องราวการสู้รบในสมัยครามเวียตนาม

โรงละครฮานอย

(Hanoi Opera House)

vietnam124-opera-house

ที่ตั้ง : โรงละครแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน Ly Thai To ตัดกับถนน Trang Tien บริเวณวงเวียนห้าแยกโรงละคร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 สไตล์แบบฝรั่งเศส                                           ตกแต่งอย่างงดงามดูแข็งแกร่ง ภายในมีที่นั่งกว่า 900 ที่นั่ง ปัจจุบันยังเปิดแสดงอย่างสม่ำเสมอ การแสดงจะเน้นดนตรีคลาสสิค

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์

(History Museum)

the-history-museum-in-hanoi-vie546

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังโรงละครฮานอย ค่าเข้าชม 15,000 ดอง สำหรับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์หรือชาวเวียตนามเรียก Bao Tang Lich แห่งนี้เป็นอดีตเป็นสถาบันวิจัยทางโบราณคดีของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรทิศ (Ecole Hrancaise d’Extreme Orient) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2453 สร้างใหม่ปี 2469  ก่อนจะเปิดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งสิ่งที่นำมาจัดแสดงไว้ที่นี่ครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์เวียตนามทุกสมัย เป็นโบราณวัตถุที่หาดูได้ยากยิ่ง มีกลองสำริดโบราณ ซึ่งเป็นศิลปะอันงดงามของพวกจากที่แพร่เข้ามาในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องถ้วยชาม และเจ้าแม่กวนอิมปางประหลาด รวมถึงห้องจัดแสดงของใช้สิ่งของต่างๆ ของกษัตริย์ 13 พระองค์แห่งราชวงศ์เหวียน หากชอบเกี่ยวกับโบราณสถาน รากฐานแห่งอารยธรรมได้ดีทีเดียว

ตลาดดงซวน

(Dong Xuan)

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่สุดถนนฮังดาว ทางด้านเหนือของเขตเมืองเก่า ตลาดดงซวน เป็นอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาด ตามประวัติตลาดแห่งนี้โดนไฟไหม้ไปตั้งแต่ปี 1994 ทว่าได้มีการซ่อมแซมเพื่อช่วยให้เก็บรักษาบรรยากาศเก่าๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุดโดยตลาดแห่งนี้มีสินค้ามากมายให้เลือก ตั้งแต่บรรดาเครื่องจักรสาน พรมผืนเล็กๆ                                         อาหาร เสื้อผ้า ของที่ระลึก จนถึงซีดี และดีวีดี และยังมีเหล้าไวน์ราคาถูกด้วย อกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายดอกไม้ตามริมถนน ร้านขายยาแผนโบราณที่มีกลิ่น                                                  สมุนไพรเป็นเอกลักษณ์ ร้านขายยาดองมีสัตว์ต่างๆ อยู่ในขวดก็มีอยู่ให้ชิมกัน ทั้งเหล้าดองงู ดองตุ๊กแก ดองจิ้งจก

โบสถ์เซนต์โจเซฟ

(St Joseph Cathedral)

st-joseph-cathedral

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนยาจุง (Nha Chung) ทางด้านเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม เมื่อจักรวรรดิฝรั่งเศสเข้าปกครองเวียตนามและได้จัดการเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ให้ทันสมัยได้ทำให้ความเชื่อและสิ่งก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ได้ถูกทำลายทิ้งไป พอสมควร รวมถึงที่นี่ด้วย เพราะก่อนตะสร้างโบสถ์แห่งนี้ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของ                                             เจดีย์บ่าวเทียน (Bao Thien) และถูกทำลายลงตอนสร้างโบสถ์เซนต์โจเซฟทำให้ที่นี่เป็นโบสถ์เก่าที่สุดในฮานอย เริ่มเปิดครั้งแรกในคืนคริสต์มาสปี พ.ศ. 2429 ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนที่นี่ด้วยความศรัทธาและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ใกล้ๆ กันมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกอยู่หลายร้าน และมีร้านอาหารไว้คอยให้บริการอยู่

วิหารวรรณกรรม

Temple of Lliterature

the-temple-of-literature-in-hanoi-vie503

วิหารวรรณกรรม ภาษาเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว (Van mieu) สร้างใน พ.ศ. 1613 สมัยพระเจ้าหลีไทโตง (Ly Thai Tong) อุทิศให้แด่ขงจื้อ วิหารนี้อยู่ติดกับกว็อกตื่อยาม (Quoc Tu Giam) เป็นโรงเรียนของพวกขุนนางและเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของเวียดนาม ต่อมาสมัยราชวงศ์ตรันได้เปลี่ยนชื่อเป็นกว็อกช็อกเวียน (Quoc Hoc Vien) บริเวณตรงหัวมุมทางเข้าด้านหน้าจะมีซุ้มสลักด้วยหินข้อความ “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนที่จะเข้าไปข้างใน”

inside-the-literature-tem

วิหารวรรณกรรมแบ่งออกเป็น 5 ชั้นด้วยกัน
ประตูทางเข้าด้านหน้าทำเป็น 2 ชั้น มีประตูรูปวงโค้ง คล้ายก๋งจีน สลักชื่อวิหารวรรณกรรมอยู่ชั้นบนสุด เมื่อลอดซุ้มประตูด้านหน้าเข้ามา จะพบความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ สองข้างทางมีบ่อน้ำสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก 2 บ่อ สังเกตได้ว่ามีการวางแผนผังการก่อสร้างที่ดี คำนึงถึงหลักของฮวงจุ้ยเช่นเดียวกับจีน คงได้รับอิทธิพลนี้มาจากจีน เพราะจีนเคยปกครองเวียดนามมาก่อน เมื่อเดินผ่านมาถึงอาคารชื่อตึกดาวลูกไก่ เคววันกั๊ก (Khue Van Cac) สถานที่นักอักษรศาสตร์มาท่องบทกวี มีประตูกำแพงใหญ่ได๋แถงห์โมน (Dai Thanh Mon) สัญลักษณ์ของกรุงฮานอย กับสระน้ำขนาดใหญ่ตรงกลางลานด้านหลังประตูมีชื่อว่า สระแสงงาม เทียนกวางติงห์ (Thien Quang Tinh) เวลาแสงจากพระอาทิตย์สาดส่องจะสะท้อนเข้าสู่ประตูใหญ่ ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง
บริเวณสองข้างสระแสงงามมีอาคารชั้นเดียวอยู่ 5 หลัง ภายในประดิษฐานแผ่นหินจารึกรวม 82 แผ่นหลงเหลือจากของเดิมที่มีอยู่ถึง 117 แผ่น แผ่นหินเหล่านี้จะตั้งอยู่บนหลังเต่าทำด้วยหิน จารึกชื่อ ผลงาน ประวัติทางวิชาการของผู้ที่สอบผ่านการศึกษาหลักสูตร 3 ปี ระหว่างปีพ.ศ.1985-2322 หลายคนจึงเรียกว่า “แผ่นหินจารึกชื่อจอหงวน”

โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ

(Municipal Water Puppets)

the-puppet-government

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม บนถนนดิงห์เตียมฮว่าง (Pho Dinh Tien Hong) ค่าเข้าชมละครหุ่นกระบอกน้ำ 20,000 และ 40,000 ดอง เปิดการแสดงวันละหลายรอบ การแสดงหุ่นกระบอกน้ำของเวียดนาม ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติทีเดียวและกำลังจะสูญหายไปจากโลก การแสดงหุ่นกระบอกน้ำเริ่มต้นบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง จากการที่บริเวณนี้มีน้ำท่วมทุกปีจึงให้เกิดแรงบันดาลใจให้คิดค้นการละเล่นเพื่อสร้างความบันเทิงระหว่างที่น้ำท่วมเป็นเวลานาน
สำหรับนักแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ผู้แสดงจะอยู่หลังฉากซึ่งมีระดับน้ำสูงถึงเอว เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นโดยใช้ไม้ไผ่ลำยาว แต่เทคนิคการเชิดจะได้รับการรักษาไว้เป็นความลับ เรื่องราวก็เกี่ยวกับวีถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อของชาวเวียตนาม ชวนให้ติดตามมาก

เวียดนามเหนือ

ซาปา

Sapa

view-over-the-hills-and-terraced-fields-of-sapa-vie506

เมืองแห่งขุนเขาและหิมะแห่งประเทศเวียตนาม

ที่ตั้ง : ซาปา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศเวียตนาม ใกล้กับชายแดนจีน ห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 350 กิโลเมตร อยู่ในเขตจังหวัดลาวไค สูง 1,650 เมตร มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ทำให้เพาะปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาวได้ดี และเป็นดินแดนแห่งขุนเขาที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์มากที่สุดในประเทศเวียตนาม ในอดีตเมืองซาปาเคยถูกให้สร้างขึ้นเป็นเมืองตากอากาศของชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองในสมัยยุคอาณานิคม ในปี พ.ศ. 2465 และได้มีการสร้างสถานีภูเขาขึ้น เพราะด้วยเมืองซาปาโอบล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่จึงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปี ชาวเวียตนามและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในฮานอย ก็จะหาเวลาพักผ่อนในช่วงวันหยุดมาที่นี่ และยังมีการทำนาขั้นบันไดมากมายท่ามกลางลาดไหล่เขาที่ทอดตัวอย่างสวยงาม เมื่อซาปาเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากขึ้น ก็มีการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว มีอาคารสมัยใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก มีโรงแรม ร้านอาหารแบบตะวันตก และร้านคาราโอเกะ

homes-on-the-hill-side-in-sapa-vie507

สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองซาปา

หมู่บ้านกัตกัต

Cat Cat Village

ที่ตั้ง : หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองซาปา 3 กิโลเมตร
หมู่บ้านกัตกัต เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชาวเผ่าม้งซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน มีเครื่องแต่งกายที่นิยมโทนสีน้ำเงินเข้มหรือดำ ที่นี่มีวิวทิวทัศน์ของนาขั้นบันได นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวชมหมู่บ้านนี้ได้ง่าย

หมู่บ้านต่าฟาน

Ta Van Village

ta-van-village

ที่ตั้ง : หมู่บ้านต่าฟาน อยู่ทางทิศใต้ของเมืองซาปาประมาณ 10 กิโลเมตร
หมู่บ้านต่าฟาน เป็นหมู่บ้านของชาวเขาหลายเผ่ามาอยู่รวมกัน แต่จะมีประชากรของเผ่า Giay ซึ่งถือเป็นชนเผ่าที่มีประชากรค่อนข้างเยอะในเวียตนาม ซึ่งในความหลากหลายของคนพื้นเมืองทำให้เห็นความแตกต่างของการแต่งกาย ซึ่งแต่ละเผ่าก็จะแตกต่างกันออกไปและยังมีภาษาพูดเฉพาะอีกด้วย การเข้ามาชมหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อชมวิถีชีวิตของชาวเขา และสัมผัสทัศนียภาพของนาขั้นบันได ซึ่งมีเทือกเขาฟานสีปันเป็นฉากหลัง มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากๆ

ta-van-village2

น้ำตกซิลเวอร์

Silver Waterfall

goldandsilverfallsinthedistance

ที่ตั้ง : อยู่ริมถนนทางไปไลโจว (Lai Chau)
น้ำตกซิลเวอร์ เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม อยู่ริมถนน และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ไกล มีความสูงประมาณ 100 เมตร ไหลเลาะลงมาจากหน้าผาหิน นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปชั้นบนของน้ำตกได้แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประมาณ 3,000 ดอง

ตรามตอนพาส

Tram Ton Pass

tram-ton-pass-sapa

ที่ตั้ง : อยู่ริมถนนทางไปไลโจว (Lai Chau)
ตรามตอนพาส เป็นจุดชมวิวสูงสุดในบริเวณซาปา และเป็นจุดสูงสุดในเวียตนาม ความสูง 1,900 เมตร และยังเป็นเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดลาวไคกับจังหวัดไลโจว เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของ เทือกเขาฟาสีปันได้อย่างสวยงามมากๆ จะเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนและจะเห็นถนนคดเคี้ยวไปตามริมหน้าผาเพื่อตัดลงสู่ที่ราบต่อไปจนถึงเมืองไลโจว

การเดินทางท่องเที่ยวภายในเมืองซาปา

การท่องเที่ยวภายเมืองซาปาคือการเดินเที่ยวชมเมือง เพราะสถานที่แต่ละแห่งอยู่ไม่ไกลกันมาก สามารถหยุดแวะชมเลือกซื้อสินค้าได้ตามสะดวก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจากใจกลางเมืองแล้วเลาะเลียบไปตามถนนเส้นหลัก เพื่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายก็มีมอเตอร์ไซด์ให้บริการ มีให้เลือกทั้งแบบขับเที่ยวชมเอง หรือจะเลือกใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างก็ได้เช่นกัน ส่วนการเดินทางมาท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ รอบตัวเมือง แนะนำให้เลือกซื้อแพ็คเกจทัวร์เดย์ทริปหรือทัวร์วันเดียวจากบริษัทผู้ประกอบการท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองก็สามารถทำได้โดยการเช่ารถจักรยานเสือภูเขา มอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือถ้ามาเป็นหมู่คณะแนะนำให้เหมารถตู้ เพราะคุณสามารถให้รถจอดแวะชมได้ทุกแห่งที่ต้องการ

การเดินทางจากประเทศไทย

ทางรถยนต์ : จากกรุงเทพฯ ใช้บริการรถโดยสารประจำทางไปยังจังหวัดหนองคาย จากนั้นข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เดินทางไปยังนครเวียงจันทน์ มีรถโดยสารเดินทางจากนครเวียงจันทน์ไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียตนาม จอดอยู่ตรงข้ามดับโรงแรมเจริญชัย ติดกับสถานทูตอเมริกา วันละ 1 เที่ยว คือ เวลา 18.00 น. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15 – 16 ชั่วโมง เมื่อถึงกรุงฮานอย ก็สามารถเดินทางไปยังเมืองซาปา ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงฮานอยมาราว 350 กิโลเมตร

เครื่องบิน : สามารถใช้บริการของสายการบินไทย สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินเวียตนามแอร์ไลน์ ที่มีบริการเที่ยวบินสู่กรุงฮานอยการเดินทาง สามารถเดินทางโดยรถยนต์หรือรถไฟมาที่เมืองลาวไค (สำหรับการเดินทาง แนะนำให้ใช้รถไฟตู้นอนจะสะดวกกว่า ซึ่งหาซื้อตั๋วรถไฟได้ตามโรงแรม หรือบริษัทผู้ประกอบการท่องเที่ยวในฮานอน) เมื่อถึงเมืองลาวไค ก็ต่อรถตู้ที่ให้บริการอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟไปเมืองซาปา ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะทาง 38 กิโลเมตร ส่วนเที่ยวกลับจากซาปาคุณสามารถซื้อตั๋วรถไฟที่สถานีรถไฟได้เลยครับ

Hoi An

ฮอยอัน

เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม

mirror-hoi-an

เส้นทางจากเมืองดานัง สู่ เมืองฮอยอัน (ระยางประมาณ 30 กิโลเมตร) ฮอยอันเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมริมแม่น้ำทูโบน ฮอยอัน จากนักเดินทางทั่วทุกมุมโลกที่มาเยือนเวียดนามล้วนเลือกเอาฮอยอันเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว เพราะชื่อเสียงของเมืองมรดกโลกที่ยังคงมีลมหายใจ เสน่ห์ของตึกเก่าสีเหลืองสวยสไตล์โคโลเนียลที่อนุรักษ์เอาไว้ให้คงเอกลักษณ์ดังเช่นอดีต วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสวยงามของชาวเมืองฮอยอัน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีพร้อมสรรพสำหรับนักท่องเที่ยว

เมืองฮอยอัน อยู่ห่างจากเมืองท่าดานังทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำทูโบน ห่างจากชายฝั่งทะเลเข้ามาตอนในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร เมืองเก่าโบราณที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งนี้ ครั้งหนึ่งในอดีตเคยเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ในบริเวณที่เคยเป็นไดเวียดกลางภายใต้การปกครองของขุนนางเหวียน และปรากฏอยู่ในแวดวงของนักเดินทางตะวันตกในศตวรรษที่ 17 และ 18 แรกเริ่มเมืองฮอยอันเคยเป็นเมืองท่าชายทะเลในอาณาจักรจามปา เรียกกันในชื่อว่า ได๋เจียน โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่ตราเกียว และมีศานสถานอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่หมี่เซิน ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากฮอยอันมากนัก

hoi-an-3

สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ศตวรรษที่ 19 ชื่อของฮอยอันได้รับการบันทึกลงในการเดินเรือของชาติตะวันตกในชื่อ ไฟโฟ หรือ ไฮโป และมีชาวต่างชาติเดินเรือเข้ามามากมาย จนฮอยอันกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตก จนเข้าสู่ราวครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 เมืองแห่งนี้ก็โดนเผาราบคาบจากการสู้รบช่วงกบฏไตเซินเหวียนอัน ภายหลังเมื่อเข้าสู่ยุคเริ่มต้นราชวงศ์เหวียน เมืองฮอยอันก็ได้รับการสร้างใหม่ ซึ่งเป็นต้นแบบของอาคารบ้านเรือนอายุสองร้อยกว่าปีอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

เมื่อเข้าสู่ปลายศตวรรษที่ 19 แม่น้ำทูโบนเริ่มตื้นเขิน เนื่องจากตะกอนโคลนเลนสะสมจนไม่อาจนำเรือใหญ่เข้ามาได้ เมืองดานังจึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นเมืองท่าแห่งใหม่แทนที่ฮอยอัน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมืองฮอยอันก็เริ่มลางเลือนไปตามกาลเวลา ทว่ายังคงเป็นเมืองค้าขายเล็กๆ จนถึงปี พ.ศ. 2459 เส้นทางรถไฟระหว่างฮอยอันและดานังได้รับความเสียหายจากพายุและไมได้รับการซ่อมแซมให้ดีดังเดิม เมืองแห่งการค้าที่สำคัญซึ่งเคยต้อนรับชาวต่างชาติจึงยุบลง

ปี พ.ศ. 2542 องค์กานยูเนสโกก็ได้ประกาศให้ฮอยอันเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม เพราะความงดงามและเก่าแก่ของบ้านเมือง รวมทั้งเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนั่นทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามายังเมืองแห่งนี้ ประดุจน้ำในแม่น้ำทูโบนที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนไม่เคยเปลี่ยนแปลง

การเดินทางจากประเทศไทย

ทางรถยนต์ : จากตัวเมืองในจังหวัดมุกดาหาร ข้ามแม่น้ำโขงมายังแขวงสะหวันนะเขตในประเทศลาว จากนั้นนั่งรถโดยสารประจำทางบริเวณสถานีขนส่งในแขวงสะหวันนะเขตมาตามทางหลวงหมายเลข 9 ไปยัง ด่านลาวบาว ชายแดนเวียดนาม ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร เข้าสู่ประเทศเวียดนาม จากนั้นนั่งรถอีกประมาณ 270 กิโลเมตร โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านเมืองเว้ ก็จะมาถึงตัวเมืองดานัง จากนั้นคุณสามารถเลือกใช้บริการรถโดยสารประจำทาง รถแท็กซี่ หรือมอเตอร์ไซด์รับจ้าง มายังเมืองฮอยอันที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองดานังมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 30 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมดจากจังหวัดมุกดาหารของไทยไปยังเมืองฮอยอันประมาณ 550 กิโลเมตร

ทางอากาศ : สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็วในการเดินทาง แนะนำให้ใช้บริการของสายการบิน พีบี.แอร์ เพื่อมาลงที่เมืองดานัง จากนั้นนั่งรถยนต์ต่อมาอีกประมาณ 30 กิโลเมตร ก็มาถึงเมืองฮอยอันแล้ว

การเดินทางภายในตัวเมืองฮอยอัน

vieto_hoi_6_800

ทางบก : ด้วยความที่ฮอยอันเป็นเมืองเล็กๆ ถนนเส้นหลักก็มีเพียงไม่กี่เส้น สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งก็อยู่ไม่ไกลกัน การเดินเท้าเที่ยวชมเมืองจึงเป็นวิธีหนึ่งที่สะดวก เพราะคุณสามารถหยุดแวะชมสถานที่ หรือเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกได้อย่างสะดวกสบาย ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เที่ยวครบทั่วเมืองเก่าแล้ว หรือจะเลือกใช้บริการจักรยานที่มีให้เช่า ก็ทำได้เช่นกัน แต่คุณอาจต้องใช้ความระมัดระวังสักหน่อย เพราะถนนแต่ละเส้นค่อนข้างเล็ก ผู้คนทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเมืองฮอยอันก็มีจำนวนมาก ส่วนผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและประหยัดเวลาในการเที่ยวชม แนะนำให้ใช้บริการสามล้อถีบที่มีให้บริการอยู่ทั่วทั้งเมือง ราคาก็ตามแต่ตกลงกันครับ

a-corner-of-old-town-hoian

ทางน้ำ : หลังจากที่เที่ยวตัวเมืองฮอยอันจนครบแล้ว การเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งล่องเรือแม่น้ำทูโบน ก็เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีให้เลือกทั้งแบบล่องเรือชมธรรมชาติสองฟากฝั่ง โดยใช้เวลาล่องไปกลับประมาณ 1 ชั่วโมง ราคาประมาณ 2 ดอลล่าต่อคน แต่สำหรับผู้ที่มาเป็นกลุ่มตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แนะนำให้เช่าเหมาลำ เพราะคุณสามารถต่อรองกับคนขับให้พาไปเยี่ยมชมหมู่บ้านหัตถกรรม หมู่บ้านชาวประมง ตลอดจนวิถีริมฝั่งน้ำที่หาดูได้ยาก โดยเรือจะมีให้บริการอยู่บริเวณท่าเรือข้ามฟากใกล้ๆกับตลาดเก่าในเมืองฮอยอัน

paint_of_hoi_an_city

ที่พักเมืองฮอยอัน

แม้ว่าฮอยอันจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ภายหลังที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก รัฐบาลก็พยายามสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกจำนวนไม่น้อยเดินทางมาเยือนเมืองแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย ทำให้ทั้งร้านอาหาร บริษัทผู้ประกอบการท่องเที่ยว และที่พักจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อคุณมาเยือนเมืองฮอยอัน จึงวางใจได้ในเรื่องของความสะดวกสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียบพร้อม โดยเฉพาะในเรื่องที่พักอันหลากหลายที่กระจายอยู่รอบตัวเมือง มีหลากหลายราคาทั้งแบบเกสต์เฮาส์ราคาถูก โรงแรมระดับปานกลาง ตลอดจนโรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาว

สำหรับในฤดูท่องเที่ยวที่พักส่วนใหญ่ในเมืองฮอยอันถูกจองเต็มจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มาสัมผัสกับเมืองมรดกโลก คุณควรติดต่อสอบถามข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนเดินทางหรือจะเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการนำเที่ยวของเมืองไทย ซึ่งจะดูแลในเรื่องของการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายในการท่องเที่ยว

ร้านอาหารเมืองฮอยอัน

ถ้าจะหาร้านอาหารอร่อยๆ ในเมืองฮอยอันนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะฮอยอันขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองอาหารอร่อยที่สุดในเขตเวียดนามกลาง เมนูขึ้นชื่อที่คุณไม่ควรพลาดลิ้มลองอย่าง เกาเหลา เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพราะหารับประทานง่าย แถมราคาก็ไม่แพง

nighttime-in-hoi-an

จุดเด่นของร้านอาหารในเมืองฮอยอัน คือ มีให้เลือกหลากรส หลายสัญชาติ ตั้งแต่อาหารต้นตำหรับเวียดนามอยู่ตามภัตตาคารย่านใจกลางเมือง ส่วนร้านอาหารสัญชาติฝรั่งก็มี ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ตามถนนเส้นต่างๆ ในเมืองเก่าฮอยอัน โดยเฉพาะริมฝั่งแม่น้ำทูโบน ที่มีร้านขึ้นชื่อหลายร้านให้คุณได้ลิ้มลองกัน หรือจะเลืออาหารซีฟู้ด ก็มีให้เลือกกันเยอะมาก

เดียนเบียนฟู

เดียนเบียนฟู เป็นจังหวัดหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 200 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกห่างจากชายแดนประเทศลาวเพียง 35 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นที่ราบล้อมรอบด้วยภูเขาสูง และเป็นสมรภูมิรบอันลือลั่นในช่วงสงครามอินโดจีนครั้งแรก (พ.ศ. 2489 – 2497) ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างกองทัพฝรั่งเศสกับกองทัพฝ่ายต่อต้านการครอบครองของชาวเวียดนาม นำโดยโฮจิมินห์ ที่เรียกว่ากองทัพเวียดมินห์ การสู้รบครั้งนี้สิ้นสุดด้วยการพ่ายแพ้อย่างไม่น่าเชื่อของกองทัพฝรั่งเศส ที่มีทั้งกำลังคนและอาวุธทันสมัยกว่า และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

การรบที่เดียนเบียนฟู เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2497 เดิมทีฝรั่งเศสได้ยึดป้อมเดียนเบียนฟูที่อยู่กลางหุบเขาไว้ได้ ซึ่งนับเป็นจุดยุทธศาสตร์ เพราะมีชัยภูมิที่เป็นภูเขาล้อมรอบ ทำให้ยากแก่การเข้าโจมตี โดยฝรั่งเศสตั้งเป้าว่า ตราบใดที่รักษาเดียนเบียนฟูไว้ เวียดมินห์ก็ไม่สามารถรุกต่อไปได้ และจะกลายเป็นขวากหนามที่คอยกันไม่ให้เวียดมินห์เคลื่อนทหารได้ตามความต้องการ แต่ในขณะที่ฝรั่งเศส มีกำลังมั่นใจในความแข็งแกร่งของป้อมเดียนเบียนฟูอยู่นั้น โฮจิมินห์ได้อาศัยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของทหารประชาชน ซึ่งถอดปืนใหญ่ออกเป็นชิ้นๆ แล้วขนลำเลียงขึ้นไปบนยอดเขารอบเมืองเดียนเบียนฟูอย่างลำบากยากเย็น ครั้นประกอบปืนใหญ่เสร็จ ทหารเวียดมินห์ที่อยู่ตามยอดเขารอบป้อมเดียนเบียนฟู ก็ระดมยิงปืนใหญ่เข้าตีป้อมของฝรั่งเศสอย่างพร้อมเพรียงกัน จนป้อมเดียนเบียนฟูแตก ฝรั่งเศสต้องยอมพ่ายแพ้และถอนตัวไปจากเวียดนามในที่สุด การรบครั้งนี้ถือว่าเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติเอเชียอาคเนย์เหนือชาติมหาอำนาจตะวันตก ขณะที่ข้อตกลงในการประชุมเจนีวาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1954 แบ่งเวียดนามออกเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ด้วยเส้นขนานที่ 17 ก่อนที่สงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 หรือสงครามเวียดนามจะเกิดตามมาอีกใน 3 ปีถัดมา โดยสหรัฐฯเข้ามามีบทบาทในการสู้รบและก็พ่ายแพ้ไปในที่สุดเช่นกัน

ชาวไทดำ หรือ ชาวลาวโซ่ง เป็นกลุ่มชาวไทกลุ่มหนึ่ง ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขตสิบสองจุไทเดิม หรือบริเวณลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงในเวียดนามเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมของ ชาวไทดำ ชาวไทแดง และชาวไทขาว ในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนาม และลาว พวกเขาได้เรียกชนเผ่าที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำดำว่า ไทดำ ที่เรียกว่าไทดำ เพราะว่ากลุ่มชนเผ่าไทดังกล่าว นิยมสวมเสื้อผ้าสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งย้อมด้วยต้นหอมหรือต้นคราม

การอพยพของชาวไทดำสู่ประเทศไทย

ในปี พ.ศ. 2438 และ ปี พ.ศ. 2439 ได้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไทขึ้น สาเหตุก็มาจากศึกสงครามแย่งชิงอำนาจกัน ระหว่างบรรดาหัวหน้าของไทดำกลุ่มต่างๆ ในแคว้นสิบสองจุไท พวกไทดำจึงได้อพยพเข้ามาในประเทศลาวและในภาคอีสานของประเทศไทย ในประเทศลาวนั้น ชาวไทดำส่วนมากได้ตั้งถิ่นฐานใน แขวงหลวงน้ำทา แขวงบ่อแก้ว แขวงอุดมชัย แขวงหัวพัน และ แขวงซำเหนือ ส่วนในในประเทศไทยนั้น ก็อพยพเข้ามาด้วยเช่นกัน โดยมา้ตั้งถิ่นฐานในภาคอีสานตอนบน เช่น จังหวัดนครพนม, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ร้อยเอ็ด และ สกลนคร
ในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2496 จนถึงปี พ.ศ. 2497 ได้เกิดสงครามในเมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองของแคว้นสิบสองจุไทเดิม ชาวผู้ไทจึงได้อพยพหลบหนีการเกณฑ์ทหารของฝรั่งเศส เข้ามาในประเทศลาวและในประเทศไทยอีกระรอบ

ชาวไทดำในประเทศไทย

ในประเทศไทย คนไทยเรียกเรียกชาวไทดำว่า ลาวโซ่ง คำว่า “โซ่ง” นั้นน่าจะมาจากคำว่า ซ่วง หรือ ซ่ง ซึ่งเป็นภาษาไทดำ แปลว่ากางเกง เพราะว่าชาวไทดำเหล่านี้สวมกางเกงสีดำ

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้นพระองค์ทรงไปตีกรุงเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2322 พระองค์ทรงได้กวาดต้อนชาวไทดำที่อพยพมาจากสิบสองจุไท ส่งไปตั้งถิ่นฐานที่เมืองเพชรบุรี และต่อมาในปี พ.ศ. 2335 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและในปี พ.ศ. 2381 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ก็ทรงยกทัพไปตีเวียงจันทน์ และก็ได้กวาดต้อนชาวไทดำมาอีก ซึ่งในปัจจุบันตั้งถิ่นฐานกระจายกันอยู่ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี พิจิตร พิษณุโลก กาญจนบุรี ลพบุรี สระบุรี ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันเรียกคนเหล่านี้ว่า ชาวไทยโซ่ง

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Create a free website or blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: